เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันวันนี้ (6 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (6 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์
ลุย โมเดิร์นเทรด-แพลตฟอร์ม กขค. ตั้งอนุฯ แก้ปม GP-ค้าไม่เป็นธรรม
Economic ลุย โมเดิร์นเทรด-แพลตฟอร์ม กขค. ตั้งอนุฯ แก้ปม GP-ค้าไม่เป็นธรรม
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (6 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.81% อยู่ที่ 63,649 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (6 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.81% อยู่ที่ 63,649 เหรียญสหรัฐ
ตลาดหุ้นไทย 3Q69 ผันผวนมากขึ้น…เลือกลงทุนในหุ้นที่มีแรงส่งให้เติบโตต่อเนื่อง
Finance ตลาดหุ้นไทย 3Q69 ผันผวนมากขึ้น…เลือกลงทุนในหุ้นที่มีแรงส่งให้เติบโตต่อเนื่อง
สกัดยาเสพติด
Economic สกัดยาเสพติด
ดวงรายสัปดาห์ 5-11 กรกฎาคม 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 5-11 กรกฎาคม 2569
กรุงเทพเดือด เซ็นทรัล-เดอะมอลล์-แพลทินัม เปิดห้างใหม่  สัปดาห์เดียวกัน
Business กรุงเทพเดือด เซ็นทรัล-เดอะมอลล์-แพลทินัม เปิดห้างใหม่ สัปดาห์เดียวกัน
ซีพี ออลล์ แจงปมกดบัตรคอนเสิร์ต ยันคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีพนักงาน
Biz Movement ซีพี ออลล์ แจงปมกดบัตรคอนเสิร์ต ยันคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีพนักงาน
อาลัย“อรุณ ชัยเสรี”ปรมาจารย์ด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ผู้ออกแบบตึกช้าง
Real Estate อาลัย“อรุณ ชัยเสรี”ปรมาจารย์ด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ผู้ออกแบบตึกช้าง
กทม.ช่วยสังคมเปิดคอร์สฝึกอาชีพ 105 บาทเสริมศักยภาพ-สร้างรายได้
SD กทม.ช่วยสังคมเปิดคอร์สฝึกอาชีพ 105 บาทเสริมศักยภาพ-สร้างรายได้
ดูทั้งหมด

พิรงรอง รามสูต วิสัยทัศน์ 5E บทบาท กสทช. ในยุคเมตาเวิร์ส

11 พ.ค. 2565 | 15:28น.

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงจากทั้งดิจิทัลดิสรัปต์และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผลักดันให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัว ซึ่งที่จริงแล้วอุตสาหกรรมสื่อน่าจะได้รับผลกระทบก่อนใคร โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ ขณะที่สื่อวิทยุโทรทัศน์หรือแม้แต่สื่อออนไลน์ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ยังต้องปรับปรุงพัฒนาตนเองต่อเนื่อง

ในงานครบรอบ 22 ปีสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย (30 เม.ย. 2565) ที่ผ่านมา นอกจากมีเวทีเสวนาในหัวข้อ “โลกเปลี่ยนสื่อต้องปรับ รับมือ Metaverse” แล้วยังได้เชิญ ศาสตราจารย์พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านวิทยุและโทรทัศน์ มาพูดถึงบทบาทของ กสทช.ยุคใหม่ และมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจ

ทำงานบนหลักการ 5E

ศาสตราจารย์พิรงรองกล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการทำงานในฐานะ กสทช.ว่าจะยึดหลัก 5E เริ่มจาก evidence เป็นการกำกับดูแลที่อยู่บนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ ตั้งแต่การออกแบบการกำกับดูแลโดยพิจารณาความต้องการก่อนว่าคืออะไร และกฎระเบียบที่มีสอดคล้องกับความต้องการสาธารณะทั้งในมุมของอุตสาหกรรม, ผู้ดู, ผู้ฟัง เพื่อลดช่องว่างและทำให้เห็นว่าหากทำจริงแล้วจะมีผลกระทบอย่างไร

โดยไม่ลืมพิจารณาเรื่องต้นทุนด้วย เพื่อไม่ให้เกิดกรณี “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” ทั้งเมื่อมีการนำไปใช้จริงแล้วก็จะต้องประเมินผลด้วย หากพบปัญหาก็จะได้ปรับแก้ให้ดีขึ้น

เป็นกระบวนการที่เรียกว่า evidence base คือกำกับดูแลโดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ และถ้าไม่ดีก็ต้องปรับเปลี่ยน

E ถัดมา คือ economy มีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่าการดิสรัปชั่นในอุตสาหกรรมบรอดแคสต์ไม่ได้มาจากเทคโนโลยีเท่านั้น แต่รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 ด้วย

“กสทช.กำกับดูแลการสื่อสารในทุกเลเยอร์ ตั้งแต่การสื่อสาร ต่อมาถึงดีไวซ์ คอนเทนต์ และแอปพลิเคชั่น ซึ่งนิเวศวิทยาของการสื่อสารเกี่ยวข้องกับการสร้างการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ มูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของ กสทช.ที่ต้องดูแล”

และไม่เฉพาะในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมหรือวิทยุโทรทัศน์ (บรอดแคสต์) เท่านั้น แต่รวมถึงอุตสาหกรรมด้านการสื่อสาร ด้านคอนเทนต์ และวัฒนธรรม เพราะมีความเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด

ศ.พิรงรองยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลี เมื่อครั้งเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจได้ใช้เป็นจังหวะเปลี่ยน “วิกฤต” เป็น “โอกาส” หาจุดแข็งและสร้างการเติบโตโดยใช้สูตร 3 ประสาน คือ ภาคการศึกษา ภาครัฐ และอุตสาหกรรม ร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟอีโคโนมี) โดยมีธงในการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ เป็นการสร้างการเติบโตจากภายในประเทศ

“เขาให้โจทย์กับภาคการศึกษา ทำโมเดลร่วมกับภาคอุตสาหกรรมจนได้ออกมาเป็น ‘วินนี่ ฟอร์มูล่า’ เรียกว่า affordable modern Asian”

ซึ่งในฐานะ “กสทช.” ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างศักยภาพในส่วนนี้ให้กับประเทศไทยเช่นกัน เพราะมองว่า กสทช.มีความพร้อมทั้งด้านการเงินและบุคลากร “กสทช.มีคนเป็นพัน เป็นนักเรียนนอกเยอะแยะมากมาย ควรใช้ประโยชน์จากตรงนี้ ขณะที่เงินของ กสทช.ก็มาจากอุตสาหกรรม จึงควรคืนกลับไปยังอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน”

ชูบทบาท “คลังสมอง” เน้นเท่าเทียม

โดยส่วนตัวมองว่า กสทช.ควรจะเป็น think tank (คลังสมอง) มีงานด้านการค้นคว้า ศึกษา วิจัย และวิเคราะห์นโยบายสาธารณะต่าง ๆ ทั้งที่เป็นนโยบายภายในประเทศ และนโยบายระหว่างประเทศ รวมไปถึงการคาดการณ์แนวโน้มของอุตสาหกรรมทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม

มาถึง E ที่ 3 ก็สำคัญมาก ๆ อีกเช่นกัน คือเรื่อง ethic (จริยธรรม) ไม่ว่าสื่อจะเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปอย่างไร หรือผู้สร้างเนื้อหาจะเป็นใคร สิ่งสำคัญที่พยุงสังคมให้เดินไปได้อย่างยั่งยืน คือ “จริยธรรม” เพราะสื่อเปรียบได้กับ “ตัวคูณ” (multiplier) จากการแพร่ภาพออกอากาศเนื้อหาต่าง ๆ ซึ่งได้มีการคุยกันถึงเรื่องการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจสอบเนื้อหาแทนการใช้ “คน” คอยจับผิด

มาตรวจสอบสื่ออีกทีและงดการใช้กฎหมาย ซึ่งในภาคอุตสาหกรรมวิทยุคงรู้จัก ม.37 ว่าด้วยเนื้อหาต้องห้ามไม่ให้ออกอากาศตาม กม.ต้องปรู๊ฟ ซึ่งที่ผ่านมาหลายกรณีถ้ากลับไปดูอาจโอเวอร์ยูส หรือใช้เกินกว่าที่ควรจะเป็น โดยส่วนตัวมองว่าไม่ควรใช้กฎหมายไปกำกับจริยธรรม

แต่จะเสริมแรงทำงานร่วมกับคนในวิชาชีพสื่อ เพื่อทำให้แอตติกเกิดผลจริง ๆ เพราะเราไม่มีทางรู้มากกว่าคนทำงาน ช่องว่างเดิม ๆ ที่เป็นลักษณะสั่งการและควบคุมคงต้องลดลง เป็นลักษณะความร่วมมือกันมากขึ้น จะทำให้ กสทช.ทำงานได้ดีขึ้น

E ตัวที่ 4 คือ environment นิเวศวิทยาของการสื่อสารหรือสิ่งแวดล้อมในการสื่อสาร ทุกวันนี้คนแวดล้อมไปด้วยอุปกรณ์สื่อสาร (ดีไวซ์) และสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งพื้นที่ที่ กสทช.ยังไม่ค่อยได้ทำคือเรื่อง disinformation หรือข้อมูลที่การบิดเบือนถือเป็นมลพิษอย่างสูงต่อสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ซึ่งเราจะเข้าไปทำงานร่วมกับองค์กรวิชาชีพ นักวิชาชีพต่าง ๆ ในการทำให้สภาพแวดล้อมน่าอยู่และยั่งยืนขึ้น

สุดท้ายคือ equality หรือความเท่าเทียม ศ.พิรงรองกล่าวว่า ในอดีตอาจมีความไม่เท่าเทียมในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกำกับดูแลกับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโดยส่วนตัวอยากเห็นการทำงานร่วมกันในระนาบที่เท่าเทียมกันมากกว่า ไม่อยากให้เป็นภาพว่าผู้กำกับดูแลต้องอยู่ข้างบน

อีกทั้งอยากเห็น “สื่อ” ให้พื้นที่กับคนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม ทั้งในเชิงทางกายภาพ เพศสภาวะ ชนกลุ่มน้อย หรือแม้แต่คนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันด้วย

โอกาสแพลตฟอร์มไทย

ศ.พิรงรองยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับประเทศไทย ด้วยว่ามีความเป็นไปได้แต่ต้องประเมินหลายด้านประกอบกัน ซึ่งในต่างประเทศถือเป็นยุทธศาสตร์ประเทศ เช่น เกาหลีใช้แพลตฟอร์มชื่อ wavve หรือในสิงคโปร์มี Hooq ที่ร่วมกับโซนี่พิคเจอร์สฯ และวอร์เนอร์ฯ แต่ทำได้ 5 ปีก็เลิกไป

“สิ่งสำคัญคือ โลคอลคอนเทนต์ของเราแข็งแรงพอหรือเปล่า มีความเป็นสากลพอรึเปล่า สิ่งหนึ่งที่จำได้ตอนทำวิจัยเรื่องโอทีที ฮุก มีข้อเสียคือ ไม่มีโลคอลคอนเทนต์ ต้องพึ่งโซนี่พิคเจอร์สฯ และวอร์เนอร์ฯเป็นหลัก ดังนั้น การมีคอนเทนต์ที่มีความเป็นสากลสำหรับคนทั้งโลกจึงสำคัญ

ถ้าเราจะทำจึงต้องกลับมาดูรีซอร์ซในแง่คอนเทนต์ด้วย ถัดมาคือเรื่องการลงทุน เพราะไม่ใช่แค่อินฟราสตักเจอร์ แต่ต้องอินโนเวตซอฟต์แวร์อะไรต่าง ๆ ใช้เงินสูงมาก ถ้าจะทำคงต้องกำหนดว่ากี่ปี ใช้เงินเท่าไร ใครจะทำ เงินมาจากไหน วัตถุประสงค์คืออะไร ต้องคุยกันในรายละเอียด”

บทบาทในยุคหลอมรวมสื่อ

disruption ทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นกับวงการสื่อ ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และเมตาเวิร์สที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างสื่อเก่าและสื่อใหม่ที่ไม่ได้ท้าทายแค่ผู้ผลิตสื่อ แต่รวมถึงการกำกับดูแลด้วยเช่นกัน ซึ่ง ศ.พิรงรองให้ความเห็นว่าควรจะหลอมรวมด้วยเช่นกัน

ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ คอนเทนต์ และแอปพลิเคชั่น ต้องมีการตัดสินใจที่ต่อเนื่องและเห็นภาพที่ไร้ตะเข็บตั้งแต่ต้นจนจบ คงไม่สามารถแยกเป็นโทรคมนาคมหรือเฉพาะโทรทัศน์ วิทยุได้อีกแล้ว ยิ่งในยุคเมตาเวิร์สและเว็บ 3.0 ที่กำลังจะมา ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด

“การกำกับดูแลต้องดูตั้งแต่การออกใบอนุญาต ทั้งโทรคมนาคม และวิทยุ โทรทัศน์ disruption ทำให้ทุกคนเดือดร้อนไปหมด ฉะนั้น ในแง่ของการลดต้นทุนค่าใบอนุญาตก็ดี หรือเรื่องการกำกับดูแล อะไรที่ผ่อนคลายได้ก็ต้องผ่อนคลาย อะไรที่ไม่จำเป็นก็ควรเอาออกไป อะไรที่เป็นภาพต่อเนื่องก็ควรทำให้เกิดความต่อเนื่อง

แต่พูดไปก็เหมือนหลอกตัวเอง เพราะ กม.ในฝั่งที่ กสทช.ดูแลก็มี พ.ร.บ.โทรคมฯ, บรอดแคสต์ และคลื่นความถี่ ไม่ได้ดู พ.ร.บ.คอมพ์ เป็นส่วนของกระทรวงดีอี ขณะที่เรื่องคอนเทต์ เช่น ภาพยนตร์ เป็นเรื่องของ ก.วัฒนธรรม แต่เรื่องคอนเวอร์เจนซ์ไม่ใช่แค่ระหว่างบอร์ดใน กสทช.ที่ต้องทำให้เกิดความต่อเนื่องทางนโยบาย ใครจะเป็นเจ้าภาพก็น่าจะเป็น กสทช. มีองคาพยพที่พร้อมกว่า”

ลดช่องว่าง “โอทีที” ใน-ตปท.

ส่วนการกำกับดูแลผู้ให้บริการเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต หรือ OTT (over-the-top) ของต่างประเทศ ในทางกฎหมายคงไปไม่ถึง ที่ทำได้ คือ เก็บภาษี แต่การกำกับดูแลคอนเทนต์ถ้าไม่มีนิติบุคคลในประเทศไทยก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือทำอย่างไรที่จะทำให้ช่องว่างระหว่างต้นทุนของการกำกับดูแลผู้ประกอบการในประเทศ

โดยควรมีการกำกับดูแลแบบหลวม ๆ มากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องคอนเทนต์ แต่รวมถึงการเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ทำอย่างไรที่ผู้ประกอบการในประเทศจะได้ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลแพลตฟอร์มได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่แค่การลดค่าไลเซนส์ดังเช่นผู้ให้บริการต่างประเทศ

เช่น เน็ตฟลิกซ์, อะมาซอน, ดิสนีฮอตสตาร์ ประเมินการมีส่วนร่วมของผู้ชม (audience engagement) ตลอดเวลา โดยนำ “ข้อมูล” มาใช้ในการออกแบบเนื้อหา เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ กสทช.ควรส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในประเทศด้วย

ศ.พิรงรองย้ำว่า ที่ผ่านมา กสทช.มีรายได้จากอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก จึงควรคิดถึงการทำอย่างไรที่จะรีเทิร์นกลับไปให้อุตสาหกรรมบ้าง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กสทช.