หมอเตือน “หลอดเลือดหัวใจตีบ” ภัยเงียบวัย 40+ ความแข็งแรงภายนอก ไม่ใช่หลักประกันความปลอดภัย
สัมภาษณ์
กรณีการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันจากภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบของคนในวัย 40+ ได้สร้างกระแสความตื่นตัวครั้งใหญ่ให้แก่สังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่ยังเชื่อมั่นว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรง รูปร่างดี และออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ
‘ประชาชาติธุรกิจ’ สัมภาษณ์ ‘นพ. นิธิวัฒน์ ศรีกาญจนวัชร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม ประจำศูนย์ PRIME Healthspan โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล‘ เพื่อชี้ให้เห็นถึงกลไกของโรคเงียบ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ตลอดจนแนวทางการตรวจเช็กและการปฐมพยาบาลฉุกเฉินอย่างละเอียด เพื่อป้องกันความสูญเสียก่อนจะสายเกินไป
โรคเงียบและสัญญาณเตือน วัย 40+
เริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า เส้นเลือดหัวใจตีบ” ในวัย 40+ เกิดจากอะไร ทำไมคนที่ดูแข็งแรงภายนอกถึงยังเป็นโรคนี้ได้? นพ. นิธิวัฒน์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากคราบไขมันและการอักเสบที่สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดเป็นเวลานานหลายปี จนทำให้หลอดเลือดค่อยๆ ตีบแคบลง กระบวนการนี้สามารถเริ่มก่อตัวสะสมได้ตั้งแต่อายุยังน้อย และดำเนินไปเรื่อยๆ โดยที่เจ้าตัวแทบไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แสดงออกมาเลย
ดังนั้น คนที่รูปร่างดี ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือดูแข็งแรงสมบูรณ์จากภายนอก ก็ยังสามารถมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบได้ เพราะความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างรูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มีความเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยทางชีวเคมีและสุขภาพลึกๆ เช่น ระดับไขมัน LDL-C สูง, ความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, การสูบบุหรี่, โรคไต, พันธุกรรม ตลอดจนประวัติโรคหัวใจในครอบครัว
ที่สำคัญคือ คำว่า “หลอดเลือดตีบมาก” ไม่ได้แปลว่าจะต้องมีอาการแสดงมากเสมอไป เนื่องจากร่างกายมนุษย์สามารถปรับตัวและสร้างหลอดเลือดแขนงเล็กๆ ขึ้นมาช่วยลำเลียงเลือดในบางคนและในบางกรณีได้ เหตุการณ์ที่อันตรายและเป็นวิกฤตถึงชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากจุดที่หลอดเลือดตีบมากที่สุด แต่เกิดจาก “คราบไขมันในหลอดเลือดเกิดการปริแตก” (Plaque Rupture) แล้วกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดขึ้นมาอุดตันหลอดเลือดอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในที่สุด
“ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างภายนอก และหลอดเลือดที่ตีบมากก็ไม่ได้ส่งสัญญาณเสมอไป วิกฤตที่แท้จริงเกิดจากคราบไขมันปริแตกจนเกิดลิ่มเลือดอุดตันฉับพลัน”
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ไม่ควรมองข้าม?
สำหรับอาการเตือนที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่งคือ เจ็บแน่นหน้าอกในลักษณะเหมือนมีอะไรหนักๆ มาทับ โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นขณะออกแรง เดินเร็ว ขึ้นบันได หรือเผชิญกับความเครียด และอาการดังกล่าวมีแนวโน้มทุเลาลงเมื่อได้หยุดพัก
ทว่าอาการอาจไม่ได้ปรากฏอยู่แค่บริเวณหน้าอกเพียงอย่างเดียว แต่อาจกระจายหรือร้าวไปที่ไหล่ แขน คอ กราม หลัง หรือบริเวณลิ้นปี่ รวมถึงมีอาการหายใจไม่อิ่ม เหนื่อยผิดปกติ เหงื่อออกมาก คลื่นไส้ หรืออ่อนเพลียอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่เคยเหนื่อยง่าย แต่จู่ๆ เมื่อเดินขึ้นบันไดระยะเดิมแล้วรู้สึกเหนื่อยมากขึ้น หรือทำกิจกรรมเดิมๆ แล้วต้องหยุดพัก อาการเหล่านี้ไม่ควรรีบสรุปเอาเองว่าเป็นเพียงเรื่องของ “อายุที่เพิ่มขึ้น” หรือ “การพักผ่อนน้อย”
อย่างไรก็ตาม อาการเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถยืนยันได้แน่นอนว่าเป็นโรคหัวใจ แต่หากเป็นอาการที่เกิดขึ้นใหม่ มีความรุนแรง เกิดขึ้นต่อเนื่อง หรือเกิดขึ้นแม้กระทั่งในขณะนั่งพัก ผู้นั้นควรรีบเข้ารับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วนที่สุด

ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ต่างจากอาการวูบทั่วไปอย่างไร?
นพ. นิธิวัฒน์ กล่าวต่อว่า ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Myocardial Ischemia) เกิดจากการที่เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพออย่างทันทีทันใด มักจะมาพร้อมกับอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรงเหมือนมีอะไรมาทับ
ในขณะที่อาการ “วูบ” หรือหน้ามืดทั่วไปนั้นมีสาเหตุมาจากปัจจัยที่หลากหลายกว่า ตั้งแต่ภาวะความดันโลหิตตก ร่างกายขาดน้ำ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ไปจนถึงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
แต่หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก หรือมีอาการเจ็บร้าวไปยังไหล่ แขน คอ กราม หลัง หรือลิ้นปี่ ร่วมกับอาการวูบ โดยเฉพาะถ้าเป็นอาการที่เกิดขึ้นใหม่หรือมีความรุนแรง ต้องพึงนึกถึงภาวะหัวใจขาดเลือดไว้ก่อนเป็นอันดับแรก และต้องได้รับการประเมินทางแพทย์ฉุกเฉินทันที
พฤติกรรมยอดฮิตของวัย 40+ ?
นพ. นิธิวัฒน์ ระบุว่าต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความเครียด หรือการอดนอนเพียงไม่กี่คืน ไม่ได้ส่งผลให้เส้นเลือดหัวใจเกิดการตีบ 3 เส้นทันทีในข้ามคืน
แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็น “พฤติกรรมเรื้อรัง” ความเครียดเรื้อรังและการนอนหลับไม่เพียงพอจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทอัตโนมัติ การทำงานของฮอร์โมน ความดันโลหิต การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด น้ำหนักตัว และพฤติกรรมการกิน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว
ที่สำคัญ คนวัยทำงานมักจะเกิด “พฤติกรรมเสี่ยงหลายอย่างพร้อมกัน” เช่น ทำงานหนัก อดนอน ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารนอกบ้าน ดื่มแอลกอฮอล์ และมีความเครียดสูง ดังนั้นเราจึงไม่ควรมอง Lifestyle แต่ละเรื่องแยกจากกัน แติต้องมองเป็น “ภาพรวมของความเสี่ยงสะสม” ทั้งหมด
พันธุกรรม มีผลแค่ไหน ต้องระวังมากกว่าปกติอย่างไร?
นพ. นิธิวัฒน์ ให้มุมมองถึงเรื่องนี้ว่า พันธุกรรมถือเป็น “พิมพ์เขียว” ทางสุขภาพ หากมีประวัติพ่อ แม่ หรือพี่น้องสายตรงเคยเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร (ผู้ชายเกิดอาการก่อนอายุ 55 ปี, ผู้หญิงเกิดอาการก่อนอายุ 65 ปี) ความเสี่ยงของเราจะสูงกว่าคนทั่วไป โดยหลักฐานทางการแพทย์พบว่า ความเสี่ยงเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5–2 เท่า และอาจสูงกว่านี้มากในบางครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่มีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคตั้งแดยังอายุน้อย หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคไขมันในเลือดสูงชนิดพันธุกรรม (Familial Hypercholesterolemia)
คนกลุ่มนี้ไม่ควรรอให้มีอาการแสดงแล้วค่อยเริ่มดูแลตัวเอง แต่ควรเข้ารับการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย พร้อมทั้งติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ทั้งระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และน้ำหนักตัว รวมถึงพิจารณาตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม เช่น ค่า Lipoprotein(a) และ ApoB ตามความเหมาะสม ส่วนการตรวจหัวใจเชิงลึกอย่าง CT Coronary Artery Calcium ควรเลือกทำตามอายุและระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
“พันธุกรรมคือพิมพ์เขียวทางสุขภาพ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร ไม่ควรรอให้มีอาการ แต่ต้องเริ่มประเมินความเสี่ยงตั้งแต่อายุยังน้อย”
การรับมือและป้องกันของคนวัย 40+
ต่อคำถามที่ว่า คนวัย 40+ ต้องตรวจสุขภาพหัวใจอะไรบ้าง ที่มากกว่าการเจาะเลือดตรวจไขมันทั่วไป? นพ. นิธิวัฒน์ กล่าวว่า ไม่แนะนำให้ทุกคนพุ่งเป้าไปตรวจหัวใจด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ทุกชนิด เพราะ “การตรวจที่มากขึ้นไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป” แต่ควรเลือกตรวจให้เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
ในขั้นแรก ทุกคนควรได้รับการประเมินภาพรวมสุขภาพพื้นฐาน ได้แก่
- ความดันโลหิต
- น้ำหนักตัว, รอบเอว และการประเมินภาวะอ้วนลงพุง
- ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting Glucose) และน้ำตาลสะสม (HbA1c)
- ระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile)
- การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม
- การซักประวัติครอบครัวและปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล
สำหรับคนที่มีผลตรวจพื้นฐานบ่งชี้ว่าควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม แพทย์อาจพิจารณาแนะนำการตรวจเฉพาะทางตามระดับความเสี่ยง ดังนี้
- ApoB และ Lipoprotein(a): การเจาะเลือดเพื่อประเมินจำนวนและชนิดของ Lipoprotein ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
- CT Coronary Artery Calcium (CAC Score): การทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อตรวจหาคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ ช่วยระบุความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางขึ้นไป และยังลังเลว่าจำเป็นต้องใช้ยาลดไขมันหรือไม่
- Exercise Stress Test (EST): การวิ่งสายพานเพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกแรง ดูว่าหัวใจมีภาวะขาดเลือดเมื่อต้องทำงานหนักหรือไม่
- Echocardiogram: การอัลตราซาวด์หัวใจเพื่อประเมินโครงสร้าง การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และการทำงานของลิ้นหัวใจ
หากเจอคนหมดสติหรือวูบจากภาวะหัวใจ ต้องทำอะไรก่อน?
นพ. นิธิวัฒน์ กล่าวว่าสำหรับภาวะหัวใจหยุดเต้น ทุกๆ นาทีที่ผ่านไปโดยไม่ได้ทำ CPR โดยเฉพาะ 4 นาทีแรก โอกาสรอดชีวิตและโอกาสที่จะฟื้นตัวทางระบบประสาทจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากเซลล์สมองจะเริ่มตายจากการขาดออกซิเจน
ขั้นตอนการช่วยชีวิตฉุกเฉินที่คนทั่วไปสามารถช่วยกันได้
- เช็กสติและเรียก: ปลุกเรียกโดยการกดหรือตบที่ไหล่สองข้าง หากไม่ตอบสนองและไม่หายใจตามปกติ ให้ตะโกนขอความช่วยเหลือทันที
- โทร 1669: โทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน และประสานงานขอเครื่อง AED (เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ) ที่อยู่ใกล้ที่สุด
- เริ่ม CPR ทันที: กดหน้าอกบริเวณครึ่งล่างของกระดูกอก กดให้ลึกประมาณ 5–6 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100–120 ครั้งต่อนาที
- ใช้ AED: ทันทีที่เครื่องมาถึง ให้เปิดเครื่องและติดแผ่นนำไฟฟ้าตามรูป จากนั้นให้ปฏิบัติตามคำสั่งเสียงของเครื่องอย่างเคร่งครัด
หัวใจสำคัญที่สุดคือ “CPR เร็ว + AED เร็ว” เพราะทุกนาทีที่เนิ่นชะลอ โอกาสรอดและการฟื้นตัวของสมองจะลดลงอย่างมหาศาล การทำ CPR โดยคนที่อยู่ในเหตุการณ์จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้อย่างมากเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีใครช่วยเหลือเลยก่อนทีมแพทย์มาถึง
สำหรับประชาชนทั่วไป ไม่ต้องเสียเวลาพยายามวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจหยุดเต้นจากสาเหตุใด หากพบคนหมดสติและไม่หายใจตามปกติ ให้เข้าสู่กระบวนการช่วยชีวิตฉุกเฉินทันที
กฎเหล็กง่าย ๆ 5 ข้อ ที่คนวัย 40+ ต้องทำ
- รู้ตัวเลขสำคัญของตัวเอง: อย่าหยุดอยู่แค่คำว่า “ผลตรวจสุขภาพปกติ” แต่ต้องรู้ระดับ LDL-C, ความดันโลหิต, น้ำตาลหลังอดอาหาร และน้ำตาลสะสมของตนเอง หากมีความเสี่ยงควรประเมินค่า ApoB, Lipoprotein(a), CAC Score และความเสี่ยงภาพรวมเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์
- อย่าปล่อยให้ LDL สูงเป็นเรื่องปกติ: คราบไขมันที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลา ดังนั้น ยิ่งควบคุมความเสี่ยงได้เร็วเท่าไรยิ่งดี แนวทางแพทย์ปัจจุบันให้ความสำคัญกับการลดระดับ LDL และ Lipoproteins ที่ก่อโรคตั้งแต่งานเริ่มแรก
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: เล่นคาร์ดิโอหรือออกกำลังกายแอโรบิกระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยไม่รอให้น้ำหนักพุ่งสูงหรือเกิดปัญหาสุขภาพก่อนแล้วค่อยเริ่ม
- ให้ความสำคัญกับการนอนและความเครียด: เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา นอนพักผ่อนให้ครบ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน การนอนและการจัดการความเครียดไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึก แต่เป็นกลไกดูแลสุขภาพหลอดเลือดที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังระยะยาว
- ไม่สูบบุหรี่ และดูแลอาหาร น้ำหนัก ความดัน และน้ำตาล: ต้องระลึกเสมอว่าโรคหัวใจไม่ได้เกิดจาก “ไขมัน” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสะสมของปัจจัยเสี่ยงหลากหลายด้านต่อเนื่องมาตลอดหลายปี
คำแนะนำสำหรับคนวัย 40+
นพ. นิธิวัฒน์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี และ “ฟังเสียงร่างกายตัวเองเสมอ” โรคหัวใจหลายครั้งไม่ได้แสดงอาการชัดเจนมาตั้งแต่ต้น แต่มักมาในรูปแบบของ “ความผิดปกติเล็กๆ” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น เคยวิ่งระยะทางเท่าเดิมแล้วเหนื่อยง่ายขึ้น หรือรู้สึกแน่นไม่สบายบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่เกิดขึ้นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการร่วมอย่างเหนื่อย หอบ เหงื่อแตก คลื่นไส้ หรือปวดร้าวไปคอ กราม และแขน ไม่ควรด่วนสรุปเองว่าเป็นเพียงโรคกรดไหลย้อน
หากรู้สึกว่าร่างกายมีบางอย่าง “ไม่ปกติ” การไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับชีวิตในวัย 40+ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นกระบวนการสะสมนานหลายปี การไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือ การรับรู้ระดับความเสี่ยงของตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ และรีบจัดการปัจจัยที่ควบคุมได้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์วิกฤต