ศบค.เผยท็อป 20 ประเทศติดโควิดมากสุด 7 วันย้อนหลัง “เกาหลีใต้-เยอรมนี” นำโด่งพุ่งเกินล้านราย ขณะที่ 6 ประเทศในเอเชีย บวก 1 เขตบริหารพิเศษ”ฮ่อกง” ยังเป็น “ขาขึ้น” ทั้งเกาหลีใต้ เวียดนาม ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมไทย รั้งอันดับที่ 19
วันที่ 4 มีนาคม 2565 ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ของรัฐบาล(ศบค.) รายงานสถานการณ์ประจำวันว่า วันนี้สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) ทั่วโลก มียอดผู้ติดเชื้อรวม 442,331,939 ราย อาการรุนแรง 73,184 ราย รักษาหายแล้ว 374,931,028 ราย และมีผู้เสียชีวิตเกิน 6 ล้านรายเป็นวันแรก โดยมียอดผู้เสียชีวิต 6,001,494 ราย

“เกาหลีใต้-เยอรมนี” กอดคอ ยอดป่วยใหม่พุ่ง
สำหรับอันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 80,843,570 ราย 2. อินเดีย จำนวน 42,951,262 ราย 3. บราซิล จำนวน 28,906,214 ราย 4. ฝรั่งเศส จำนวน 22,900,531 ราย 5. สหราชอาณาจักร จำนวน 19,074,696 ราย โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 33 ของโลก จากจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,981,996 ราย
อย่างไรก็ตามเมื่อแยกตัวเลขเป็นราย 7 วันย้อนหลัง พบว่าประเทศเกาหลีใต้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 7 วันย้อนหลังมากที่สุดจำนวน 1,192,300 ราย มีผู้เสียชีวิต 705 คน รองลงมาเป็นเยอรมนี พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,064,456 ราย เสียชีวิต 1,370 คน รัสเซีย 757,282 คน เสียชีวิต 5,433 คน เวียดนาม 684,646 คน เสียชีวิต 663 คน ญี่ปุ่น 454,466 คน เสียชีวิต 1,563 คน

และถ้าเปรียบเทียบ 20 ประเทศในรอบ 7 วันย้อนหลัง เฉพาะประเทศในทวีปเอเชียที่กำลังเป็นช่วง “ขาขึ้น” จากการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนพบว่า ประเทศในทวีปเอเชียติดอันดับถึง 6 ประเทศ รวมกับ 1 เขตบริหารพิเศษ ได้แก่ เกาหลีใต้ เวียดนาม ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ประเทศไทย และฮ่องกง
โดยของไทยในรอบ 7 วันล่าสุดมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นสะสม 163,812 ราย และมีผู้เสียชีวิต 302 คน อยู่ในอันดับที่ 19 ของโลก
สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 มีผู้ป่วยรายใหม่ 23,834 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 758,561 ราย หายป่วยแล้ว 562,535 ราย และเสียชีวิตสะสม 1,426 ราย
ส่วนข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2563 มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,981,996 ราย หายป่วยแล้ว 2,731,029 ราย เสียชีวิตสะสม 23,124 ราย


ส่วนผู้มารับวัคซีน ณวันที่ 3 มีนาคม 2565 มีผู้รับการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 จำนวน 71,198 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 24,486 ราย เข็มที่ 3 จำนวน 112,986 ราย และระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 – 3 มีนาคม 2565 มีผู้รับวัคซีน สะสมทั้งหมด จำนวน 124,396,024 โดส
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 53,780,157 ราย
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 49,811,504 ราย
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 20,804,363 ราย

3 จังหวัดใหญ่ติดเชื้อใหม่สะสมนำห่าง
สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อโควิดสูงสุด 1.กรุงเทพมหานคร 2,580 รวม รองลงมาเป็นชลบุรี 1,320 ราย นครศรีธรรมราช 1,124 ราย สมุทรปราการ 953 ราย นครราชสีมา 814 ราย ปทุมธานี 689 ราย สมุทรสาคร 686 ราย นคปฐม 684 ราย ระยอง 649 ราย ภูเก็ต 623 ราย
โดย 5 อันดับแรกที่มียอดผู้ป่วยสะสมมากที่สุดตั้งแต่ต้นปี 2565 กทม. มาเป็นอันดับหนึ่งยอดรวมสะสม 110,111 ราย อันดับ 2.สมุทรปราการ สะสม 48,695 ราย อันดับ 3.เป็นชลบุรี 45,047 ราย 4.ภูเก็ต 27,426 ราย และอันดับ 5.นครศรีธรรมราช 22,361 ราย

พบผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตที่บ้าน 1 ราย
ส่วนผู้เสียชีวิต 54 รายในวันนี้ เป็นชาย 30 ราย หญิง 24 ราย เป็นคนไทย 53 คน เมียนมา 1 คน ค่ามัธยฐานตั้งแต่พบเชื้อจนเสียชีวิตอยู่ที่ 6 วัน และพบเชื้อวันที่เสียชีวิต 6 รายเป็นผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและอายุน้อยกว่า 60 ปี แต่มีประวัติเป็นโรคเรื้อรัง ทั้ง 2 ส่วนคิดเป็นสัดส่วนรวม 95%
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงมาจากโรคมะเร็ง ภาวะอ้วน โรคไต โรคติดเตียง และเสียชีวิตที่บ้าน 1 ราย โดยเป็นการติดเชื้อจากคนรู้จัก 21 ราย ภายในครอบครัว 5 ราย และอาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาด 28 ราย
และเมื่อแยกตามพื้นที่พบว่าผู้เสียชีวิตวันนี้อยู่ในภาคอีสานมากสุด 14 ราย รองลงมาเป็นภาคใต้ 13 ราย ภาคกลางและตะวันออก ได้แก่ ลพบุรี กาญจนบุรี ชลบุรี นครนายก สระบุรี และปราจีนบุรีรวม 10 ราย ที่เหลืออยู่ในภาคเหนือรวม 6 ราย จังหวัดปริมณฑล นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาครรวม 6 ราย และกรุงเทพมหานคร 5 ราย (ตามตารางด้านบน)


ส่วนจำนวนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศในเดือนมีนาคม พบว่าตั้งแต่วันที่ 1-3 มีนาคม 2565 มียอดสะสม 24,967 คน พบผู้ติดเชื้อโควิด 340 ราย อยู่ในระบบ Test & Go มากที่สุด 20,983 ราย พบผู้ติดเชื้อ 223 ราย อยู่ในระบบแซนด์บ็อกซ์ 3,485 ราย พบผู้ติดเชื้อ 112 ราย และอยู่ในระบบ Quarantine 499 ราบ พบติดเชื้อ 5 ราย
สำหรับประเทศที่เดินทางเข้ามาไทยมากที่สุดในวันนี้มาจากเมียนมา 38 ราย รัสเซีย 20 ราย เยอรมนี 11 ราย สหราชอาณาจักร 10 ราย สิงคโปร์ 9 ราย ฝรั่งเศส และกัมพูชาประเทศละ 5 ราย ส่วนที่ที่เหลือเข้ามาประเทศละ 1-4 ราย