เปิดกฎหมายระหว่างประเทศ นานาชาติเอาผิดผู้นำรัสเซีย ในฐานอาชญากรสงคราม ได้หรือไม่
วันที่ 30 มีนาคม 2565 บลูมเบิร์กรายงานว่า จากกรณีที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐได้กล่าวถึงประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียว่า พฤติกรรมของปูตินที่สั่งรุกรานยูเครนรวมถึงการกระทำของกองทัพรัสเซียนั้น ไม่ต่างอะไรกับอาชญากรสงคราม จากการที่กองทหารของปูตินสั่งทำลายสถานที่พลเรือนหลายแห่ง
ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ศูนย์การค้า หรือแม้กระทั่งโรงเรียน ซึ่งต่อมากองทัพรัสเซียอ้างว่า กองทหารยูเครนได้ใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นฐานซุ่มโจมตี ทั้งรัสเซียยังยืนยันว่า การโจมตีสถานที่ข้างต้น ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายหรือมุ่งเป้าต่อพลเรือนยูเครนโดยตรง เป็นเพียงการทำลายฐานที่มั่นของกองกำลังยูเครนเท่านั้น
แนวคิดที่ว่าจะให้รัฐบาลเครมลินถูกสอบสวนในฐานะอาชญากรสงคราม ได้รับการพูดถึงมากขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แสดงความเห็นในเรื่องว่าพฤติกรรมองผู้นำรัสเซียไม่ต่างอะไรกับการก่ออาชญากรรมสงคราม ท่ามกลางสถานการณ์สงครามยูเครนที่รุนแรง
ซึ่งทางการท้องถิ่นเมืองมารีอูปอล อ้างว่ากองกำลังรัสเซียได้สั่งหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ไปแล้วถึง 5,000 คน นับตั้งแต่รุกรานยูเครน จำนวนนี้รวมถึงเหยื่อที่เป็นเด็ก 200 คน โดยเหตุที่มีผู้เสียชีวิตมากสุดคือเหตุการณ์ที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ทำลายโรงละครแห่งหนึ่งของเมืองมารีอูปอล อันเป็นสถานที่ซึ่งพลเรือนยูเครนใช้พักพิงหลบภัยอยู่
ขณะนี้มีนานาชาติราว 40 ประเทศ ยื่นร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อตั้งคณะสอบสวนว่ารัสเซียได้กระทำการความผิดอาชญากรสงครามจริงตามรายงานหรือไม่
แต่อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ในกรุงเฮก ของเนเธอร์แลนด์ ก็ไม่อาจเอาผิดต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลเครมลินได้ เนื่องจากรัสเซียไม่ได้ลงนามในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute) เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาที่ไม่ได้ลงนามในสัตยาบันดังกล่าว
ทว่าอย่างไรก็ตาม หาก ICC ตั้งคณะทำงานหรือเปิดไต่สวนกรณีรัสเซียรุกรานยูเครนจริง แม้ไม่อาจลงโทษเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลมอสโกได้โดยตรง
แต่กระบวนการดังกล่าวก็ถือว่า “มีคุณค่า” ในแง่การรวบรวมหลักฐานเพื่อชี้แจงต่อสากลถึงการกระทำของรัสเซียว่าจงใจมุ่งเป้าทำร้ายพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งนั่นจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อคณะรัฐบาลรัสเซีย
ผลทางตรงคือ หาก ICC มีคำตัดสินความผิดต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งในรัฐบาลเครมลิน บุคคลนั้นอาจถูกจับกุมได้หากพวกเขาเดินทางออกจากรัสเซีย ส่วนผลทางอ้อมคือ มาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลรัสเซียชุดปัจจุบันที่มากขึ้น ซึ่งอาจยิ่งสั่นคลอนความมั่นคงของรัฐบาลปูตินในระยะยาว
ขณะเดียวกันยังเป็นการตีแผ่การกระทำของรัสเซียต่อสายตาชาวโลก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนานาชาติในการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและปกป้องหลักนิติธรรม
ในความแล้ว แม้การเปิดสอบสวนของ ICC ไม่อาจทำให้สงครามยูเครนยุติลงในทันที ทว่าการตั้งข้อหาอาชญากรรมสงครามซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่ารัสเซียกระทำผิดดังกล่าวจริง จะยิ่งเป็นข้อได้เปรียบสำหรับยูเครนในการเจรจายุติสงคราม อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิจารณาของศาลในกรุงเฮกก็อาจใช้ระยะเวลานานเช่นกัน