เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แบงก์ระดมมาตรการช่วยลูกค้า-SME ถูกน้ำท่วม พักหนี้ ลดค่างวด สินเชื่อใหม่ฟื้นบ้าน ธุรกิจ
Finance แบงก์ระดมมาตรการช่วยลูกค้า-SME ถูกน้ำท่วม พักหนี้ ลดค่างวด สินเชื่อใหม่ฟื้นบ้าน ธุรกิจ
BOI to IPO เปิดทาง New Economy สู่ตลาดทุน หนุนเศรษฐกิจไทย
Finance BOI to IPO เปิดทาง New Economy สู่ตลาดทุน หนุนเศรษฐกิจไทย
ซีพี แอ็กซ์ตร้า ย้ำ “แม็คโคร–โลตัส” สินค้าเพียงพอ เติมสต็อกต่อเนื่อง
Real Estate ซีพี แอ็กซ์ตร้า ย้ำ “แม็คโคร–โลตัส” สินค้าเพียงพอ เติมสต็อกต่อเนื่อง
ราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ 10% บีบอสังหาฯ-เศรษฐีแห่ขาย ‘หนีภาษีแพง’
Real Estate ราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ 10% บีบอสังหาฯ-เศรษฐีแห่ขาย ‘หนีภาษีแพง’
โจทย์ยาก…กรมศุลฯ ภาษีต่ำเป้า-‘Zero Corruption’
Finance โจทย์ยาก…กรมศุลฯ ภาษีต่ำเป้า-‘Zero Corruption’
อนุทิน สั่งเร่งเยียวยา สำรวจความเสียหายน้ำท่วม ห้าม ครม.ไปราชการต่างประเทศ
Politics อนุทิน สั่งเร่งเยียวยา สำรวจความเสียหายน้ำท่วม ห้าม ครม.ไปราชการต่างประเทศ
ยิ้มรับข่าวดี-ตั้งรับข่าวร้าย
Columns ยิ้มรับข่าวดี-ตั้งรับข่าวร้าย
6 แบงก์รัฐ เร่งออกมาตรการลดดอกเบี้ย-พักชำระ ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Finance 6 แบงก์รัฐ เร่งออกมาตรการลดดอกเบี้ย-พักชำระ ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม
โก โฮลเซลล์ เติมสต็อกสินค้า อาหาร ขนส่ง รับน้ำท่วม
Business โก โฮลเซลล์ เติมสต็อกสินค้า อาหาร ขนส่ง รับน้ำท่วม
วราวุธ สั่ง SME D Bank ออกมาตรการช่วย SME น้ำท่วม พักหนี้ 12 เดือน เติมทุนฉุกเฉิน
Economic วราวุธ สั่ง SME D Bank ออกมาตรการช่วย SME น้ำท่วม พักหนี้ 12 เดือน เติมทุนฉุกเฉิน
ดูทั้งหมด

ไมเนอร์ฯ ลงทุนใหญ่ 3 หมื่นล้าน ขยายโรงแรม-ร้านอาหาร 1,000 สาขา

09 ก.พ. 2567 | 16:14น.
นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT

ไมเนอร์ อินเตอร์ เคลื่อนทัพกางแผน 3 ปี 2567-2569 วางงบฯ 30,000 ล้านบาท ลุยขยายธุรกิจหลัก “ร้านอาหาร-โรงแรม” เน้นรับจ้างบริหารโรงแรม-แฟรนไชส์ร้านอาหารเพิ่ม เพื่อหวังลดอัตราส่วนหนี้สิ้นต่อทุนจาก 1.0 เท่าในปี 2566 เป็น 0.8 เท่า ภายในปี 2567

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2566 ที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิ 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวจากปีก่อน ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ จากธุรกิจการบริการและการท่องเที่ยวที่มีธุรกิจใน 63 ประเทศ โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการฟื้นตัวของการเดินทางในไทยและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในทวีปยุโรป ซึ่งเห็นได้จากไตรมาส 4 ที่ปี 2566 มีกำไรสูงถึง 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77%

สำหรับทิศทางการดำเนินงานจากนี้ไป บริษัทได้มีการวางแผนกลยุทธ์ 3 ปี สําหรับปี 2567-2569 โดยได้วางงบการลงทุน 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งเป็นการลงทุนในปี 2567 ประมาณ 10,000-13,000 ล้านบาท แบ่งเป็นร้านอาหาร 30% และโรงแรม 70%

ซึ่งในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร บริษัทจะยังคงเน้นการพัฒนาสินค้า ด้วยการออกโปรดักต์ใหม่ ๆ และการทำแคมเปญ โปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ

โดยจะเน้นการนำแบรนด์ร้านอาหารในเครือขยายไปในต่างประเทศมากขึ้น อาทิ เอเชีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย จีน และอินเดีย เป็นต้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้นำแบรนด์เดอะพิซซ่าคอมปะนีไปขยายในสิงคโปร์ เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา

พิซซ่า

ซึ่งแผนการขยายเบื้องต้นจะใช้แบรนด์แดรี่ควีน เข้าไปขยายในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าตัวในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จากเดิมที่มีอยู่ 19 สาขา รวมถึงมีแผนที่จะนำแบรนด์ซิซซ์เล่อร์ และกาก้าเข้าไปบุกด้วย

รวมถึงประเทศเวียดนาม บริษัทก็มีแผนที่จะนำแบรนด์เดอะคอฟฟี่คลับ และซิซซ์เล่อร์ เข้าไปขยายตลาดเช่นเดียวกัน และนอกเหนือจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจ คือ อินเดีย

โดยบริษัทได้เตรียมที่จะนำแบรนด์ เดอะคอฟฟี่คลับ แดรี่ควีน และเดอะพิซซ่าคอมปะนี เข้าไปบุกในอินเดียเป็นครั้งแรกอีกด้วย

สำหรับรูปแบบการขยายบริษัทจะเน้นการใช้รูปแบบธุรกิจ Asset-light model หรือการรับจ้างบริหารแฟรนไชส์ร้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตั้งเป้าภายใน 2-3 ปี จะมีสาขาครบ 3,700 สาขา จากปัจจุบันมี 2,700 สาขา ซึ่งจะแบ่งเป็นการขยายสาขาในปี 2566 ประมาณ 1,000 สาขา

ขณะที่ธุรกิจโรงแรม จะเน้นการปรับโฉมโรงแรมเพื่อเพิ่มมูลค่าราคาห้องพัก รวมถึงรีแบรนด์ไปสู่แบรนด์ที่เป็นพรีเมี่ยมมากขึ้นอีก 20-30 แห่ง และเพิ่มเป็น 50 แห่งใน 2 ปีข้างหน้า พร้อมกับเดินหน้าขยายสาขาใหม่ โดยจะเน้นรับจ้างบริหารโรงแรม แทนการใช้เงินลงทุนเอง โดยตั้งเป้าหมาย 2-3 ปีข้างหน้าจะเปิดครบ 780 แห่ง จากปัจจุบันมี 532 แห่ง

โรงแรม AVANI

นายดิลลิปกล่าวทิ้งท้ายว่า คาดว่าจากการใช้รูปแบบธุรกิจ Asset-light model จะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจาก 1.0 เท่า ณ สิ้นปี 66 เป็น 0.8 เท่าภายในสิ้นปี 67 และภายใน 3 ปี คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 18% เป็น 40%