Skip to content
ดูทั้งหมด

ศบค.จับตา 10 จังหวัดใหม่ ยอดติดโควิดเพิ่ม 2 เท่า ชี้ขาขึ้น “เอเชีย” ป่วยพุ่ง

14 ก.พ. 2565 | 15:08น.
แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์

แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์

ศบค.จับตา 10 จังหวัดใหม่ยอดป่วยโควิดพุ่ง 2 เท่าตัว กทม.พบ 2 เขตยอดป่วยเกินกว่าร้อยราย ได้แก่ ราชเทวี และป้อมปราบฯ ส่วน “ดอนเมือง” เจอคลัสเตอร์ใหญ่แคมป์ก่อสร้างติดเชื้อแล้ว 228 คน และมีคลัสเตอร์โรงเรียนอีก 13 แห่ง ชี้ภาพรวมตัวเลขทั่วโลกลดลง แต่กำลังเป็น “ขาขึ้น” ของเอเชีย หลายประเทศยอดพุ่งพรวด ทั้งญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม เกาหลีใต้ รวมถึงไทย

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ของรัฐบาล (ศบค.) แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลก ข้อมูล ณ วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 10.00 น. มียอดผู้ติดเชื้อรวม 412,171,667 ราย อาการรุนแรง 87,065 ราย รักษาหายแล้ว 332,703,940 ราย เสียชีวิต 5,834,095 ราย

“แม้ตัวเลขวันนี้จะสูง แต่โดยรวมทั่วโลกลดลง ทั้งจำนวนผู้ป่วยรายใหม่และเสียชีวิต” แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าว

สำหรับอันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด อันดับ 1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 79,325,576 ราย 2.อินเดีย จำนวน 42,664,712 ราย 3.บราซิล จำนวน 27,483,031 ราย 4.ฝรั่งเศส จำนวน 21,708,827 ราย 5.สหราชอาณาจักร จำนวน 18,306,859 ราย โดยประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 31 ของโลกจากจำนวนผู้ปวยยืนยันสะสม 2,608,227 ราย

 “ขาขึ้น” ยอดป่วยใหม่ประเทศในเอเชียรวมไทย

“ทิศทาง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขทั่วโลกลดลงชัดเจน แต่ในทางกลับกันตัวลขทางเอเชียมีแนวโน้มที่กำลังพุ่งสูงขึ้น ซึ่งนักวิชาการหลายท่านมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เมื่อทางยุโรปและอเมริกามีทิศทางผู้ติดเชื้อลดลงเราก็มักจะตามหลัง เพราะตอนนี้เอเชียเริ่มเพิ่มขึ้น ที่เห็นชัดคือญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม เกาหลีใต้ ก็สอดคล้องกับทิศทางของไทยเราที่เกินหมื่นรายขึ้นมาหลายวันติดต่อกัน” แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าว

สำหรับตัวเลขสถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 พบผู้ป่วยรายใหม่ 14,900 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 384,792 ราย หายป่วยแล้ว 287,338 ราย และเสียชีวิตสะสม 764 ราย

ขณะที่ข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2563 ผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,608,227 ราย หายป่วยแล้ว 2,455,832 ราย เสียชีวิตสะสม 22,462 ราย วันนี้ยังมีตัวเลขผู้ที่รักษาตัวอยู่ 129,933 ราย เป็นผู้ที่มีอาการหนัก 687 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 138 ราย

“ดังนั้นที่สาธารณสุขเน้นย้ำคือการฉัดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 จะช่วยลดอาการป่วยหนัก หรือการเสียชีวิตลงได้ ก็คงต้องเน้นย้ำอยุ่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้ามารับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็ม 3 กัน”

สำหรับผู้มาขอรับวัคซีน ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 มีผู้รับการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 จำนวน 18,966 รายเข็มที่ 2 จำนวน 11,802 ราย เข็มที่ 3 จำนวน 245,385 ราย และระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 – 13 กุมภาพันธ์ 2565 มีผู้รับวัคซีน สะสมทั้งหมด จำนวน 120,009,906 โดส

  • จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 52,793,091 ราย
  • จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 49,229,204 ราย
  • จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 17,987,611 ราย

 

ส่วนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1-13 กุมภาพันธ์ มีผู้เดินทางเข้ามา 78,793 ราย พบผู้ติดเชื้อยืนยัน 2,351 ราย คิดเป็น 2.98% หมายความว่าเข้ามา 100 คนจะพบผู้ติดเชื้อไม่เกิน 3 คน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระบบแซนด์บอกซ์ เพราะระบบ Test & Go เพิ่งจะเปิด

“หลายคนบอกว่าผู้ที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นรัสเซีย เยอรมนี ซึ่งประเทศของเขามีผู้ติดเชื้อเป็นแสนราย เราจะปิดประเทศดีไหม ไม่ต้องให้เขาเข้ามาได้ไหม คงต้องเน้นย้ำว่าการผ่อนคลายก็มีความจำเป็นในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการป้องกันโรคก็ต้องทำอย่างเหมาะสม มีความสมดุล”

ชี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีน

แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าวต่อว่า สำหรับผู้เสียชีวิตวันนี้อยู่ใน กทม.มากที่สุด 9 ราย (ตามตาราง) โดยผู้เสียชีวิต 26 รายในวันนี้ พบว่ามี 14 รายไม่เคยรับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว คิดเป็น 53% ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มเดียว เสียชีวิต 2 ราย อีก 2 รายได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มก็จริง แต่ทิ้งช่วงห่างเกิน 4 เดือน ก่อนที่จะพบการติดเชื้อและเสียชีวิต และมีผู้ได้รับเข็ม 3 และเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งได้รับเข็ม 3 และยังไม่เกิดภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ

สธ.จับตา 10 จังหวัดใหม่ยอดป่วยพุ่งเท่าตัว

สำหรับจังหวัดที่มีรายงานการติดเชื้อตั้งแต่ช่วงปีใหม่เป็นต้นมา ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำข้อมูลและทำกราฟให้เห็นชัดเจนว่าตั้งแต่ 6 สัปดาห์ที่ผ่านมามีจังหวัดที่ต้องจับตามอง เนื่องจากมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นแบบ double หรือเพิ่มขึ้นแบบเท่าตัว หรือ 2 เท่าตัว มี 10 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่ กทม. จาก 9,434 เป็น 17,852 ราย สมุทรปราการจาก 4,662 เป็น 6,940 ราย ชลบุรีจาก 2,534 ราย เป็น 4,862 ราย นนทบุรี จาก 2,755 เป็น 4,398 ราย เป็นต้น

ที่เหลือเป็นภูเก็ต นครราชสีมา ซึ่งมาจากคลัสเตอร์ตลาด ราชบุรี สมุทรสาคร นครศรีธรรมราช และนครปฐม (ตามตาราง)

“นอกจากนี้ยังมีหลายหลายจังหวัดที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ ปทุมธานี มหาสารคาม ระยอง ร้อยเอ็ด ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สระบุรี เพชรบุรี เหล่านี้เป็นกลุ่มจังหวัดที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานในวันนี้ว่า จำเป็นต้องเฝ้าระวังการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งทิศทางของกราฟจะเห็นได้ชัด”  แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าว และว่า

โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งโดยรวม ๆ จะเป็นจังหวัดที่อยู่ใน กทม.และปริมณฑล รวมทั้ง 8 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว และ 18 จังหวัดที่มีพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว

2 เขต กทม.น่าห่วง ดอนเมืองเจอคลัสเตอร์ใหญ่แคมป์ก่อสร้าง

แพทย์หญิงอภิสมัยยังกล่าวถึงการรายงานของ กทม.ในวันนี้ว่า กทม.มีตัวเลขผู้ติดเชื้อวันนี้อยู่ที่ 2,892 ราย เป็นการตรวจที่ยืนยันด้วย PCR แต่มีการตรวจด้วย ATK อีกส่วนหนึ่ง

สำหรับวันนี้คลัสเตอร์ที่ กทม.รายงานที่น่าเป็นห่วงมี 2 เขตที่มีการรายงานผู้ติดเชื้อเกินร้อยราย ได้แก่ เขตราชเทวี และป้อมปราบศัตรูพ่าย และยังมีอีก 9 เขตที่มีการติดเชื้อเกิน 60 ราย ได้แก่ ดอนเมือง หลักสี่ จตุจักร หนองแชม ห้วยขวาง สะพานสูง ดุสิต บางพลัด และบางแค

ในส่วนของคลัสเตอร์ดอนเมืองวันนี้เจอคลัสเตอร์ใหญ่ เป็นแคมป์ก่อสร้าง ตอนนี้ผลยืนยันเป็นบวกหรือพบการติดเชื้อมีจำนวน 228 ราย จากคนงานในแคมป์ 758 ราย คิดเป็นการติดเชื้อ 30.01% ซึ่งนอกจากแคมป์ดอนเมืองแล้วก็ยังมีรายงานอื่นๆอีก 5 แคมป์

“กทม.มีการวิเคราห์แคมป์ก่อสร้างซึ่งก็คล้าย ๆ กับคลัสเตอร์งานประเพณี คือขณะทำงานอาจไม่ใช่เป็นปัจจัยหลักในการติดเชื้อ แต่พบว่าเมื่อคนงานมีช่วงเวลาพัก จะมีการรวมกลุ่มสูบบุหรี่ มีการใช้กระติกน้ำใบเดียวกัน แก้วน้ำใบเดียวกัน รับประทานอาหารร่วมกัน และยังพบปัจจัยการติดเชื้อในจุดสัมผัส เช่น การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การนั่งรถรับส่งคนงานด้วยกันที่มีความแออัด” แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าว

นอกจากนี้ กทม.ยังรายงานด้วยว่าพบคลัสเตอร์โรงเรียนอีก 13 แห่งด้วย ซึ่งมีทั้งโรงเรียนเด็กเล็ก อนุบาล มัธยม รวมทั้งโรงเรียนประจำที่มีนักเรียนอยู่ประจำโรงเรียนกินนอน แต่มีครูเดินทางไปกลับ ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าส่วนใหญ่จะพบว่านักเรียนมีการติดเชื้อในครอบครัว พอมาโรงเรียนแล้วไม่ได้มีการคัดกรองตามมาตรการที่โรงเรียนกำหนด ทำให้เกิดการมาแพร่เชื้อเพื่อนในชั้นเรียน

นอกจากนี้ยังมีจุดสัมผัสร่วมได้แก่ตู้กดน้ำดื่ม มีการสัมผัสที่โต๊ะอาหาร เครื่องคอมพิวเตอร์ ห้องน้ำ รวมทั้งรถรับส่งโรงเรียนด้วย และยังมีบางโรงเรียนที่มีการทำกิจกรรมพิธีจบการศึกษา มีการจัดกิจกรรมสังสรรค์รวมกลุ่ม

“คงต้องขอย้ำไปทางพื้นที่ว่า ช่วงนี้มีการผ่อนคลายมากก็จริง แต่ว่า เราต้องผ่อนคลายเพื่อให้ลูกหลานได้เล่าเรียน เป็นพัฒนาการของเด็ก แต่ยังคงต้องเข้มงวดมาตรการ ป้องกันความเสี่ยง ดังนั้นกิจกรรมรวมกลุ่มคงต้องงดเว้น และมีการประเมินความเสี่ยง ไทยเซฟไทย (Thai Save Thai) ทุกวัน เพื่อช่วยการแพร่ระบาดในกลุ่มโรงเรียนได้”

แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กทม.แจ้งว่าแม้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม แต่ศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยยังสามารถรองรับได้ ทั้งระบบ Home Isolation และยังมีศูนย์พักคอยหรือศูนย์แยกกักในชุมชน โดยมีการเปิดให้บริการถึง 27 แห่ง ยืนยันว่ามีศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยได้ทั้ง Home Isolation และ Community Isolation รวมถึงเตียงผู้ป่วยสีแดง สีเหลือง การใช้งานยังอยู่ที่ระดับ 40% ยังคงมีเตียงเหลือ

“แต่สิ่งสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำคือการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 จะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของอาการรุนแรง อาการปอดอักเสบ และลดการเสียชีวิตได้ และเหนืออื่นใดคือการเข้มงวดในเรื่องมาตรการส่วนบุคคลก็จะช่วยได้อีกทางหนึ่งด้วย” แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าวย้ำใวในตอนท้ายถึงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศบค. สถานการณ์โควิด-19