บีเจซี กางแผนเขย่าค้าปลีก ปูพรมบิ๊กซีไทยเทศ-ขนทัพเฮาส์แบรนด์ถล่ม

บิ๊กซี BJC

“บีเจซี” กางแผน เดินหน้าบุกธุรกิจค้าปลีกไทย-อาเซียน ทุ่มงบฯหมื่นล้าน ปูพรมสาขา-รีโนเวต “บิ๊กซี” ซุ่มเงียบซื้อร้านสะดวกซื้อ “กีวี่ มาร์ท” 18 สาขาในกัมพูชา ส่งโมเดลร้าน “โดนใจ” ดึงโชห่วยเป็นพาร์ตเนอร์ เตรียมเปิดสาขาโมเดลใหม่ “บิ๊กซี เพลส” ยึดทำเลทองย่านถนนรัชดาภิเษก เจาะคนรุ่นใหม่ เพิ่มดีกรีขนทัพสินค้าไพรเวตลาเบลรับเงินเฟ้อ ชู We are Fresh เจาะอาหารสด เบเกอรี่ “เบสิโค” ลุยเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก เสื้อผ้า Happy Price Pro ขาย ซอส น้ำมันพืช ข้าวสาร

ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือบีเจซี ยังคงเติบโตต่อเนื่อง หลังเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวและสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลาย ประชาชนสามารถออกมาจับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติมากขึ้น ส่งผลให้รายได้จากยอดขายและบริการเท่ากับ 38,103 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หลัก ๆ มาจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์ และค้าปลีกสมัยใหม่ ขณะที่ในแง่ของรายได้ในภาพรวมเพิ่มขึ้น 4,289 ล้านบาท หรือเท่ากับ 41,390 ล้านบาท หรือเติบโต 11.6% และจากนี้ไป บีเจซียังมีแผนจะเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่

ทุ่มงบฯก้อนโตบุกค้าปลีก

นางสาวภัทรดา นิธิวรรณกุล นักลงทุนสัมพันธ์อาวุโส บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี เปิดเผยในงาน Opportunity Day (22 ส.ค.) ว่า ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่มีการขยายสาขาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยได้เปิดบิ๊กซี มินิ 25 สาขา และได้เข้าซื้อกิจการร้านสะดวกซื้อกีวี่ ที่ประเทศกัมพูชา 18 สาขา ปิดบิ๊กซี มินิ จำนวน 3 สาขา ในระหว่างไตรมาส ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 มีจำนวนสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต 154 สาขา (รวมบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ 1 สาขา ในประเทศกัมพูชา), ซูเปอร์มาร์เก็ต 61 สาขา (บิ๊กซี มาร์เก็ต 38 สาขา บิ๊กซี ฟู้ดเพลส ซูเปอร์มาร์เก็ต 10 สาขา บิ๊กซีดีโป้ 11 สาขา และร้านค้าส่งเอ็มเอ็ม ฟู้ด เซอร์วิส 2 สาขา) บิ๊กซี มินิ 1,431 สาขา (รวมสาขาแฟรนไชส์ 56 สาขา ในประเทศไทย บิ๊กซี มินิ 1 สาขา และร้านค้าสะดวกซื้อกีวี่ 18 สาขาในประเทศกัมพูชา) และร้านขายยาเพรียว 146 สาขา

สำหรับในปีนี้มีแผนการขยายสาขาเพิ่ม อาทิ ไฮเปอร์มาร์เก็ต 1 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ต ฟู้ดเพลส 5 สาขา บิ๊กซี มินิ 100 สาขา ในประเทศไทย บิ๊กซี มินิ 50 สาขา ในกัมพูชา รวมถึงร้านขายยาเพรียว 7 สาขา และร้านขายยาสิริฟาร์มา 2 สาขา

Advertisement

“งบฯลงทุนในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 10,000-11,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ประมาณ 62% จะใช้เพื่อการขยายสาขาธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ รองลงไปเป็นกลุ่มของบรรจุภัณฑ์ 21% ที่เหลือเป็นกลุ่มอื่น ๆ 17%” นักลงทุนสัมพันธ์อาวุโส บริษัท บีจีซี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมา บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ประเทศกัมพูชา ได้เข้าซื้อกิจการเชนร้านสะดวกซื้อ กีวี่ มาร์ท (Kiwi Mart) เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ทำให้บิ๊กซีได้สาขาร้านกีวี่ มาร์ท 18 สาขา แบ่งเป็น 17 สาขาในกรุงพนมเปญ และ 1 สาขาในจังหวัดกำปอด (Kampot) ซึ่งกีวี่ มาร์ท ก่อตั้งเมื่อปี 2560 โดยเป็นร้านสะดวกซื้อแบบเปิดบริการ 24 ชั่วโมง วางเป้ารองรับลูกค้าทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติ ด้วยสินค้าทั้งจากไทย ฝรั่งเศส และสินค้าท้องถิ่น

ขณะที่นายแกรี่ ฮาร์ดี้ ที่ปรึกษา บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ระบุว่า เนื่องจากบริษัทเห็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ของกัมพูชา ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยมุ่งให้สินค้าของบริษัทเข้าถึงได้ง่ายและใกล้ตัวผู้บริโภค

รีโนเวต-ขยายสาขา “บิ๊กซี”

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท เบอร์ลี่ 
ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี เปิดเผยถึงทิศทางอนาคต ภายใต้ยุทธศาสตร์ Entering The Next Phase of Growth ว่า สำหรับการขยายสาขาในส่วนของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ บริษัทวางเป้าหมายสาขาในปี 2569 ไว้ โดยในประเทศไทยมีแผนจะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่ม 7 สาขา เป็น 160 สาขา เปิดร้านสะดวกซื้อเพิ่ม 1,501 สาขา เป็น 2,853 สาขาเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต-ค้าส่งเพิ่ม 25 สาขา เป็น 84 สาขา

ส่วนตลาดในต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กัมพูชา จะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่ม 5 สาขา เป็น 6 สาขา และเปิดร้านสะดวกซื้อเพิ่ม 275 สาขา เป็น 276 สาขา ขณะที่ใน สปป.ลาว จะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่ 2 สาขา และเปิดร้านสะดวกซื้อ 188 สาขา เป็น 245 สาขา

นอกจากนี้ ในเวียดนามจะเพิ่มศูนย์ค้าส่งและกระจายอาหาร ในชื่อ MM Mega Market อีก 88 สาขา เป็น 113 สาขา จากเดิมที่เปิดไปแล้ว 25 สาขา นอกจากนี้ บีเจซีอาจเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) ในอนาคต

Advertisement

แหล่งข่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังมีแผนรีโนเวตบิ๊กซีในไทยจำนวน 90 สาขา ในช่วงปี 2565-2569 รวมถึงเปิดตัวบิ๊กซีโมเดลใหม่ ในชื่อของบิ๊กซีเพลส (BigC Place) ที่มุ่งจับกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลงจากหลายเซ็กเมนต์ ด้วยประสบการณ์ช็อปปิ้งใหม่ ๆ ประเดิมด้วยสาขารัชดาภิเษกในปี 2565 นี้ และจะรีโนเวตบางสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯให้เป็นโมเดลนี้เพิ่มอีกในช่วง 5 ปี

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่จะให้ความสำคัญกับช่องทางค้าส่ง ภายใต้แบรนด์เอ็มเอ็ม ฟู้ดเซอร์วิส (MM Food Service) หลังจากเมื่อช่วงกลางปี 2564 ที่ผ่านมาบริษัทได้เริ่มทยอยเปิดเอ็มเอ็ม ฟู้ดเซอร์วิส ไปแล้ว 2 สาขา (โชคชัย 4 และตลาดบุญเจริญ เมืองทองธานี) มุ่งจับธุรกิจบริการ อาทิ โรงแรม ร้านอาหารและจัดเลี้ยง (HoReCa) ด้วยสินค้ากว่า 6,000 SKU เน้นอาหารสดและอาหารแห้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาแผนเปิดสาขาเพิ่มในช่วงปี 2565-2569 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจของค้าส่ง

เช่นเดียวกับการขยายเครือข่ายร้านค้าปลีก โมเดลพาร์ตเนอร์ ในชื่อร้านโดนใจ ที่เป็นการดึงร้านโชห่วยเข้ามาเป็นพันธมิตร ที่ขณะนี้ (29 ส.ค.) เปิดไปแล้วกว่า 770 สาขา นอกจากนี้ยังได้มีการนำโมเดลนี้ไปขยายในเวียดนามด้วย ในชื่อ Gia Tot เปิดสาขาแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากมีร้านค้าปลีกดั้งเดิมจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วน 80% ของตลาดค้าปลีกเวียดนาม

ส่งทัพ “ไพรเวตลาเบล” บุก

แหล่งข่าวจากบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของบิ๊กซีในช่วงจากนี้ไปผลักดันสินค้า private label อาทิ แบรนด์ We are Fresh สำหรับสินค้ากลุ่มวัตถุดิบอาหารสด เบเกอรี่ อาหารแช่แข็ง, แบรนด์เบสิโค (besico) สำหรับกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ของใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รวมทั้งแบรนด์แฮปปี้ไพรซ์ (Happy Price) และแฮปปี้ไพรซ์ โปร (Happy Price Pro) สำหรับสินค้ากลุ่มเครื่องปรุง ซอส น้ำมันพืช ข้าวสาร กระดาษชำระ อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งที่ผ่านมาสินค้ากลุ่มไพรเวตลาเบลเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 14.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีตัวเลขอยู่ที่ 10-11%

 

Advertisement

We are Fresh เบสิโค (besico)

น้ำมันพืชบิ๊กซี

“ปีนี้ตั้งเป้าว่าจะสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 15-16% และจากนี้ไปจะเน้นสร้างการรับรู้ผ่านแคมเปญบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้งการโฆษณาทางทีวี โซเชียลมีเดียรวมถึงการโพสต์เนื้อหาในสื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์ โดยเราตั้งเป้ายอดขายสินค้าไพรเวตลาเบลในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือปี 2569 ไว้ที่ 5 หมื่นล้านบาท และทำให้ BJC ขึ้นเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคใหญ่ที่สุดในไทยในปี 2569 เช่นกัน”

แหล่งข่าวรายนี้ย้ำว่า ที่สำคัญ บริษัทวางแผนเดินหน้าขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วภูมิภาค ตามแผนสร้าง omnichannel ที่ประกอบด้วยร้านค้า อีคอมเมิร์ซ คอนแท็กต์เซ็นเตอร์ และโซเชียลคอมเมิร์ซ เพื่อให้สัดส่วนยอดขายจาก omnichannel มีสัดส่วนเพิ่มจาก 3% ของยอดขายโมเดิร์นเทรดเมื่อปี 2564 เป็น 11-14% ในปี 2569

ส่วนแผนงานด้านอีคอมเมิร์ซจะใช้ BigC App เป็นฮับทั้งด้านการช็อปปิ้ง โดยมีบริการดีลิเวอรี่รองรับ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ในบ้าน เสื้อผ้าสิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าของผู้ค้ารายอื่น ๆ ที่หมุนเวียนเข้ามา รวมถึงบริการดีลิเวอรี่ที่จัดการโดยร้านสาขา

นอกจากนี้ยังมีระบบสะสมคะแนน Big Point ที่ขณะนี้มีเมมเบอร์อยู่มากกว่า 17.8 ล้านเมมเบอร์ และกระเป๋าเงิน Big Wallet สำหรับชำระค่าสินค้าทั้งในร้านและออนไลน์ ซึ่งบริษัทจับมือกับพาร์ตเนอร์ อาทิ ลาซาด้า ช้อปปี้ ฟู้ดแพนด้า แกร็บ ส่วนโซเชียลคอมเมิร์ซจะดำเนินการผ่าน Facebook live และการสั่งซื้อผ่านแชตแอป เช่น LINE (ตลาดไทย กัมพูชา) Whatsapp (ลาว) Wechat (กลุ่มชาวจีน)