มอร์แกน สแตนลีย์ เตือน ตลาดดีเซลยุโรปส่อตึงตัวหนัก คลังสำรองอาจต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี
มอร์แกน สแตนลีย์ ระบุว่า ตลาดน้ำมันดีเซลในยุโรปกำลังตึงตัว โดยมีราคาสูงและปริมาณสำรองต่ำ เหตุจากหลายปัจจัย รวมถึงสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และการงดส่งออกของรัสเซีย โดยในเดือน พ.ย. ปริมาณสำรองดีเซลอาจลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี ที่ 299 ล้านบาร์เรล
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานอ้างอิง ธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ว่า ตลาดน้ำมันดีเซลทั่วยุโรปกำลังตึงตัว เนื่องจากความท้าทายด้านซัพพลายใหญ่ ๆ หลายอย่างต่างเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยชี้ให้เห็นถึงอัตรากำไรจากการกลั่นที่สูงเป็นประวัติการณ์ในยุโรป และปริมาณสต๊อกที่กำลังลดลง
นักวิเคราะห์หลายคน รวมถึง มาร์ไจน์ ราตส์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ ระบุว่า ในบันทึกเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2026 ว่าสถานการณ์ค่อนข้างตึงตัว โดยแบบจำลองดีมานด์-ซัพพลายของมอร์แกน สแตนลีย์ ชี้ให้เห็นว่า ปลายปี 2026 นี้ สต๊อกน้ำมันดีเซลในยุโรปจะลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี
ในเดือน ก.ค.นี้ ตลาดพลังงานโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการปะทะกันครั้งใหม่ของสหรัฐและอิหร่าน แม้ว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะปรับตัวสูงกว่าราคาน้ำมันดิบอยู่แล้ว แต่ในตลาดดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ในรถบรรทุก การเกษตร และอุตสาหกรรมกำลังตึงตัวขึ้นจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่เพียงสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังรวมถึงการที่ยูเครนโจมตีโรงกลั่นของรัสเซีย และรัสเซียงดส่งออกน้ำมันดีเซล
“ปัญหาคอขวดที่แท้จริงในระบบน้ำมันตอนนี้คือการกลั่นมากกว่าน้ำมันดิบ” นักวิเคราะห์กล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงน้ำมันดิบจากแอฟริกาที่ยังขายไม่ออก รวมถึงภาวะการตั้งราคาแบบ Contango (ราคาสินค้าในตลาดซื้อขายล่วงหน้าสูงกว่าราคาสินค้าจริงในปัจจุบัน) มีแนวโน้มซบเซาในบางส่วนของตลาด “จุดศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดนี้คือตลาดดีเซล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป” นักวิเคราะห์กล่าว
มอร์แกน สแตนลีย์ ระบุว่า ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น (Crack Spreads) ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ คาดว่าปริมาณสำรองในพื้นที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้ และในเดือน พ.ย.จะลดลงต่ำที่สุดอยู่ที่ประมาณ 299 ล้านบาร์เรล ถือเป็นปริมาณที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 เมื่อเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันของปี
นอกจากนี้ ข้อจำกัดของอุตสาหกรรมในจีนก็มีส่วนทำให้เกิดความตึงเครียดเช่นกัน เนื่องจากโรงกลั่นจีนแปรรูปน้ำมันดิบน้อยลง โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า แม้จีนจะไม่เคยส่งดีเซลให้ยุโรปโดยตรง แต่การลดกำลังการผลิตลงก็ทำให้มีผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกที่จะส่งไปแถบตะวันตกน้อยลงด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม มอร์แกน สแตนลีย์ เตือนว่า ภาวะดีเซลตึงตัวสะท้อนออกมาในราคาแล้ว และนักลงทุนไม่ควรคาดหวังว่าราคาดีเซลจะปรับตัวสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันไปอีก “ราคาในตลาดอิ่มตัวแล้ว อย่ากระโดดเข้าไปอีก” มอร์แกน สแตนลีย์ระบุ
ด้าน บริดเจต เพย์น หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์พลังงานของออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) กล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากทุกปัจจัยแล้ว ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และมีความสำคัญที่สุดต่อแนวโน้มของเศรษฐกิจมหภาค
“ดีเซลมีบทบาทสำคัญในการขนส่งสินค้า การเกษตร และอุตสาหกรรม และนั่นหมายความว่าราคาดีเซลที่สูงขึ้นย่อมส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง การผลิต และต้นทุนการกระจายสินค้า… และท้ายที่สุดก็จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวม” เพย์นกล่าว
อ้างอิงเพิ่มเติม : The International News