Skip to content
ดูทั้งหมด

ส่องแผน “โรงกลั่นน้ำมัน” พร้อมรับมือวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

24 มี.ค. 2565 | 15:02น.
โรงกลั่น

โรงกลั่น

ความยืดเยื้อของสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งมีระยะเวลายาวนานมากกว่า 2 สัปดาห์ ไม่เพียงส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังเกิดความกังวลต่อสถานการณ์การขนส่งสินค้าและปริมาณน้ำมันทั่วโลก ทำให้ไทยต้องวางแผนบริหารจัดการสต๊อกน้ำมัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพพลังงานโดยไม่กระทบต่อการใช้ของภาคประชาชน และภาคธุรกิจต่าง ๆ

สั่งเพิ่มสำรองน้ำมันรับมือวิกฤต

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า เพื่อสร้างความมั่นใจกับประชาชนกรณีหากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนมีความยืดเยื้อและมีเหตุฉุกเฉินที่ส่งสัญญาณว่าอาจจะกระทบกับแผนการจัดหาน้ำมันดิบของประเทศ กรมธุรกิจพลังงานได้เตรียมมาตรการรองรับเหตุวิกฤต Supply Disruption ตลอดจนได้รับมอบหมายให้ประสานผู้ค้าน้ำมันเตรียมประกาศเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมาย น้ำมันดิบจาก 4% เป็น 5% และน้ำมันสำเร็จรูปจาก 1% เป็น 2%

“กรมได้ประสานไปยังโรงกลั่นทุกแห่ง ยืนยันมีแผนบริหารจัดหาปริมาณเพียงพอ และเตรียมมาตรการรองรับวิกฤตพลังงาน โดยได้ประสานผู้ค้าน้ำมัน เพื่อเตรียมประกาศเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากผู้ค้าน้ำมัน คาดว่าจะมีข้อสรุปภายใน 1 สัปดาห์ โดยยอมรับว่าการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันทุก 1% ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศเพิ่มขึ้น 60 สตางค์/ลิตร”

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันดิบคงเหลือ (รวมที่อยู่ระหว่างการขนส่ง) อยู่ที่ 5,686.44 ล้านลิตร และมีปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงเหลืออยู่ที่ 1,703.61 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศได้ถึง 61 วัน นอกจากนี้ บมจ.ปตท. ยังมีมาตรการเตรียมพร้อมจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมอีก 635.94 ล้านลิตร (4 ล้านบาร์เรล) จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองเป็น 66 วัน ส่งผลให้ประเทศมีน้ำมันใช้เพียงพอไม่ขาดแคลน

ภาพรวมอุตฯโรงกลั่นปัจจุบัน

นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันทำหน้าที่กลั่นน้ำมันดิบเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงหลากหลายชนิดในการตอบสนองความต้องการใช้ของประเทศ

รวมถึงผลิตวัตถุดิบเพื่อป้อนให้แก่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยในปัจจุบันกำลังการกลั่นของโรงกลั่นในประเทศอยู่ที่ 1,242 KBD (พันบาร์เรลต่อวัน) ซึ่งในการดำเนินการกิจการ โรงกลั่นน้ำมันจะมีการวางแผนการจัดหาน้ำมันดิบ การผลิต และการจัดจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้แก่ประเทศ

บัณฑิต ธรรมประจำจิต
บัณฑิต ธรรมประจำจิต

แหล่งนำเข้าน้ำมันดิบที่ใช้ในการกลั่นของโรงกลั่นในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนี้ยังมีน้ำมันดิบที่จัดหาจากภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย เช่น ตะวันออกไกล แอฟริกา รวมถึงภูมิภาคอเมริกาเหนือ เป็นต้น

สำหรับปี 2564 โรงกลั่นน้ำมันในประเทศมีการใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 52% ของน้ำมันดิบทั้งหมด ขณะที่มีการใช้น้ำมันดิบจากรัสเซียในสัดส่วนเพียงแค่ 3% เท่านั้น

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาความต้องการใช้น้ำมันได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยความต้องการใช้น้ำมันเฉลี่ยในปี 2564 ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าความต้องการใช้ในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด โดยเฉพาะความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานในปี 2564 ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกซักระยะในการฟื้นตัว

เจรจารัสเซีย-ยูเครนคืบหน้า

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปัจจุบันมีแนวโน้มดีขึ้น ล่าสุดการเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครนมีความคืบหน้ามากขึ้น ประกอบกับอุปทานน้ำมันดิบของผู้ผลิตหลายรายยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ รวมถึงกลุ่มโอเปกพลัสที่มีนโยบายปรับเพิ่มปริมาณการผลิต 4 แสนบาร์เรลต่อวันในทุกเดือน นอกจากนี้การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านยังมีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันดิบสู่ตลาดได้อีกครั้ง

อุตฯโรงกลั่นพร้อมรับมือวิกฤต

“ที่ผ่านมาโรงกลั่นในประเทศสามารถจัดหาน้ำมันได้เพียงพอต่อความต้องการใช้และสามารถสร้างความมั่นคงด้านการจัดหาน้ำมันของไทยได้อย่างสม่ำเสมอ แม้กระทั่งในช่วงที่เกิดปัญหาภูมิศาสตร์การเมืองและสถานการณ์ความตึงเครียดของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคหลักของน้ำมันดิบที่โรงกลั่นในประเทศไทยใช้ เช่น ปัญหาช่องแคบเฮอร์มุซ”

“ขณะเดียวกันความต้องการใช้น้ำมันของประเทศไทยยังคงได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงราคาขายปลีกน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน ดังนั้น อัตราสำรองน้ำมันตามกฎหมายในระดับปัจจุบันยังคงเหมาะสมอยู่ ดังนั้น กลุ่มโรงกลั่นมีความเห็นว่า อัตราสำรองน้ำมันตามกฎหมายที่ระดับปัจจุบันยังเพียงพออยู่ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันตามกฎหมาย”

ทั้งนี้ ปริมาณการสำรองน้ำมันของโรงกลั่นไม่ได้มีเพียงแค่ปริมาณการสำรองตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีปริมาณน้ำมันในส่วนอื่น ๆ เช่น ปริมาณน้ำมันสำหรับกระบวนการกลั่นของโรงกลั่น (working stock) ปริมาณน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ปริมาณน้ำมันก้นถัง เป็นต้น โดยแต่ละโรงกลั่นมีการแจ้งข้อมูลปริมาณน้ำมันสำรองของแต่ละโรงกลั่นให้แก่กรมธุรกิจพลังงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่ายังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประเทศ

น้ำมัน

เพิ่มสต๊อกน้ำมันเพิ่มต้นทุน

“หากมีการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายจากระดับปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาอยู่ในระดับสูง จะส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันต้องมีการสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นกว่า 600 ล้านลิตร และส่งผลให้เงินมูลค่ามหาศาลไหลออกนอกประเทศจากการที่ต้องจัดหาน้ำมันดิบเพื่อนำมาสำรองตามกฎหมาย และยังเป็นการเพิ่มต้นทุนต่าง ๆ เช่น ต้นทุนเนื้อน้ำมัน ต้นทุนการจัดเก็บและดูแลรักษา”

ทั้งยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ธุรกิจโรงกลั่นที่อาจต้องเผชิญปัญหาภาวะขาดทุนสต๊อกน้ำมันในอนาคตในกรณีที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัวลดลงกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

นอกจากนี้การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายยังส่งผลต่อการไม่คล่องตัวในการกลั่นน้ำมันจากการที่ปริมาณ working stock ในถังน้ำมันที่มีอยู่จำกัดปรับลดลง อาจมีผลทำให้ความสามารถในการแข่งขันของโรงกลั่นในประเทศไทยลดลงเมื่อเทียบกับโรงกลั่นอื่นในภูมิภาคเดียวกัน และอาจทำให้ปริมาณถังจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ ซึ่งอาจกระทบต่อการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากต้องคงปริมาณน้ำมันให้เพียงพอต่อปริมาณสำรองตามกฎหมายที่ปรับเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นให้ความมั่นใจว่า “ปริมาณสต๊อกน้ำมัน” เป็นไปตามข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งมั่นใจได้ว่าเพียงพอต่อการใช้อย่างแน่นอน