เงินบาททรงตัว หลังใกล้เทศกาลหยุดยาว และรอปัจจัยใหม่ ๆ เพิ่มเติม
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/4) ที่ระดับ 33.59/61 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/4) ที่ระดับ 33.60/61 บาท ดอลลาร์สหรัฐโดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งพุ่งขึ้น 2.5% ในเดือน ก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.1% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือน ม.ค.เมื่อเทียบรายปี สต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งพุ่งขึ้น 19.9% ในเดือน ก.พ. ยอดขายในภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 1.7% หลังจากพุ่งขึ้น 5.0% ในเดือน ม.ค. นอกจากนี้เจ้าของธุรกิจจะใช้เวลา 1.21 เดือนในการขายสินค้าจนหมดสต๊อก เพิ่มขึ้นจาก 1.20 เดือนในเดือน ม.ค.
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน มี.ค. 65 อยู่ที่ ระดับ 42.0 ลดลงจากเดือน ก.พ. ซึ่งอยู่ที่ระดับ 43.3 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 35.9, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำ อยู่ที่ 38.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 51.1 สำหรับปัจจัยลบประกอบด้วยประชาชนกังวลต่อการระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศ, ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น, ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจยังชะลอตัวลง ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังอยู่ในระดับสูง, ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 65 ลงเหลือ 3.2% จากเดิมคาด 3.4%, เงินบาทอ่อนค่าลงจากเดือน ก.พ. ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50%, ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ผ่อนคลายมาตรการให้แก่ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ เช่น การยกเลิกตรวจ RT-PCR ก่อนเข้าประเทศ 72 ชม. และลดวันกักตัว เป็นต้น, การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของทั่วโลกในระดับที่มากขึ้น ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและคลายความกังวลลง การส่งออกของไทย เดือน ก.พ.เพิ่มขึ้น 16.23% และราคาพืชผลเกษตรหลายรายการยังทรงตัวในระดับสูง เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น และมีกำลังซื้อมากขึ้น ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.57-33.66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.58/60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (11/4) ที่ระดับ 1.0888/90 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/4) ที่ระดับ 1.0870/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยยูโรได้รับแรงหนุน หลังนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส มีคะแนนนำในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรก โดยผลเอ็กซิทาโพล ซึ่งจัดทำโดย Elabe ระบุว่า นายมาครงได้คะแนนสนับสนุน 28.2% ขณะที่นางเลอเปนได้คะแนน 23.4% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0875-1.0920 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0911/13 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/4) ที่ระดับ 124.86/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/4) ที่ระดับ 124.07/09 เยน/ดอลลาร์สหรับ โดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 1.6 ล้านล้านเยน (1.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือน ก.พ. ลดลง 42.5% จากปีก่อนหน้าเนื่องจากต้นทุนการนำเข้าพลังงานเพิ่มสูงขึ้น รายงานเบื้องต้นของกระทรวงการคลังระบุว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน โดยได้แรงหนุนจากยอดขายดุลการค้าในเดือน ก.พ. ที่ลดลงจากเดือน ม.ค. ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 124.07-125.43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 125.30/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐเดือนมีนาคม (12/4), ดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐเดือนมีนาคม (13/4), ดัชนียอดขายปลีกสหรัฐเดือนมีนาคม (14/4)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.4/0.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 0.0/+2.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ