ไมเนอร์ฯ ลงทุนใหญ่ 3 หมื่นล้าน ขยายโรงแรม-ร้านอาหาร 1,000 สาขา

นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT
นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT

ไมเนอร์ อินเตอร์ เคลื่อนทัพกางแผน 3 ปี 2567-2569 วางงบฯ 30,000 ล้านบาท ลุยขยายธุรกิจหลัก “ร้านอาหาร-โรงแรม” เน้นรับจ้างบริหารโรงแรม-แฟรนไชส์ร้านอาหารเพิ่ม เพื่อหวังลดอัตราส่วนหนี้สิ้นต่อทุนจาก 1.0 เท่าในปี 2566 เป็น 0.8 เท่า ภายในปี 2567

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2566 ที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิ 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวจากปีก่อน ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ จากธุรกิจการบริการและการท่องเที่ยวที่มีธุรกิจใน 63 ประเทศ โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการฟื้นตัวของการเดินทางในไทยและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในทวีปยุโรป ซึ่งเห็นได้จากไตรมาส 4 ที่ปี 2566 มีกำไรสูงถึง 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77%

สำหรับทิศทางการดำเนินงานจากนี้ไป บริษัทได้มีการวางแผนกลยุทธ์ 3 ปี สําหรับปี 2567-2569 โดยได้วางงบการลงทุน 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งเป็นการลงทุนในปี 2567 ประมาณ 10,000-13,000 ล้านบาท แบ่งเป็นร้านอาหาร 30% และโรงแรม 70%

ซึ่งในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร บริษัทจะยังคงเน้นการพัฒนาสินค้า ด้วยการออกโปรดักต์ใหม่ ๆ และการทำแคมเปญ โปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ

โดยจะเน้นการนำแบรนด์ร้านอาหารในเครือขยายไปในต่างประเทศมากขึ้น อาทิ เอเชีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย จีน และอินเดีย เป็นต้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้นำแบรนด์เดอะพิซซ่าคอมปะนีไปขยายในสิงคโปร์ เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา

พิซซ่า

ซึ่งแผนการขยายเบื้องต้นจะใช้แบรนด์แดรี่ควีน เข้าไปขยายในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าตัวในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จากเดิมที่มีอยู่ 19 สาขา รวมถึงมีแผนที่จะนำแบรนด์ซิซซ์เล่อร์ และกาก้าเข้าไปบุกด้วย

รวมถึงประเทศเวียดนาม บริษัทก็มีแผนที่จะนำแบรนด์เดอะคอฟฟี่คลับ และซิซซ์เล่อร์ เข้าไปขยายตลาดเช่นเดียวกัน และนอกเหนือจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจ คือ อินเดีย

โดยบริษัทได้เตรียมที่จะนำแบรนด์ เดอะคอฟฟี่คลับ แดรี่ควีน และเดอะพิซซ่าคอมปะนี เข้าไปบุกในอินเดียเป็นครั้งแรกอีกด้วย

สำหรับรูปแบบการขยายบริษัทจะเน้นการใช้รูปแบบธุรกิจ Asset-light model หรือการรับจ้างบริหารแฟรนไชส์ร้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตั้งเป้าภายใน 2-3 ปี จะมีสาขาครบ 3,700 สาขา จากปัจจุบันมี 2,700 สาขา ซึ่งจะแบ่งเป็นการขยายสาขาในปี 2566 ประมาณ 1,000 สาขา

ขณะที่ธุรกิจโรงแรม จะเน้นการปรับโฉมโรงแรมเพื่อเพิ่มมูลค่าราคาห้องพัก รวมถึงรีแบรนด์ไปสู่แบรนด์ที่เป็นพรีเมี่ยมมากขึ้นอีก 20-30 แห่ง และเพิ่มเป็น 50 แห่งใน 2 ปีข้างหน้า พร้อมกับเดินหน้าขยายสาขาใหม่ โดยจะเน้นรับจ้างบริหารโรงแรม แทนการใช้เงินลงทุนเอง โดยตั้งเป้าหมาย 2-3 ปีข้างหน้าจะเปิดครบ 780 แห่ง จากปัจจุบันมี 532 แห่ง

โรงแรม AVANI


นายดิลลิปกล่าวทิ้งท้ายว่า คาดว่าจากการใช้รูปแบบธุรกิจ Asset-light model จะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจาก 1.0 เท่า ณ สิ้นปี 66 เป็น 0.8 เท่าภายในสิ้นปี 67 และภายใน 3 ปี คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 18% เป็น 40%