Skip to content

คลังจ่อรีดภาษีกองทุนยกแผง เก็บ 15% จากดอกเบี้ย/บลจ.วอนทบทวน

26 ธ.ค. 2560 | 09:23น.
คลังจ่อรีดภาษีกองทุนยกแผง เก็บ 15% จากดอกเบี้ย/บลจ.วอนทบทวน

คลังรุกเก็บภาษีนิติบุคคลทุกกองทุนที่มีรายรับดอกเบี้ย มอบผู้ออกตราสารหนี้หัก ณ ที่จ่าย 15% นำส่งกรมสรรพากร ดันรายได้ภาษีนิติบุคคลเพิ่ม 2.5 พันล้านบาทต่อปี เผย LTF โดนด้วย ยกเว้นให้ RMF สรรพากรเปิดฟังความเห็น 20 ธ.ค. 2560-11 ม.ค. 2561 ฟาก บลจ.อ้อนรัฐทบทวนเก็บภาษีกองทุนรวม

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า รัฐบาลมีแนวคิดจัดเก็บภาษีจากกองทุนรวมทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางภาษี โดย รมว.คลังมีนโยบายให้เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะรายได้จากดอกเบี้ยที่กองทุนรวมได้รับ จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ต้องการสร้างความเท่าเทียมในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ระหว่างการลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหนี้ผ่านกองทุนรวม และการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงเท่านั้น

โดยขณะนี้กรมสรรพากรได้ปรับร่างกฎหมาย กำหนดให้กองทุนรวมเป็นหน่วยภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน และกำหนดจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะรายได้จากดอกเบี้ยเท่านั้น ซึ่งกำหนดให้ผู้ออกตราสารหนี้ มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่กองทุนรวม ในอัตรา 15% แล้วนำส่งกรมสรรพากร ซึ่งแนวทางดังกล่าว จะทำให้รายได้ของรัฐจากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 1,600-2,500 ล้านบาท

“จะเก็บภาษีทุกกองทุน รวมถึงกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ยกเว้นแค่ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่เป็นการสนับสนุนการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้คุยกับฝั่งตลาดทุนแล้วไม่ขัดข้อง”

นายสมิทธ์ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคม บลจ.) ได้ร่วมให้ความเห็นเรื่องดังกล่าวแล้ว และเห็นว่าน่าจะต้องมีการปรับปรุงในหลายประเด็น โดยเรื่องทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมสรรพากร จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะมีข้อสรุปเมื่อไหร่ อย่างไร

“เรื่องการเก็บภาษีตราสารหนี้ในกองทุนรวม เราได้คุยและเสนอแนะกลับไปยังสรรพากรแล้ว ซึ่งคงต้องกลับมาคุยกันอีกที รายละเอียดยังเปิดเผยไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าทางสรรพากรจะรับข้อเสนอใดของเราบ้าง”

แหล่งข่าวผู้จัดการกองทุนกล่าวว่า แนวทางเก็บภาษีดังกล่าวจะทำให้กองทุนรวมให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนได้น้อยลง ซึ่งอาจจะทำให้นักลงทุนลังเลที่จะลงทุนต่อ ดังนั้นในท้ายที่สุดผู้ออกตราสารหนี้ เช่น บริษัทเอกชน รัฐบาล ฯลฯ ก็จำเป็นจะต้องเพิ่มอัตราผลตอบแทน เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของนักลงทุน

“รัฐบาลคิดหารายได้จากภาษีอย่างเดียว แต่ไม่ได้ดูผลกระทบไปถึงรายจ่ายในอนาคต เพราะท้ายที่สุด เมื่อนักลงทุนลังเล ไม่ลงทุนในกองทุน เพราะผลตอบแทนหลังหักภาษีลดลง ผู้ออกตราสารเหล่านี้ รวมถึงรัฐบาล ก็ต้องเพิ่มยีลด์ให้สูงขึ้น ถ้าต้องการระดมทุนในอนาคต ดังนั้นหาก พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่าน แม้จะช่วยให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น แต่อนาคตก็คงต้องรอรับดอกเบี้ยจ่ายที่จะต้องสูงขึ้นด้วย”

นอกจากนี้แนะนำว่า รัฐบาลควรสร้างความชัดเจนด้วยว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวจะเก็บภาษีอย่างไร เช่น จะเก็บเฉพาะตราสารหนี้ที่อยู่ในกองทุนรวม หรือเก็บภาษีรวบยอดจากทั้งกองทุน รวมทั้งต้องให้เวลากับ บลจ.เตรียมการจัดทำระบบนายทะเบียนใหม่ ซึ่งอาจจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนด้วย