สันติแจงปมท่อส่งน้ำอีอีซี ลั่นไม่มีนิติสัมพันธ์ บ.อีสท์วอเตอร์ – บ.วงษ์สยาม 100% เปิด TOR ค่าน้ำต่อปี ไม่เกิน 10.98 บาท ซัด โจ้ รับงานใครมา
วันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ที่รัฐสภา มีการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล วันที่สอง จากทั้งหมด 4 วัน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลุกขึ้นชี้แจงกรณีท่อส่งน้ำภาคตะวันออก หรือท่อส่งน้ำอีอีซี จากการอภิปรายของนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ว่า
ในฐานะกำกับกรมธนารักษ์และประธานคณะกรรมการที่ราชพัสดุ บริษัทอีสท์วอเตอร์ไม่ใช่บริษัทวิสาหกิจแล้ว ขณะนี้เป็นบริษัทเอกชนโดยสมบูรณ์ อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะฉะนั้นก็ต้องแข่งขันกันปกติ ธรรมดา

นายสันติกล่าวว่า ท่อส่งน้ำของกรมธนารักษ์สัญญาจะสิ้นสุดในปี 2566 (บ.อีสท์วอเตอร์เป็นคู่สัญญาปัจจุบัน) โดยว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นบริษัทที่ปรึกษาและศึกษาเพื่อจัดทำร่างข้อตกลงของสัญญา (TOR) โดยมีข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินการท่อส่งน้ำอีอีซีเพื่อให้เกิดความรัดกุม เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจภาคตะวันออกเกิดความเสียหายเป็น 4 แนวทาง
แนวทางแรก การประมูลทั่วไป มีทั้งข้อดีข้อเสีย แนวทางที่สอง ยกเว้นการประมูล โดยเฉพาะเจาะจงเอกชนรายใดรายหนึ่ง แนวทางที่สาม ยกเว้นการประมูล และคัดเลือกเอกชนอย่างน้อย 3 ราย แนวทางที่สี่ อื่น ๆ เช่น รัฐดำเนินการเอง โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แนะนำแนวทางที่สาม คือ คัดเลือกเอกชนอย่างน้อย 3 ราย ซึ่งกรมธนารักษ์เห็นด้วย ผ่านคณะกรรมการที่ราชพัสดุมาตรา 28
นายสันติกล่าวว่า สำหรับการยื่นข้อเสนอครั้งที่ 1 บ.อีสท์วอเตอร์เสนอปริมาณน้ำ 359-502 ล้านคิว บ.วงษ์สยาม ก่อสร้าง 58.90-220.10 ล้านคิว ค่าแรกเข้าทำสัญญา บ.อีสท์วอเตอร์ 1,400 ล้านบาท บ.วงษ์สยาม 800 ล้านยาท ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีเท่ากัน 2,908.03 ล้านบาท ส่วนค่าตอบแทนที่เป็นเปอร์เซ็นต์ บ.อีสท์วอเตอร์ให้ 3% บ.วงษ์สยามให้ 7%
“ดังนั้นส่วนแบ่งรายได้รายปี ถ้าคำนวณตามผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามปริมาณน้ำเอาไว้ บ.อีสท์วอเตอร์จะได้ 2,370.58 ล้านบาท ส่วน บ.วงษ์สยาม 5,531.35 ล้านบาท รวมผลประโยชน์ค่าตอบแทนค่าแรกเข้า ค่าตอบแทนรายปี และส่วนแบ่งรายได้ บ.อีสท์วอเตอร์ให้รัฐ 6,678.47 ล้านบาท ส่วน บ.วงษ์สยามให้ 9,239.24 ล้านบาท
แต่ถ้าคำนวณตามใบเสนอราคาของ บ.อีสท์วอเตอร์ให้ 9,597.6 ล้านบาท ส่วน บ.วงษ์สยามให้ 9,030.10 ล้านบาท เป็นเหตุผลของคณะกรรมการคัดเลือกที่ไม่สามารถที่จะตัดสินได้ว่า จะให้บริษัทไหนเป็นผู้ชนะ” นายสันติกล่าว

นายสันติกล่าวว่า ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำของ TOR มีความไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้กำหนดปริมาณน้ำที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษาไว้ใน 1 ปี ท่อส่งน้ำทั้ง 3 ท่อของกรมธนารักษ์มีศักยภาพสูงสุดในการส่งน้ำจะสามารถส่งน้ำได้เท่าไหร่ ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษาออกมาแล้วว่ามีศักยภาพในการส่งน้ำได้สูงสุดต่อปี 150-160 ล้านคิวเท่านั้น
“ดังนั้น ถ้าใน TOR ไม่ได้กำหนดปริมาณน้ำสูงสุดไว้ตามที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษาไว้ให้ชัดเจนลงไปก็จะเกิดทำให้ บ.อีสท์วอเตอร์ ตั้งต้นเรื่องของปริมาณน้ำไว้ 359-502 ล้านคิว ส่วน บ.วงษ์สยาม 58.90-220 ล้านคิว ดังนั้น คณะกรรมการคัดเลือกจึงไม่สามารถที่จะชี้ขาด ตัดสินให้ใครเป็นผู้ชนะราคา และเป็นผู้บริหารจัดการน้ำได้” นายสันติกล่าว
นายสันติกล่าวว่า ทั้งนี้ เนื่องจากว่า ถ้าจะให้ บ.อีสท์วอเตอร์ ก็มีปัญหาปริมาณน้ำที่ไม่เท่ากัน ถ้าจะ บ.วงษ์สยาม ปริมาณน้ำก็ไม่เท่ากัน
ดังนั้น คณะกรรมการจึงได้พิจารณาและเห็นว่า จะตัดสินให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งก็ไม่เกิดความเป็นธรรม ไม่เกิดความโปร่งใส แล้วไม่กล้าที่จะตัดสินใจ ดังนั้น คณะกรรมการจึงได้พิจารณายกเลิกในการยื่นข้อเสนอครั้งแรก นำไปสู่การยื่นศาลปกครองของ บ.อีสท์วอเตอร์
นายสันติกล่าวว่า การเสนอครั้งที่สอง คณะกรรมการชี้ชัดมาแล้วว่า ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยใช้ตัวเลข 151.27-356.47 ล้านคิว โดย บ.อีสท์วอเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ยื่นจ่ายค่าแรกเข้าเพิ่มขึ้นอีก 10 ล้านบาท จากเดิม 140 ล้านบาท เป็น 150 ล้านบาท ส่วนค่าประโยชน์ตอบแทนรายปีเท่าเดิม และค่าตอบแทนในครั้งแรกที่ บ.อีสท์วอเตอร์ได้ยื่นไว้ให้รัฐ 3% แต่ในครั้งนี้ยื่นกระโดดขึ้นมาเลย เป็น 25%
นายสันติกล่าวว่า ถ้าคำนวณตามผลการศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บ.อีสท์วอเตอร์ ก็จะต้องจ่ายผลประโยชน์ 19,754.8 ล้านบาท ถ้าเกิดคำนวณตามการเสนอราคาของบ.อีสท์วอเตอร์ ก็จะได้ 19,754.8 ล้านบาทเท่ากัน ดังนั้นค่าตอบแทนรวม ค่าแรกเข้า ค่าตอบแทนรายปี บ.อีสท์วอเตอร์ ให้ 24,212.69 ล้านบาท รวม 6,173.71 ล้านบาท
“ส่วน บ.วงษ์สยาม ทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่เสนอผลตอบแทนที่เป็นเปอร์เซ็นต์ 27% เพราะฉะนั้น ตามการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 21,335.19 ล้านบาท และถ้าคำนวณตามใบเสนอราคาของ บ.วงษ์สยาม 21,335.19 ล้านบาท แต่ถ้ารวมผลประโยชน์รายปี และค่าแรกเข้าแล้วของ บ.วงษ์สยาม เสนอให้รัฐ 25,693.08 ล้านบาท ดังนั้น ตามที่บอกว่า กรมธนารักษ์ หรือผม หรือคณะกรรมการไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ จึงเป็นไปไม่ได้” นายสันติกล่าว
นายสันติกล่าวว่า นายยุทธพงศ์บอกว่า ผมไม่รักษาผลประโยชน์ หรือ กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ ไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐนั้น ใน 30 ปีนี้ ท่านไปทำตัวเลขของท่านที่นึกขึ้นเอง ทำขึ้นเองนั้น ว่าใน 30 ปี จะได้กำไร มีผลประโยชน์ถึง 7 หมื่นล้านบาท
โดยจับข้อเท็จจริงในการประมูลครั้งที่สอง ซึ่งบริษัทอีสท์วอเตอร์เสนอมา 24,200 ล้านบาท ขณะที่ บ.วงษ์สยาม เสนอ 25,600 ล้านบาท แล้วนายยุทธพงศ์คิดว่าจะได้มากกว่านี้อีก ลองคิดย้อนกลับไป 30 ปีที่ผ่านมานั้น บ.อีสท์วอเตอร์ได้ให้ผลตอบแทน 30 ปีกับรัฐบาลนั้นมาจนถึงวันนี้ยังไม่ถึง 600 ล้านบาทเลย
“ที่ท่านพูดโน้มเอียงไปทาง บ.อีสท์วอเตอร์นั้น ท่านรักษาผลประโยชน์หรือไม่ แล้วท่านกดดันให้ยกเลิก แล้วเปิดประมูลใหม่ ถ้าเกิดประมูลใหม่ขึ้นมาแล้ว ถ้าหากเสนอมาเหมือนครั้งแรก 9,000 กว่าล้านบาท ใครจะรับผิดชอบผลตอบแทนที่รัฐจะขาดหายไป” นายสันติกล่าว
นายสันติกล่าวว่า ใน TOR กำหนดค่าน้ำต่อปี ไม่เกิน 10.98 บาท แต่ผ่านมา 30 ปี บ.อีสท์วอเตอร์เก็บค่าน้ำท่อส่งน้ำภาคตะวันออกของกรมธนารักษ์ คิวละขั้นต่ำ 12 บาทกว่า และมีขั้นสูงถึง 26 บาท
“ผมขอเรียนท่านตรง ๆ ว่า อีสท์วอเตอร์ก็ดี วงษ์สยามก็ดี ไม่เคยเจอกันกับผม โทรศัพท์ก็ไม่เคยเจอ ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ 100% แล้วทำไมผมถึงต้องไปเอื้อใคร ผมมีฐานะพอสมควรอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปเอื้อใคร
ถ้าท่านกินเงินเดือนของประชาชน ท่านต้องไปตรวจสอบว่า 30 ปีที่ผ่านมา ผลประโยชน์ตั้งหลายหมื่นล้านไปไหน ใครเอาไป เงิน 2 หมื่นล้านไปไหน ท่านจับมือผมช่วยกันไปดูว่ามีการฉ้อโกงอะไรเกิดขึ้น ทำไมท่านถึงเอนเอียงได้ขนาดนี้ ผมถามจริง ๆ เหอะ ท่านยุทธพงศ์ ท่านไปรู้ข้อมูลมากกว่าผมได้อย่างไร ว่าจะมี 40% 60% (แบ่งจ่ายค่าแรกเข้า) ไอ้โน่น ไอ้นี่ แสดงว่ามันคงมีอะไรสักอย่างหนึ่ง มีใครไปรับงานจากอีสท์วอเตอร์หรือเปล่า ผมไม่ทราบ” นายสันติกล่าวทิ้งท้าย