หุ้นไทยแกว่งตัวซึมลง โบรกฯแนะ “ซื้อแนวรับ-ขายแนวต้าน” เล่นสั้นจบในรอบ
บล.ฟิลลิป ประเมินตลาดหุ้นไทยวันทำการสุดท้ายก่อนหยุดยาวสงกรานต์คาดแกว่งตัวออกข้างซึมลงเล็กน้อยในกรอบ 1,670-1,685 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบาง นักลงทุนทยอยลดสถานะปรับความเสี่ยงพอร์ตลง โบรกเกอร์ฯแนะนำ “ซื้อแนวรับ-ขายแนวต้าน” เล่นสั้นจบในรอบ เก็งกำไร 4 ธีมหลัก จับตาสัปดาห์หน้า”ประชุม ECB-ถ้อยแถลงกรรมการเฟด”
วันที่ 12 เมษายน 2565 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยว่า ดัชนี SET Index เช้านี้ในวันทำการสุดท้ายก่อนหยุดยาวสงกรานต์คาดว่าจะแกว่งตัวออกข้างและซึมลงเล็กน้อยในกรอบระหว่าง 1,670-1,685 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง จากการที่นักลงทุนทยอยลด
สถานะปรับความเสี่ยงพอร์ตลงก่อนหยุดยาว
แม้จะได้ปัจจัยภายในประเทศช่วยประคองตลาดจากการที่จาก อย. อนุมัติการใช้วัคซีน Novavax ในไทยและ Pfizer ส่งมอบยารักษา Paxlovid ล็อตแรกจำนวน 50,000 คอร์สการรักษาให้ไทย แต่เม็ดเงินไหลเข้าหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่างโดดเด่นในช่วงนี้สะท้อนมมมองว่าหลังเทศกาลสงกรานต๊จำนวนผู่ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิดของไทยจะทำฐานใหม่ที่สูงขึ้น จะเป็นปัจจัยกดดัน Upside ของตลาดอยู่ดี
อีกทั้งแรงกดดันเดิมจากภายนอกยังคงอยู่ ได้แก่ 1.มาตรการควบคุมโควิตของจีนที่เข้มงวดอาจส่งผลต่อจีดีพี โดยคาดการณ์ GDP ไตรมาส 1/65 ของจีนเหลือขยายตัวเพียง 3.6% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน(YoY) จึงต้องจับตาสถานการณ์ Lockdown เมืองเซี่ยงไฮ้ต่อไป แต่ล่าสุดมีข่าวว่าเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการในระดับชุมชนบางส่วนสำหรับกลุ่มที่ไม่พบการติดเชื้อเป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้ว
2.ทิศทางเงินเฟ้อรุนแรงในหลายประเทศ หลังจากจีนประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มี.ค.65 วานนี้ออกมาขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์ ทำให้ต้องรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่จะประกาศคืนนี้ โดยคาดว่า CPI จะขยายตัวกว่า 8.4% YoY และ Core CPI ที่ไม่รวมอาหารและพลังงานจะขยายตัวราว 6.6% YoY สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าทั้งสองตัวเลข
และ 3.ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย(Fund Flow) เริ่มอ่อนแรงหลังธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) ส่งสัญญาณ Hawkish มากขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปี ของสหรัฐพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 3 ปี กดดันเงินบาทอ่อนค่า
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ “ซื้อที่แนวรับ ขายที่แนวต้าน” เล่นสั้นจบในรอบ โดยเลือกเก็งกำไรในธีม 1.หุ้นกลุ่มโรงพยาบาสรับสถานการณ์โควิดที่ยังรุนแรง ได้แก่ CHG, BDMS 2.ผลประกอบการไตรมาส 1/65 กลุ่มธนาคาร ได้แก่ BBL, TTB และ 3.หุ้นปลอดภัยลดความเสี่ยงพอร์ต ได้แก่ GULF, AP, SPALI และ 4.หุ้นรับท่องเที่ยว ได้แก่ AOT, AAV, CPALL
ประเด็นสำคัญอื่นในสัปดาห์นี้ 1.ตัวเลขส่งออก-นำเข้า ของจีนเดือน มี.ค.65 ที่คาดว่าจะขยายตัว 13.0% และ 8.0% ตามลำดับ ลดลงจากเดือนก่อนหน้าทั้งสองตัวเลข 2.ตัวเลขเงินเฟ้อของอังกฤษเดือน มี.ค.65 คาดขยายตัว 6.7% YoY
3.การประชุมธนาคารกลางยุโรป(ECB) ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.00% ตามเดิม แต่ต้องรอติดตามท่าทีและมุมมองต่อเงินเฟ้อหลังรายงานเงินเฟ้อในยูโรโซนยังสูงถึง 7.5% YoY 4.ถ้อยแถลงของกรรมการ Fed หลายท่านที่คาดว่าจะย้ำมุมมองความ Hawkish และความเป็นไปได้ที่การประชุมเดือนหน้าจะขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.50% และ 5.การรายงานผลประกอบการกลุ่มการเงินของสหรัฐ อาทิ JP Morgan, Wells Fargo & Co, Morgan Stanley, Goldman Sachs, Citigroup