ศ.วุฒิสาร ตันไชย ชู “ความสมเหตุสมผล–เป็นธรรม” แกนปฏิรูปภาครัฐ ตอบโจทย์อนาคตไทย
อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ชู “ความสมเหตุสมผล–ความเป็นธรรม” แกนปฏิรูปภาครัฐ ตอบโจทย์อนาคต เพิ่มศักยภาพประเทศไทย
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะในรายวิชาสัมมนาศาสตร์นโยบายสาธารณะ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายสาธารณะ การกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่น และการปฏิรูประบบราชการ ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาเอก
โดยตลอดการบรรยายมีการแลกเปลี่ยนอย่างเข้มข้นกับผู้เรียนซึ่งมีทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี ฯลฯ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 13 กันยายน 2569 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้รับผิดชอบรายวิชา ให้การต้อนรับและร่วมรับฟังการบรรยาย
ศาสตราจารย์ วุฒิสาร กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการออกแบบนโยบายสาธารณะว่า นโยบายที่ดีจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความสมเหตุสมผล” ควบคู่กับ “ความเป็นธรรม” เพราะการตัดสินใจเชิงนโยบายทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้ทรัพยากรของประเทศ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ปัญหาและความต้องการของประชาชนมีความหลากหลาย ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ ผลกระทบ และการกระจายประโยชน์จากนโยบายไปยังประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการบรรยายคือการมองอนาคตผ่าน Forecasting และ Assumptions หรือการพยากรณ์แนวโน้มควบคู่กับการตั้งสมมติฐานต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการกำหนดนโยบายในปัจจุบันไม่สามารถอาศัยข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียว ผู้กำหนดนโยบายต้องประเมินการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี โครงสร้างประชากร และปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อเตรียมทางเลือกไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทบทวนสมมติฐานเมื่อบริบทเปลี่ยนแปลงไป
ในด้านกระบวนการตัดสินใจ ศาสตราจารย์ วุฒิสาร อธิบายถึงแนวคิด Pure Rationality และ Bounded Rationality ซึ่งสะท้อนข้อเท็จจริงว่าการกำหนดนโยบายอาจมุ่งแสวงหาทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดตามหลักเหตุผล แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ตัดสินใจมักเผชิญข้อจำกัดด้านข้อมูล เวลา งบประมาณ โครงสร้างองค์กร รวมถึงปัจจัยทางสังคมและการเมือง การออกแบบนโยบายจึงต้องเข้าใจข้อจำกัดเหล่านี้ และสร้างกระบวนการที่ช่วยให้การตัดสินใจอยู่บนข้อมูลและหลักฐานมากที่สุด
อีกมิติที่ได้รับการย้ำในการบรรยายคือ Equality และ Fairness หรือความเสมอภาคและความเป็นธรรม ซึ่งมีความหมายมากกว่าการจัดสรรทรัพยากรให้ทุกคนในจำนวนเท่ากัน เพราะประชาชนแต่ละกลุ่มมีต้นทุน โอกาส และข้อจำกัดแตกต่างกัน การออกแบบนโยบายจึงต้องพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้รับภาระ และมีกลุ่มใดที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะประชาชนที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเข้าถึงบริการของรัฐ

ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงไปสู่การปฏิรูประบบ สวัสดิการและภาษี หรือ Welfare & Tax ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำและจัดสรรทรัพยากรในสังคม การกำหนดนโยบายจึงต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างความสามารถในการจัดหารายได้ของรัฐ ภาระที่เกิดกับประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนการนำทรัพยากรกลับไปสร้างบริการและสวัสดิการที่ตอบโจทย์ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยกว่า
สำหรับทิศทางการปรับตัวของภาครัฐ ศาสตราจารย์ วุฒิสาร เสนอหมุดหมายสำคัญตั้งแต่การพัฒนา Service Delivery หรือระบบการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่าย การขับเคลื่อน Area-Based Integration ที่นำปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่มาเป็นฐานในการทำงานร่วมกันของหน่วยงาน ตลอดจนการทบทวน Deregulation & Regulation เพื่อพิจารณาว่ากฎหรือข้อกำหนดใดควรลด เลิก หรือปรับปรุง และเรื่องใดที่รัฐยังจำเป็นต้องกำกับดูแลเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ
ประเด็นการบริหารงานโดยใช้พื้นที่เป็นฐานยังสัมพันธ์กับเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ศาสตราจารย์ วุฒิสารศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยระบบการบริหารหลายระดับของประเทศไทย ยังมีความรวมศูนย์ค่อนข้างสูง และมีความแตกต่างด้านฐานะการคลังและศักยภาพการให้บริการระหว่างพื้นที่ จึงเสนอให้เสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาฐานข้อมูลระดับพื้นที่ และสร้างกลไกประสานงานระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับท้องถิ่น เพื่อให้การจัดบริการสาธารณะสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่มากขึ้น
ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ยังเสนอกรอบ 4 เสาหลักของการปฏิรูปภาครัฐ ประกอบด้วยการปฏิรูปนโยบาย หรือ Policy Reform เพื่อให้นโยบายตอบโจทย์ปัญหาและปรับตัวตามสถานการณ์ การปฏิรูปสถาบันและโครงสร้าง หรือ Institutional Reform ให้บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานมีความเหมาะสม การปฏิรูปธรรมาภิบาล หรือ Governance Reform เพื่อสร้างระบบบริหารที่รับผิดชอบ โปร่งใส และเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วม รวมถึง Public Leadership & Manpower Reform ซึ่งให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำและการพัฒนากำลังคนภาครัฐให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปโครงสร้างหรือออกกฎใหม่เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หาก “ระบบนิเวศของนโยบาย” หรือ Policy Ecosystem ไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อน โดยองค์ประกอบสำคัญเริ่มตั้งแต่เจตจำนงของรัฐและผู้มีอำนาจตัดสินใจ การทำงานของหน่วยงานที่ต้องเชื่อมโยงกันแทนการแยกส่วน ตลอดจนความสามารถของผู้นำในการมองปัญหาแบบองค์รวม เพราะนโยบายหนึ่งเรื่องมักเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายระดับการบริหาร และประชาชนหลายกลุ่ม
การมองนโยบายในภาพรวมยังต้องให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่พิจารณาเฉพาะความต้องการของคนส่วนใหญ่ เพราะในหลายกรณี กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจเป็นประชาชนกลุ่มเล็กที่มีอำนาจต่อรองต่ำ การพิจารณาความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร รวมถึงการออกแบบกลไกที่ช่วยกระจายโอกาสจากผู้ที่มีความได้เปรียบไปยังผู้ที่เสียเปรียบ จึงเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญในการสร้างนโยบายที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำและรักษาความสมดุลของสังคม
ทั้งนี้การปฏิรูปภาครัฐไทยจำเป็นต้องลดช่องว่างระหว่างการกำหนดนโยบายกับการนำไปปฏิบัติ พร้อมเสริมการประสานงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงาน รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายมากขึ้น เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและเป้าหมายการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
