เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศ.วุฒิสาร ตันไชย ชู “ความสมเหตุสมผล–เป็นธรรม” แกนปฏิรูปภาครัฐ ตอบโจทย์อนาคตไทย
Politics ศ.วุฒิสาร ตันไชย ชู “ความสมเหตุสมผล–เป็นธรรม” แกนปฏิรูปภาครัฐ ตอบโจทย์อนาคตไทย
ราคาทองวันนี้ (15 ก.ย. 69) ดีดขึ้น 200 บาท รูปพรรณขายออก 68,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (15 ก.ย. 69) ดีดขึ้น 200 บาท รูปพรรณขายออก 68,600 บาท
‘ศุภมาส’ ยังไม่ได้รับแจ้ง ควบรวม “อสมท. – ไทยพีบีเอส” ยันถ้าเปลี่ยนแปลงต้องดีขึ้น
Politics ‘ศุภมาส’ ยังไม่ได้รับแจ้ง ควบรวม “อสมท. – ไทยพีบีเอส” ยันถ้าเปลี่ยนแปลงต้องดีขึ้น
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (15 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (15 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
แกนนำ ภท. โล่ง หลังรอด กกต.ฟัน “คดีฮั้วเลือก สว.” ‘โกแพ’ มั่นใจพ่อบริสุทธิ์
Politics แกนนำ ภท. โล่ง หลังรอด กกต.ฟัน “คดีฮั้วเลือก สว.” ‘โกแพ’ มั่นใจพ่อบริสุทธิ์
DELTA แจงบริษัทแม่ออกหุ้นกู้ 1.5 พันล้านดอลล์ ใช้หุ้นเดิม 172 ล้านหุ้นแลก ยันไม่กระทบธุรกิจ โบรกฯชี้กดดันราคาหุ้นระยะสั้น
Finance DELTA แจงบริษัทแม่ออกหุ้นกู้ 1.5 พันล้านดอลล์ ใช้หุ้นเดิม 172 ล้านหุ้นแลก ยันไม่กระทบธุรกิจ โบรกฯชี้กดดันราคาหุ้นระยะสั้น
โก โฮลเซลล์ เสริมแกร่ง ‘ดิจิทัล ออเดอร์ริ่ง อีโคซิสเทม’ เปิดช่องทางสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์
Biz Movement โก โฮลเซลล์ เสริมแกร่ง ‘ดิจิทัล ออเดอร์ริ่ง อีโคซิสเทม’ เปิดช่องทางสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์
ภราดร รับ พ.ร.ก.กู้เงินฯ โยกทำ ‘ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2’ ได้ ย้ำรอคลังเคาะ
Politics ภราดร รับ พ.ร.ก.กู้เงินฯ โยกทำ ‘ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2’ ได้ ย้ำรอคลังเคาะ
สภาพัฒน์ ยัน​ 1 เดือน​ชัดเกณฑ์คุม ‘ดาต้า​เซ็น​เตอร์’ หลังได้ข้อมูล 90% ที่สร้างแล้วรอปรับเงื่อนไข
Politics สภาพัฒน์ ยัน​ 1 เดือน​ชัดเกณฑ์คุม ‘ดาต้า​เซ็น​เตอร์’ หลังได้ข้อมูล 90% ที่สร้างแล้วรอปรับเงื่อนไข
ศุภจี แจงยิบเหตุปรับทัพบิ๊กพาณิชย์ รับศึกวิกฤตซ้อนวิกฤต-วางคนเหมาะสมกับงาน
Politics ศุภจี แจงยิบเหตุปรับทัพบิ๊กพาณิชย์ รับศึกวิกฤตซ้อนวิกฤต-วางคนเหมาะสมกับงาน
ดูทั้งหมด

ศ.วุฒิสาร ตันไชย ชู “ความสมเหตุสมผล–เป็นธรรม” แกนปฏิรูปภาครัฐ ตอบโจทย์อนาคตไทย

15 ก.ย. 2569 | 11:42น.

อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ชู “ความสมเหตุสมผล–ความเป็นธรรม” แกนปฏิรูปภาครัฐ ตอบโจทย์อนาคต เพิ่มศักยภาพประเทศไทย

คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะในรายวิชาสัมมนาศาสตร์นโยบายสาธารณะ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย อดีตเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายสาธารณะ การกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่น และการปฏิรูประบบราชการ ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาเอก

โดยตลอดการบรรยายมีการแลกเปลี่ยนอย่างเข้มข้นกับผู้เรียนซึ่งมีทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี ฯลฯ  เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 13 กันยายน 2569 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้รับผิดชอบรายวิชา ให้การต้อนรับและร่วมรับฟังการบรรยาย

ศาสตราจารย์ วุฒิสาร กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการออกแบบนโยบายสาธารณะว่า นโยบายที่ดีจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความสมเหตุสมผล” ควบคู่กับ “ความเป็นธรรม” เพราะการตัดสินใจเชิงนโยบายทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้ทรัพยากรของประเทศ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ปัญหาและความต้องการของประชาชนมีความหลากหลาย ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ ผลกระทบ และการกระจายประโยชน์จากนโยบายไปยังประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการบรรยายคือการมองอนาคตผ่าน Forecasting และ Assumptions หรือการพยากรณ์แนวโน้มควบคู่กับการตั้งสมมติฐานต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการกำหนดนโยบายในปัจจุบันไม่สามารถอาศัยข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียว ผู้กำหนดนโยบายต้องประเมินการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี โครงสร้างประชากร และปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อเตรียมทางเลือกไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทบทวนสมมติฐานเมื่อบริบทเปลี่ยนแปลงไป

ในด้านกระบวนการตัดสินใจ ศาสตราจารย์ วุฒิสาร อธิบายถึงแนวคิด Pure Rationality และ Bounded Rationality ซึ่งสะท้อนข้อเท็จจริงว่าการกำหนดนโยบายอาจมุ่งแสวงหาทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดตามหลักเหตุผล แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ตัดสินใจมักเผชิญข้อจำกัดด้านข้อมูล เวลา งบประมาณ โครงสร้างองค์กร รวมถึงปัจจัยทางสังคมและการเมือง การออกแบบนโยบายจึงต้องเข้าใจข้อจำกัดเหล่านี้ และสร้างกระบวนการที่ช่วยให้การตัดสินใจอยู่บนข้อมูลและหลักฐานมากที่สุด

อีกมิติที่ได้รับการย้ำในการบรรยายคือ Equality และ Fairness หรือความเสมอภาคและความเป็นธรรม ซึ่งมีความหมายมากกว่าการจัดสรรทรัพยากรให้ทุกคนในจำนวนเท่ากัน เพราะประชาชนแต่ละกลุ่มมีต้นทุน โอกาส และข้อจำกัดแตกต่างกัน การออกแบบนโยบายจึงต้องพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้รับภาระ และมีกลุ่มใดที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะประชาชนที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเข้าถึงบริการของรัฐ

ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงไปสู่การปฏิรูประบบ สวัสดิการและภาษี หรือ Welfare & Tax ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำและจัดสรรทรัพยากรในสังคม การกำหนดนโยบายจึงต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างความสามารถในการจัดหารายได้ของรัฐ ภาระที่เกิดกับประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนการนำทรัพยากรกลับไปสร้างบริการและสวัสดิการที่ตอบโจทย์ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยกว่า

สำหรับทิศทางการปรับตัวของภาครัฐ ศาสตราจารย์ วุฒิสาร เสนอหมุดหมายสำคัญตั้งแต่การพัฒนา Service Delivery หรือระบบการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่าย การขับเคลื่อน Area-Based Integration ที่นำปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่มาเป็นฐานในการทำงานร่วมกันของหน่วยงาน ตลอดจนการทบทวน Deregulation & Regulation เพื่อพิจารณาว่ากฎหรือข้อกำหนดใดควรลด เลิก หรือปรับปรุง และเรื่องใดที่รัฐยังจำเป็นต้องกำกับดูแลเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ

ประเด็นการบริหารงานโดยใช้พื้นที่เป็นฐานยังสัมพันธ์กับเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ศาสตราจารย์ วุฒิสารศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยระบบการบริหารหลายระดับของประเทศไทย ยังมีความรวมศูนย์ค่อนข้างสูง และมีความแตกต่างด้านฐานะการคลังและศักยภาพการให้บริการระหว่างพื้นที่ จึงเสนอให้เสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาฐานข้อมูลระดับพื้นที่ และสร้างกลไกประสานงานระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับท้องถิ่น เพื่อให้การจัดบริการสาธารณะสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่มากขึ้น

ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ยังเสนอกรอบ 4 เสาหลักของการปฏิรูปภาครัฐ ประกอบด้วยการปฏิรูปนโยบาย หรือ Policy Reform เพื่อให้นโยบายตอบโจทย์ปัญหาและปรับตัวตามสถานการณ์ การปฏิรูปสถาบันและโครงสร้าง หรือ Institutional Reform ให้บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานมีความเหมาะสม การปฏิรูปธรรมาภิบาล หรือ Governance Reform เพื่อสร้างระบบบริหารที่รับผิดชอบ โปร่งใส และเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วม รวมถึง Public Leadership & Manpower Reform ซึ่งให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำและการพัฒนากำลังคนภาครัฐให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปโครงสร้างหรือออกกฎใหม่เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หาก “ระบบนิเวศของนโยบาย” หรือ Policy Ecosystem ไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อน โดยองค์ประกอบสำคัญเริ่มตั้งแต่เจตจำนงของรัฐและผู้มีอำนาจตัดสินใจ การทำงานของหน่วยงานที่ต้องเชื่อมโยงกันแทนการแยกส่วน ตลอดจนความสามารถของผู้นำในการมองปัญหาแบบองค์รวม เพราะนโยบายหนึ่งเรื่องมักเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายระดับการบริหาร และประชาชนหลายกลุ่ม

การมองนโยบายในภาพรวมยังต้องให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่พิจารณาเฉพาะความต้องการของคนส่วนใหญ่ เพราะในหลายกรณี กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจเป็นประชาชนกลุ่มเล็กที่มีอำนาจต่อรองต่ำ การพิจารณาความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร รวมถึงการออกแบบกลไกที่ช่วยกระจายโอกาสจากผู้ที่มีความได้เปรียบไปยังผู้ที่เสียเปรียบ จึงเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญในการสร้างนโยบายที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำและรักษาความสมดุลของสังคม

ทั้งนี้การปฏิรูปภาครัฐไทยจำเป็นต้องลดช่องว่างระหว่างการกำหนดนโยบายกับการนำไปปฏิบัติ พร้อมเสริมการประสานงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงาน รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายมากขึ้น เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและเป้าหมายการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ