Skip to content

Squid Game ความหวังใหม่ แห่งวงการสตรีมมิ่ง

24 ต.ค. 2564 | 22:00น.
Squid Game ความหวังใหม่ แห่งวงการสตรีมมิ่ง
Tech Times
มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ

ปกติในการแข่งขันของวงการทีวีสตรีมมิ่ง ความสำเร็จของคู่แข่งอาจเป็นความล้มเหลวของเรา แต่ความสำเร็จจากซีรีส์ยอดฮิต Squid Game ของ Netflix คือข้อยกเว้น

แทนที่จะท้อเมื่อเห็นผู้บริหาร Netflix ยิ้มแก้มปริตอนประกาศยอดวิวของ Squid Game ที่สูงเป็นประวัติการณ์ คู่แข่งอย่าง Amazon Apple และ Disney กลับดูกระดี๊กระด๊าทันตาเห็น

จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทเหล่านี้คงหวังว่า Squid Game จะช่วยเพิ่มความนิยมในซีรีส์ภาษาต่างประเทศในกลุ่มคนดูทั่วโลก ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตในอนาคต

นอกจาก Squid Game จะช่วยเพิ่มยอดสมาชิกให้ Netflix ไป 4 ล้านคนในไตรมาส 3 ที่เพิ่งผ่านมา ซีรีส์ยอดฮิตจากแดนโสมเรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการลงทุนผลิตคอนเทนต์ในต่างประเทศอาจเป็นทางออกของธุรกิจที่คุ้มค่า

Squid Game ความหวังใหม่ แห่งวงการสตรีมมิ่ง
ที่มา : Netflix

นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้วยังเปิดให้มีคอนเทนต์แปลกใหม่เพื่อป้อนผู้ชมทั่วโลกที่มีรสนิยมหลากหลาย

จากการรายงานของ Bloomberg ต้นทุนในการผลิต Squid Game 9 ตอน อยู่ที่ 21.4 ล้านเหรียญ หากเทียบราคามาตรฐานฮอลลีวูดถือว่าถูกมาก

ถ้าเปลี่ยนมาใช้ดาราฮอลลีวูดและย้ายโลเกชั่นมาถ่ายทำที่อเมริกา ต้นทุนการผลิตอาจสูงขึ้นอย่างน้อย 5-10 เท่า เพราะนักแสดงค่าตัวสูงทั้งมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อให้การผลิตได้มาตรฐานตามที่สหภาพแรงงานกำหนด

เช่น ห้ามทำงานเกินจำนวนชั่วโมงที่กำหนดต่อวัน ทำให้ใช้เวลาถ่ายทำนานและมีต้นทุนสูงกว่าที่เกาหลี

นอกจากนี้ คอนเทนต์จากต่างประเทศยังมีค่าลิขสิทธิ์ต่ำกว่า เช่น ค่าลิขสิทธิ์ที่ Disney+ต้องจ่ายเพื่อฉายซีรีส์ตระกูล Marvel อย่าง “WandaVision”

และ “The Falcon” ตอนละ 25 ล้านเหรียญ แพงกว่า Squid Game ทั้ง 9 ตอนมัดรวมกันเสียอีก แถมราคานี้ยังไม่รวมเงินที่ Disney ควักกระเป๋าจ่ายให้ Marvel ไปกว่า 4 พันล้านเหรียญในปี 2009

จึงไม่แปลกที่บรรดาผู้ให้บริการสตรีมมิ่งชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Amazon,Apple, Disney, WarnerMedia’s HBO Max, NBCUniversal, Lionsgate’sStarz และ ViacomCBS จะเร่งผลิตหรือเสาะหาคอนเทนต์ภาษาต่างประเทศดี ๆ มาป้อนคนดูเช่น Disney ที่เพิ่งประกาศว่ามีแผนจะผลิตซีรีส์ใหม่ถึง 27 เรื่องในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นอกจากประหยัดต้นทุนจากการใช้นักแสดงหรือทีมงานท้องถิ่นแล้ว บริษัทยังได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศที่อยากเป็นโลเกชั่นถ่ายหนังหรือซีรีส์ดัง ๆ

เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวเลยมอบส่วนลดทางภาษีให้จุใจพ่วงด้วยแพ็กเกจจูงใจอื่น ๆ เช่น ช่วยโฆษณาหนังหรือซีรีส์ให้ฟรี หรือจัดแคมเปญโปรโมตในเทศกาลหนังต่าง ๆ

ปัญหาคือ แม้คนดูทั่วโลกอาจใจกว้างพร้อมรับคอนเทนต์แปลกใหม่จากต่างประเทศ แต่ไม่ใช่ในอเมริกาซึ่งเป็นตลาดหลักของ Netflix และบริษัทสตรีมมิ่งอื่น ๆ

ยอดสมาชิกใหม่ 4 ล้านคนของ Netflix มีแค่ 7 หมื่นที่มาจากอเมริกา และไม่ใช่ทุกคนที่สมัครบริการจะมาเพราะชอบ Squid Game โจทย์ที่ผู้ผลิตอาจต้องขบคิดต่อไป (ถ้ายังหวังจะเพิ่มยอดสมาชิกในอเมริกา) คือจะทำอย่างไรให้หนังภาษาต่างประเทศขยับจากการเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม เป็นหนังแมสในสังคมอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Squid Game ให้บทเรียนที่มีประโยชน์ต่อคนในวงการคอนเทนต์ทั้งในและต่างประเทศ อย่างน้อยมันแสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเดินตามกรอบความสำเร็จเดิม ๆ ก็ฮิตได้

ซึ่งน่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ผลิตกล้าผลิตคอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่หลุดออกมาจากกรอบเดิม ๆ เช่น การวนเวียนผลิตหนังซูเปอร์ฮีโร่ซ้ำซาก หรือการขุดเอาหนังฮิตในอดีตมาปัดฝุ่น (ทั้ง remake และ reboot)

การค่อย ๆ ทลายกำแพงความคิดแบบนี้น่าจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ผลิตและตัวศิลปินที่มีความสามารถทั่วโลกในระยะยาวด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เน็ตฟลิกซ์ (Netflix)