ต้นทุนภาคผลิตพุ่งไม่หยุด ปุ๋ย-เหล็ก-ธัญพืชขึ้นราคา
ผลกระทบวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนบานปลายหนัก ทั้งน้ำมัน-สินแร่เหล็ก/นิกเกล-ธัญพืชไปจนถึงปุ๋ยเคมี ต่างร้องขอขึ้นราคา-ลดการควบคุมของรัฐ สินค้าหลายรายการปรับขึ้นราคาขายปลีกไปแล้ว รวมถึงเหล็กรีดร้อน-ปุ๋ยเคมี ส่วนการนำเข้าข้าวสาลี-ข้าวโพดกระทบต้นทุนผลิตอาหารคน-อาหารสัตว์
วิกฤตการณ์รัสเซีย-ยูเครนได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน-พืชอาหาร ไปจนกระทั่งถึงสินแร่สำคัญ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องลงมาสั่งการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหาทางลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและผู้ประกอบการให้มากที่สุด
แยกเซอร์ชาจน้ำมันจากค่าตั๋ว
นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยเวียตเจ็ท กล่าวถึงราคาน้ำมันเครื่องบินที่ปรับสูงต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ต้นทุน” การดำเนินธุรกิจของสายการบิน โดยส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักคือ เส้นทางบินภายในประเทศ เนื่องจากการกำหนดราคาบัตรโดยสารจะต้องบวก “ค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge)” เข้าไปด้วย
ดังนั้นการปรับขึ้นของราคาน้ำมันจึงทำให้สายการบินต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาบัตรโดยสาร ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศอนุญาตให้สายการบินเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันแยกจากบัตรโดยสารได้เช่นเดียวกับค่าภาษีสนามบิน ดังนั้นการปรับขึ้น-ลงของราคาน้ำมันจึงไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกำหนดราคาบัตรโดยสาร
ที่ผ่านมาสมาคมสายการบินประเทศไทยได้ทำหนังสือถึงสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อขอเก็บค่าธรมเนียมน้ำมัน แยกออกจากราคาบัตรโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศเช่นเดียวกับเที่ยวบินระหว่างประเทศ เพื่อรักษาราคาบัตรโดยสารให้อยู่ในระดับเดิมต่อไปได้
ด้านนายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า ในภาวะปกติต้นทุนราคาน้ำมันโลกส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินการของสายการบินในสัดส่วนประมาณ 30-35%
แต่ในภาวะปัจจุบันต้นทุนหลักของสายการบินกลับเป็นค่าเช่าเครื่องบิน และค่าบุคลากร ส่วนต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% เท่านั้น ทำให้บางกอกแอร์เวย์สยังสามารถรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
“ที่ผ่านมาราคาน้ำมันพุ่งทะลุกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40-50% จากปีที่ผ่านมาที่ระดับราคาเฉลี่ย 70-80 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการฟื้นตัวของธุรกิจการบินและการท่องเที่ยว แต่บริษัทจะยังไม่ปรับขึ้นราคาบัตรโดยสารในช่วงนี้
เนื่องจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและหวังว่าสำนักงานการบินพลเรือนฯจะพิจารณาให้สายการบินสามารถแยกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันของเส้นทางการบินในประเทศแยกออกจากราคาบัตรโดยสารได้อย่างชัดเจนในเร็ว ๆ นี้” นายพุฒิพงศ์กล่าว
เหล็กรีดร้อนขยับขึ้นราคา
ด้านสถานการณ์ราคาเหล็กภายในประเทศกำลังได้รับผลกระทบจากแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ (Billet-Slab-Scrap) สำคัญในรัสเซีย-ยูเครนที่ปรับขึ้นราคาและได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ตลอดจนค่าเฟดเรือปรับขึ้นราคา ส่งผลให้ยุโรปหันมาซื้อ Billet-Slab ในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น โดยราคา Billet หรือเหล็กแท่งทรงยาว ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการรีดเป็นเหล็กแผ่นรีดร้อน ปรับราคาขึ้นไปถึง 810 เหรียญ/ตัน
ส่วนราคาเศษเหล็ก (Scrap) ที่ใช้ในการผลิตเหล็กรีดร้อนและเหล็กเส้น ราคาในตลาดโลกได้ปรับขึ้นไปถึง 610 เหรียญ/ตัน ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนปรับขึ้นราคาอีก 2 บาท เป็น 32 บาท/กก.แล้ว ในขณะที่เหล็กเส้นราคาหน้าโรงงานก็ขยับขึ้นเช่นกัน
โดย นายนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI และในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึง สถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กขณะนี้ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากเป็นประเทศที่ส่งออกวัตถุดิบสำคัญและรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างสินแร่เหล็ก น้ำมัน ก๊าซ และไทยเองมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากรัสเซีย 1.8% ยูเครน 0.8%

ดังนั้นจึงส่งผลให้สินคาเหล็กต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น 10-20% โดยเฉพาะในแถบยุโรปที่ปรับขึ้นไปแล้วก่อนหน้านี้ และแน่นอนว่าจะมีผลพวงมายังแถบเอเชียและไทยในไม่ช้า ซึ่งหากรัสเซีย-ยูเครนไม่สามารถเจรจากันได้ ราคาเหล็กในประเทศจะพุ่งขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2565 นี้แน่นอน และจะรุนแรงขึ้นในไตรมาส 3/2565
“สินค้าเหล็กเป็นสินค้าควบคุม ถูกดูแลโดยกระทรวงพาณิชย์ การจะปรับขึ้นจะต้องไม่ให้กระทบต่อตลาดและผู้บริโภค สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือเรายังคงพยายามตรึงราคาไว้ให้นานที่สุด และหากขึ้นต้องไม่ให้สูงกว่ากลไกตลาด แม้จะมีบางบริษัทที่ปรับราคาขึ้นไปแล้วเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบก็ตาม”
ส่วนภาพรวมการใช้เหล็กโลก 1,855 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.5% โดยปี 2565 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.2% อยู่ที่ 1,896 ล้านตัน โดยปริมาณการใช้เหล็กในเอเชียมากที่สุดถึง 1,300 ล้านตัน ในขณะที่สถานการณ์ราคาเหล็กทยอยปรับขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ซึ่งปัจจุบัน ณ เดือน ก.พ. 2565 เหล็กทรงแบน (Slab) ปรับขึ้น 23%, เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนขึ้น 10.1%, บิลเล็ตขึ้น 9.8% และเหล็กเส้นขึ้น 7.5%
ขณะที่ไทยปี 2564 มีการใช้เหล็ก 18.64 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 12.8% โดยมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตขึ้น จึงคาดว่าปี 2565 จะมีการใช้เหล็ก 19.6 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 5% มาจากอุตสาหกรรมก่อสร้าง ในส่วนของบริษัทสหวิริยาฯเองปี 2565 คาดว่าจะมียอดขายเหล็กเพิ่มขึ้นถึง 15% หรือ 1.39 ล้านตัน ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นสัดส่วน 50% เพิ่มการส่งออกไปต่างประเทศจาก 10,000 ตัน เป็น 40,000 ตัน
นอกจากนี้ราคา “แร่นิกเกิล” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและเหล็กสแตนเลสก็มีราคาพุ่งขึ้นสูงกว่า 250% (มากกว่า 50,000 เหรียญ/ตัน) ในตลาดโลกด้วย โดยราคานิกเกิลที่พุ่งขึ้นสูงเป็นผลมาจากมาตรการคว่ำบาตรการรับซื้อนิกเกิลจากรัสเซีย ส่งผลให้ปริมาณนิกเกิลออกสู่ตลาดน้อยลง ประกอบกับรัสเซียเองเป็นแหล่งแร่นิกเกิลสำคัญของโลก หากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังยืดเยื้อต่อไปและราคาแร่ยังอยู่ในระดับสูงก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแน่นอน
ขอเลิกคุมราคาปุ๋ย
ด้าน นายกองเอกเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวถึงผลกระทบจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้ต้นทุนปุ๋ยปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี ตั้งแต่ 51-193% โดยขณะนี้ราคายูเรีย (46-0-0) ปรับขึ้นจากตันละ 360 เหรียญ เมื่อปีก่อนเป็น 1,000 เหรียญ/ตัน หรือเพิ่มขึ้น 178%, โพแทสเซียม หรือ MOP (0-0-60) ปรับจากตันละ 256 เป็น 750 เหรียญ/ตัน หรือเพิ่มขึ้น 193%
ต้นทุน AS (21-0-0) ปรับเพิ่มขึ้นจากตันละ 180 เหรียญ/ตัน เป็น 320 เหรียญ/ตัน หรือเพิ่มขึ้น 78% และฟอตเฟต DAP(18-46-0) จากตันละ 570 เป็น 858 เหรียญ/ตัน หรือเพิ่มขึ้น 51% ซึ่งโดยปกติไทยจะนำเข้าปุ๋ยปีละ 5 ล้านตัน โดยมีการนำเข้าจากแหล่งนำเข้าหลัก คือ จีน 1.09 ล้านตัน, ซาอุดีอาระเบีย 720,000 ตัน ขณะที่รัสเซียและเบลารุส (เครือข่ายอาณานิคมรัสเซีย) รวมถึง 710,000 ตัน
“ในส่วนของการนำเข้าจากรัสเซียต้องนับรวมกับประเทศเบลารุสด้วยเพราะเบลารุสส่งปุ๋ยผ่านทางยูเครน หากเทียบย้อนหลังไป 3 ปี นับจากปี 2562 ไทยนำเข้าจาก 2 ประเทศนี้ปริมาณ 657,000 ตัน เพิ่มเป็น 637,000 ตัน ในปี 2563 และ 710,000 ตัน ในปี 2564 ซึ่งหลัก ๆ จากเบลารุสเป็นปุ๋ยสูตร 0-0-60 ส่วนรัสเซียจะเป็นสูตร 15-15-15 / 16-16-16 และสูตร 18-46-0 ตอนนี้น่ากังวลว่า นอกจากต้นทุนสูงขึ้นแล้ว อาจจะหาซื้อปุ๋ยไม่ได้ เพราะภาวะตลาดขณะนี้ทุกประเทศเร่งสต๊อกปุ๋ยไว้ใช้หมด” นายกองเอกเปล่งศักดิ์กล่าว
โดยสมาคมได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ขอให้พิจารณา “ปลดล็อก” มาตรการดูแลราคาปุ๋ยด้วยการกำหนดเพดานราคาจำหน่ายปุ๋ย โดยระดับราคาดังกล่าวเป็นราคาที่อาศัยต้นทุนเมื่อ 10 ปีก่อน
ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจร้านขายปุ๋ยเคมีในจังหวัดใหญ่ ๆ พบว่าต่างปรับขึ้นราคากันหมดแล้ว โดยนายบุญเกิด มีทวี ผู้จัดการ บริษัท เอ็ม.ที.ฟรุท โปรดักส์ จำกัด ผู้ส่งออกส้มโอรายใหญ่ จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ตอนนี้ราคาปุ๋ยแพงมาก จากเดิมราคา 800 บาท/กระสอบ ปัจจุบัน 1,200-1,500 บาทต่อกระสอบ หรือกระโดดขึ้นกว่า 50% ซึ่งสวนทางกับราคาขายผลผลิตที่ค่อนข้างตกต่ำ
นายไพบูลย์ ลิ้มเลิศวาที ประธานหอจังหวัดชุมพร ในฐานะเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน กล่าวว่า เกษตรกรเดือดร้อนจากราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับขึ้นทุกตัว โดยเฉพาะ ปุ๋ย 0-0-60 โพแทสเซียมคลอไรด์ ราคาปรับขึ้นมาสูงถึง 2 เท่าตัวจาก 680 บาท/กระสอบ น้ำหนัก 50 กก.วันนี้ขึ้นมาที่ราคา 1,300 บาท/กระสอบ แต่ราคาผลปาล์มน้ำมันยังขายได้ราคาดี (9.50-10 บาทต่อ กก.) ขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 3.50 บาทต่อ กก. ทำให้เกษตรกรยังสามารถซื้อปุ๋ยมาใช้ได้
ด้าน นายสมศักดิ์ พานิช ประธานชมรมโรงสีข้าวระโนด จ.สงขลา กล่าวว่า ปุ๋ย-ยาปราบศัตรูพืช ต่างราคาขยับขึ้นหมด โดยบางตัวขยับขึ้นถึง 30-40% ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับ นายนัด ดวงใส รองประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) กล่าวว่า ราคาปุ๋ยน่าวิตกมากสำหรับเกษตรกร
เพราะประเทศไทยต้องนำเข้าแม่ปุ๋ยจากต่างประเทศทั้งสิ้น ปุ๋ยราคาขยับขึ้นทุกตัว บางตัวปรับขึ้นเท่าตัว บางตัวปรับขึ้นเกือบ 200% ปกติทุกปีประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ราคาปุ๋ยจะไม่สูงแต่ปีนี้กลับราคาสูงไปก่อนแล้ว ราคาปุ๋ยแพงขึ้นส่งผลกระทบหนักต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะชาวนาที่ปลูกข้าว เพราะราคาข้าวปีนี้ไม่ค่อยสูง
อาหารสัตว์-ข้าวโพดยังฝุ่นตลบ
สำหรับสถานการณ์ราคาธัญพืชได้ปรับขึ้นราคาสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาข้าวสาลีและข้าวโพด ซึ่งจะกระทบต่อราคาอาหารสัตว์ส่งผลต่อเนื่องไปถึงราคาเนื้อสัตว์นั้น นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ยูเครนและรัสเซียเป็นผู้ผลิตพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์รายสำคัญและยังมีปริมาณการส่งออกข้าวสาลีรวมกัน 29% ของทั้งโลก มีการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คิดเป็น 19% ของตลาดโลก
เมื่อเกิดปัญหาทำให้ราคาข้าวสาลีปรับขึ้นจากกก.ละ 8.91 บาท เป็น 12.75-13.00 บาท หรือประมาณ 30-35% ขณะที่ราคาข้าวโพดของไทยก็ปรับสูงขึ้น ทั้งยังมีปริมาณการผลิตเพียง 4.5 ล้านตัน ต่ำกว่าความต้องการใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ที่มีปริมาณ 8 ล้านตัน ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องรับซื้อข้าวโพดในประเทศตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้อัตรา 3 ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน
ซึ่งแม้ว่าจะซื้อข้าวโพดทั้งประเทศ 4.5 ล้านตัน บวกกับข้าวสาลีนำเข้า 1 ล้านตัน รวม 5.5 ล้านตัน ก็ยังต้องนำเข้าวัตถุดิบอีก ดังนั้นจึงเสนอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณายกเลิกมาตรการ 3 ต่อ 1 เพื่อ “ปลดล็อก” นำเข้าวัตถุดิบ และลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือจาก 2% เหลือ 0%
ขณะที่นายพรเทพ ปู่ประเสริฐ นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2565 สมาคมฯได้ทำหนังสือ 2 ฉบับยื่นต่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฉบับแรกเป็นการให้ความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและระบบมาตรการ 3:1
เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่ายในระบบห่วงโซ่อาหารสัตว์ ทางสมาคมการค้าพืชไร่ขอให้มีการเช็กสต๊อกวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งระบบ รวมถึงวัตถุดิบทดแทนอาหารสัตว์อื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์อ้างว่า “ขาดแคลน” และขอให้ตรวจสอบมาตรการ 3:1 ในรอบการผลิต 63/64 รวมถึง 64/65
ส่วนหนังสืออีกฉบับเรื่องผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเกษตรกรไทยที่เพาะปลูกและผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศ จากการยกเลิกมาตรการรับซื้อข้าวโพด 3 ส่วนเพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน หรือ 3:1 ตามเงื่อนไข ในการขออนุญาตและการอนุญาตให้นําข้าวสาลีเข้ามาในราชอาณาจักร ในระยะสั้นและระยะยาว
โดยสมาคมฯคัดค้านการยกเลิกมาตรการ 3:1 และขอให้นำมาตรการภาษีอากรนำเข้ามาใช้หลังสถานการณ์ราคาธัญพืชโลกกลับมาเป็นปกติ รวมทั้งนำมาตรการนำเข้าข้าวบาร์เลย์เข้ามารวมอยู่ในมาตรการ 3:1 เพื่อเป็นการปกป้องเกษตรกร