Skip to content

ปลดล็อกลิขสิทธิ์จากภาพ AI จุดยืน “จีน” เห็นต่างสหรัฐ?

22 ม.ค. 2567 | 18:54น.
ปลดล็อกลิขสิทธิ์จากภาพ AI จุดยืน “จีน” เห็นต่างสหรัฐ?

ย้อนมองคดี “หลี่-หลิว” ศาลอินเทอร์เน็ตจีนตัดสินให้ผู้สร้างภาพที่สร้างจาก Generative AI มี “ลิขสิทธิ์บางส่วน” จากการใช้ “สุนทรียภาพ” และการใช้ความสามารถในการคิด “Prompt” เพื่อสร้างภาพ จะนำไปสู่การปลดล็อกปัญหานำเอไอไปใช้ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้หรือไม่ 

ปัญหาที่คั่นกลาง อยู่ระหว่างการปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบ Generative AI ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ใช่เรื่องของเทคนิควิธีหรือสกิลผู้ใช้ แต่เป็นเรื่อง “จริยธรรม” และ “กฎหมาย” ในที่นี้ คือ เรื่อง “ลิขสิทธิ์” และคำตัดสินล่าสุดของศาลอินเทอร์เน็ตจีน อาจส่งผลต่ออุสหากรรม Generative AI ที่คาดว่าจะมีมูลค่า 30 ล้านล้านหยวน ในปี 2035

กรณีล่าสุดในจีนเป็นคดีการฟ้องร้องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วโดยโจทก์ “หลี่” ใช้โปรแกรม Stable Diffusion สร้างภาพ “หญิงสาวชาวเอเชีย” และโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บล็อกเกอร์ชื่อ “หลิว” ได้นำภาพนั้นไปโพสต์ในบล็อกของตน โดยการตัดลายน้ำ เสมือนว่าภาพนั้นคือต้นฉบับ “หลี่” จึงฟ้อง “หลิว” ในข้อหาใช้ภาพที่ตนสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต

ก่อนที่ศาลจะตัดสินว่าใครผิด ศาลต้องพิเคราะห์ก่อนว่า “หลี่” เป็น “ผู้สร้างสินทรัพย์ทางปัญญา” นั้นหรือไม่ ซึ่งได้ตัดสินให้รูปภาพที่สร้างโดย AI ของหลี่เป็น “งานศิลปะ” โดยอิงจากวิธีที่เขาทำงาน ได้แก่ การสร้างคำสั่งให้ระบบอย่างต่อเนื่อง และปรับพารามิเตอร์ซ้ำ ๆ เพื่อให้ได้ภาพหญิงสาวในรูปแบบที่เขาต้องการ สิ่งนี้สะท้อนถึง “ทางเลือกด้านสุนทรีย์และการตัดสินส่วนบุคคล” ของเขา

ว่าด้วยลิขสิทธิ์

เราอาจเรียกได้ว่าหากรู้จักภาษามนุษย์และใช้อินเทอร์เน็ตเป็นก็ไม่จำเป็นต้องฝึกฝนการวาดภาพแต่อย่างใด หากแต่เรียนรู้การใช้ แล้ว “Generate” ภาพที่ต้องการจากคำสั่งได้ โดย Generative AI เข้าไปใช้คลังภาพจำนวนมหาศาลในโลกอินเทอร์เน็ตในทุกศูนย์ข้อมูลที่โลกใบนี้เก็บสะสมและก๊อบปี้ซ้ำ ๆ ส่งข้ามหากันไปมากว่า 40 ปี 

มันจึงเลี่ยงได้ยากที่จะไม่ดึงเอาภาพที่มีเงื่อนไข “ลิขสิทธิ์” คุ้มครอง ระยะเวลาลิขสิทธิ์คือระยะเวลาของการคุ้มครองทางกฎหมายที่มอบให้กับผู้แต่งต้นฉบับหรือผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะหรือวรรณกรรม ขึ้นอยู่กับประเทศ ประเภทของงาน และวันที่สร้างหรือตีพิมพ์

หนึ่งในคำถามหลักที่เกิดขึ้นจากการใช้ Gnerative AI คือ “ใครเป็นผู้ครองสิทธิ์” ในเนื้อหาที่สร้างโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ จะเป็นผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ หรือตัวระบบเอง ? และสิทธิเหล่านี้จะคงอยู่ได้นานเท่าใด ? ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและยังไม่ได้รับการแก้ไขซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาและการควบคุมอย่างรอบคอบ

คำถามอีกข้อหนึ่งคือจะแน่ใจได้อย่างไรว่า Generative AI ไม่ละเมิดสิทธิของผู้เขียนหรือผู้สร้างที่มีอยู่ ระบบหลีกเลี่ยงการคัดลอกหรือลอกผลงานที่มีอยู่ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจจริงหรือไม่พิสูจน์อย่างไร คำถามเหล่านี้คือ ถกเถียงบางส่วนที่นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เกี่ยวข้องกับ Generative AI จำเป็นต้องหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ Gen AI ก้าวหน้าและแพร่หลายมากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องสร้างกฎเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและสม่ำเสมอเพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิทธิและความรับผิดชอบของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ทั่วโลกกำลังหาวิธีกำกับการใช้เอไอ

ทางสหภาพยุโรปกำลังมีการร่างแนวทางการกำกับดูแล และมาตรฐานจริยธรรมเอไอ ที่จะจัดประเภทตามระดับความเสี่ยงที่รับรู้ได้ ตั้งแต่ขั้นต่ำไปจนถึงที่จำกัด สูง และยอมรับไม่ได้ ประเด็นที่น่ากังวลอาจรวมถึงการเฝ้าระวังด้วยชีวมิติ การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือภาษาที่เลือกปฏิบัติ

แม้ว่าเครื่องมือที่มีความเสี่ยงสูงอย่างระบบสร้างภาพ ข้อความที่อาจนำไปสู่การทำให้หลงผิดอย่าง Deepfake จะไม่ถูกแบน แต่ผู้ที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้จะต้องแสดงมีความโปร่งใสสูงในการดำเนินงาน บริษัทที่ใช้เครื่องมือ Gen AI เชิงสร้างสรรค์ เช่น ChatGPT หรือโปรแกรมสร้างรูปภาพ Midjourney จะต้องเปิดเผยเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ใด ๆ ที่ใช้ในการพัฒนาระบบของตนด้วย

ในขณะที่ฝั่งสหรัฐอเมริกา มีศิลปินที่ยื่นขอคุ้มครองลิขสิทธิ์ภาพที่สร้างจาก Midjourney เมื่อกลางปีที่แล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นได้ตัดสินว่า งานศิลปะที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ ปราศจากการป้อนข้อมูลของมนุษย์ไม่สามารถมีลิขสิทธิ์ได้ภายใต้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา

“Beryl Howell” ผู้พิพากษาเขตของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลงานที่มีผู้สร้างเป็นมนุษย์เท่านั้น ที่จะเรียกได้ว่ามีลิขสิทธิ์ 

ในขณะที่ฝั่งจีน ซึ่งมีความทะเยอทะยานอย่างสูงในการพัฒนาเอไอ ยังไม่มีทีท่าชัดเจนกับกรอบการใช้งาน การตัดสินคดี “หลี่-หลิว” ย่อมเป็นสิ่งที่ทั้งอุตสาหกรรมกำลังจับจ้อง เพราะจะเป็นตัวอย่างให้ “ศาล” อื่น ๆ ใช้อ้างอิง

ผลพวงลิขสิทธิ์ภาพเอไอ จากคดี หลี่-หลิว

South China Morning Post รายงานว่า คำตัดสินของศาลอินเทอร์เน็ตจีนในการยอมรับลิขสิทธิ์ของภาพที่สร้างผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เพิ่งเกิดใหม่นี้ เป็นการเห็นต่าง “เลี่ยงจุดยืน” ของสหรัฐ และได้เพิ่มเชื้อเพลิงให้กับการถกเถียงที่เผ็ดร้อนว่า เนื้อหาที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์หรือไม่

กรณี “หลี่-หลิว” ศาลสั่งให้จำเลยหลิวออกมาขอโทษต่อสาธารณะ พร้อมทั้งชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 500 หยวน  และค่าธรรมเนียมศาล 50 หยวน

“จู เกอ” หัวหน้าผู้พิพากษาในคดีนี้ กล่าวกับ สำนักข่าวออนไลน์ของจีน The Paper เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การกำหนดสถานะทางกฎหมายให้กับเนื้อหา AI ในกรณีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนสร้างสรรค์ผลงานด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ

“หากไม่มีเนื้อหาที่สร้างด้วยโมเดล AI ที่สามารถถือเป็นงานศิลปะได้ สิ่งนี้จะสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรม”

“จู” ประธานผู้พิพากษายังระบุด้วยว่า หวังว่าการตัดสินใจในคดีนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับข้อพิพาทในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินของศาลอินเทอร์เน็ตปักกิ่ง สามารถถูกกลับคำวินิจฉัยได้ในศาลที่มีลำดับเหนือกว่าตามกฎหมายลิขสิทธิ์

อุตสาหกรรม Generative AI ของจีนคาดว่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 30 ล้านล้านหยวน (ราว 150 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2578 คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าอุตสาหกรรมทั่วโลกที่ 90 ล้านล้านหยวน ตามรายงานของ CCID Group ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยในเครือกระทรวงอุตสาหกรรมและ เทคโนโลยีสารสนเทศ

และบริษัทเทคโนโลยีของจีนหลายแห่งได้เพิ่มความพยายามที่จะขยายธุรกิจของตนโดยใช้ Generative AI ตัวอย่างเช่น Meituan ผู้ให้บริการจัดส่งยักษ์ใหญ่ของจีน ได้เปิดตัว Wow ซึ่งเป็นแชตบอตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามของผู้ใช้อย่างเป็นส่วนตัว

Alibaba Group Holding เจ้าของ South China Morning Post นำเสนอร้านค้าออนไลน์สำหรับผลิตภัณฑ์ดิจิทัลโดยใช้ผู้ช่วยเสมือนของ Baidu Duxiaoxiao ในช่วงแคมเปญวันคนโสดของยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซเมื่อปีที่แล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาชญากรรม