“บิ๊กซี” กางแผนปูพรมสาขา ชูฮ่องกงสปริงบอร์ดบุกจีน

บิ๊กซีฟู้ดเซอร์วิส

“บีเจซี” กางแผนขยายสาขา บิ๊กซี ประกาศลงทุนปูพรมครบทุกฟอร์แมต ทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต คอนวีเนียนสโตร์ ฟู้ดเซอร์วิส เร่งเปิดเครือข่ายร้านโดนใจเพิ่มอีก 4,000 แห่ง ชูฮ่องกง สปริงบอร์ดเข้าเมืองจีน

นางสาวภัครดา นิธิวรรณกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กล่าวในงาน Oppotunity Day (7 ธ.ค.2566) โดยกล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานของกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ ธุรกิจที่สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนราว ๆ 64% ของรายได้รวม หรือประมาณ 75,000 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนปี 2566 (มกราคม-กันยายน) ว่า ในปีหน้า 2567 ในส่วนของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่จะยังมีการลงทุนเพื่อขยายสาขาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เช่น ฟอร์แมตที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต เบื้องต้นจะเปิดเพิ่ม 2 สาขาในลาวเพิ่มอีก 1 สาขา และกัมพูชา 1 สาขา ขณะที่ฟอร์แมต ซูเปอร์มาร์เก็ต ในส่วนของบิ๊กซี มาร์เก็ต 5-10 สาขา เน้นในหัวเมืองต่างจังหวัด ส่วนบิ๊กซี ฟู้ดเพลส เบื้องต้นจะเปิดเพิ่มอีกประมาณ 10-20 สาขา

ส่วนสมอลล์ สโตร์ ฟอร์แมต หรือบิ๊กซี มินิ ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 250 สาขา จากปีนี้ที่คาดว่าจะเปิดได้ทั้งสิ้น 150 สาขา ส่วนบิ๊กซี ฟู้ดเซอร์วิส ที่บริษัทหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นจะเปิดอีกประมาณ 5-10 สาขา จากปัจจุบันมี 6 สาขา รวมถึงการขยายเครือข่ายร้านโดนใจ ที่ตั้งเป้าจะเปิดเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 4,000 สาขา

“ร้านโดนใจ ยังเป็นโมเดลที่บริษัทให้ความสำคัญ และเต็มที่กับโมเดลนี้ หลังจากสิ้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ได้เปิดไปแล้วมากกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ”

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2566 กลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่มีรายได้รวม 27,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,348 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.1% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากรายได้จากการขายสินค้าเท่ากับ 24,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,351 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.8% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากยอดขายต่อสาขาเดิม (ไม่รวมยอดขายสินค้าบีทูบี) เติบโตอยู่ที่ 2.1% ในไตรมาสที่ 3/2566

เนื่องจากร้านค้าไฮเปอร์มาร์เก็ตมีผลการดำเนินงานเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวและจากบิ๊กซี มินิ ที่มียอดขายต่อสาขาเดิมที่กลับมาเป็นบวกในไตรมาสดังกล่าว รวมถึงการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้น

ในขณะเดียวกัน รายได้อื่นอยู่ที่ 3,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 12 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.4 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนโดยเป็นผลมาจากรายได้ค่าเช่าและบริการที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ยังคงขยายสาขาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เครือข่ายร้านค้าของบริษัทมีร้านค้าไฮเปอร์มาร์เก็ต 155 สาขา (รวมบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำนวน 1 สาขาในประเทศกัมพูชา) ร้านค้าขนาดซูเปอร์มาร์เก็ต 49 สาขา (บิ๊กซี มาร์เก็ต 35 สาขา และบิ๊กซี ฟู้ดเพลส 12 สาขาในประเทศไทย และ 2 สาขาในประเทศกัมพูชา)

ร้านค้าบิ๊กซี ฮ่องกง จำนวน 24 สาขา ร้านค้าบิ๊กซี มินิ จำนวน 1,488 สาขา (รวมสาขาแฟรนไชส์จำนวน 51 สาขาในประเทศไทย บิ๊กซี มินิ จำนวน 18 สาขา) บิ๊กซี ดีโป้ 11 สาขา บิ๊กซี ฟู้ดเซอร์วิส 6 สาขา ตลาดกลางแจ้ง 8 สาขา ร้านขายยาเพรียว 148 สาขา ร้านกาแฟวาวี 98 สาขา ร้านหนังสือเอเชีย บุ๊คส์ 60 สาขา ขณะที่เครือข่ายร้านค้าโดนใจมี 4,026 สาขา ณ สิ้นเดือนกันยายน 2566

สำหรับบิ๊กซี ฮ่องกง ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของซูเปอร์มาร์เก็ตไทยในฮ่องกง มีสาขาทั้งหมด 24 สาขา ใน 18 อำเภอ รวมพื้นที่ขายทั้งสิ้นประมาณ 4,300 ตร.ม. มีสินค้าจำหน่ายประมาณ 3,775 เอสเคยู โดย 80-90% เป็นสินค้านำเข้าจากไทย การซินเนอร์ยี่ระหว่างบิ๊กซี ไทย และบิ๊กซี ฮ่องกง จะเป็นการเพิ่มวอลุ่มให้กับบิ๊กซีในประเทศไทย ผ่านการจัดหาผลิตภัณฑ์และสินค้าในการส่งออกไปที่บิ๊กซี ฮ่องกง จากประสบการณ์ของบิ๊กซีในไทยที่จำหน่ายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเฉพาะกรณีของบิ๊กซี ราชดำริ ทำให้เรามีประสบการณ์ในการปรับพอร์ตโฟลิโอสินค้าสำหรับบิ๊กซี ฮ่องกง ได้อย่างเหมาะสม


“การมีบิ๊กซี ในฮ่องกง ก็จะทำให้บิ๊กซี ฮ่องกง เป็นประตูนำไปสู่ตลาดจีนได้ในอนาคต และในระยะสั้นจะมุ่งเน้นไปที่การดำเนินงานของบิ๊กซี ฮ่องกง มากขึ้น ปัจจุบันยอดขายของบิ๊กซี ในฮ่องกง ในแต่ละเดือนมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยังมีเปอร์เซ็นต์ จีพี ที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับเปอร์เซ็นต์ จีพี ในภาพรวมของบิ๊กซี”