ผู้จัดบางแสนซีรีส์ เล็งผนึก 15 มาราธอนไทย ปั้นแม็กเนตใหม่ชิงนักวิ่งต่างชาติ
ผู้จัดบางแสนซีรีส์ เล็งผนึก 15 มาราธอนไทย ปั้นแม็กเนตใหม่ชิงนักวิ่งต่างชาติ
“ไมซ์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น” ผู้จัดงานวิ่งบางแสนซีรีส์ย้ำงานวิ่งมาราธอนไทยศักยภาพสูง หลังมีงานระดับ World Athletics Road Race ถึง 15 งาน เป็นอันดับ 4 ของโลก เผยยุทธศาสตร์ผนึก 15 งานวิ่งมาราธอนใหญ่ ดันไทยชิงเดสติเนชั่นสปอร์ตทัวริสซึม ดึงนักวิ่งต่างชาติปลุกเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ประเดิมเจรจา 6 งานใหญ่ภาคใต้ พร้อมเดินสายจับมืองานวิ่งญี่ปุ่น, มาเลเซีย, จีน, อินเดีย ปั้น Sisters Race สร้างการรับรู้งานวิ่งไทยสู่สากล ขณะที่ดันหาดใหญ่ 21 เป็นแม็กเนตชิงนักวิ่งมาเลเซียใน 3-5 ปี
นายรัฐ จิโรจน์วณิชชากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมซ์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น หนึ่งในผู้จัดงานวิ่งรายใหญ่ของไทย อาทิ บางแสน 10, บางแสน 21 และบางแสน 42 ฉายภาพว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจไทยและโลกในปี 2568 นี้ งานวิ่งมาราธอนเป็นธุรกิจที่ไม่เพียงมีศักยภาพสำหรับภาคเอกชนอย่างผู้จัด แต่ยังมีศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วย เนื่องจากงานวิ่งไม่เพียงสร้างเม็ดเงินให้กับธุรกิจในท้องถิ่น อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร ด้วยเม็ดเงินจากนักวิ่งไทยเท่านั้น แต่ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือนักวิ่งต่างชาติ ซึ่งมีกำลังซื้อสูงจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาจับจ่ายในไทยด้วย

โดยธุรกิจจัดงานวิ่งในปี 2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ด้วยจำนวนงานวิ่งที่จัดอย่างคึกคักมากกว่า 2,000 งาน ขณะที่มีจำนวนนักวิ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 10-20% แม้ตัวเลขจำนวนนักวิ่งนี้จะเป็นเพียง 70% ของยุคพีกก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 แต่มีโอกาสฟื้นตัวแบบก้าวกระโดดในช่วง 3 ปีนี้ จาก 2 ปัจจัยหลักนั่นคือ กระแสการรวมตัวของเหล่านักวิ่งเกิดเป็น รันนิ่งคลับ หรือชมรมวิ่งที่ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ดตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนไม่เพียงมีในกรุงเทพฯ แต่รวมถึงจังหวัดใหญ่ ๆ ทั่วประเทศแล้ว
อีกปัจจัยคือ นักวิ่งชาวต่างชาติ หลังหลายประเทศรวมถึงในย่านอาเซียน อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต่างมีจำนวนนักวิ่งมากเกินกว่าช่วงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 และคนกลุ่มนี้มองหาและพร้อมร่วมงานวิ่งที่ให้ประสบการณ์แปลกใหม่อยู่เสมอ ซึ่งงานวิ่งในไทยหลายงานมีศักยภาพที่จะดึงดูดนักวิ่งกลุ่มนี้เข้ามา
รันนิ่งคลับสปีดตลาดฟื้นตัว
โดยศักยภาพของรันนิ่งคลับนั้น ไม่เพียงเป็นการรวมตัวของนักวิ่ง และผู้สนใจการวิ่งอายุ 20-30 ปี เพื่อร่วมวิ่ง แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้เทคนิคการวิ่ง, สินค้าวิ่ง, งานวิ่ง ฯลฯ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดนักวิ่งหน้าใหม่เท่านั้น แต่สมาชิกรันนิ่งคลับยังมีแนวโน้มที่จะเดินทางไปร่วมงานวิ่งทั้งในฐานะนักวิ่ง และกองเชียร์ ช่วยสร้างบรรยากาศความคึกคักให้กับงานวิ่ง พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ที่จัดงาน อาทิ โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ อีกด้วย
นักวิ่งต่างชาติขุมทรัพย์เศรษฐกิจ
ไปในทิศทางเดียวกับนักวิ่งชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นเทรนด์มาแรงและมีศักยภาพสูงในวงการ Sport Tourism เนื่องจากพฤติกรรมเฉพาะตัวของคนกลุ่มนี้ที่มีกำลังซื้อสูงสะท้อนจากความสามารถในการเดินทางข้ามประเทศ และมักเดินทางมาร่วมงานวิ่งแบบเป็นกลุ่มใหญ่ทั้งครอบครัว, เพื่อนฝูง และอาจรวมไปถึงกองเชียร์
โดยนอกจากจะนิยมร่วมงานวิ่งระยะ 21 กิโลเมตร และ 42 กิโลเมตร เนื่องจากความคุ้มค่าแล้ว ยังท่องเที่ยว ช็อปปิ้ง รวมถึงรีวิวที่พัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวบนโซเชียลด้วย ช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับงานวิ่งของไทย และการท่องเที่ยวไทยไปยังกลุ่มนักวิ่งทั่วโลกได้อีกทางหนึ่ง
รวมถึงยังมีแนวโน้มที่ยิ่งเดินทางมาไกลเท่าไหร่ ยิ่งใช้เวลาท่องเที่ยวในประเทศที่จัดงานวิ่งนานมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น
“ไทยมีศักยภาพที่จะดึงดูดนักวิ่งต่างชาติแน่นอน เนื่องจากนักวิ่งทั่วโลกจะมองหางานวิ่งที่ได้รับการรับรองจาก World Athletics Road Race เป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งไทยมีงานที่ได้รับการรับรอง หรืองานเลเบล (Label) มากถึง 15 งาน เยอะเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน สเปน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยทำให้งานเหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกแรก ๆ ของบรรดานักวิ่งต่างชาติ ดังนั้นหากรัฐเข้ามาช่วยประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในเวทีโลก จะยิ่งดึงดูดนักวิ่งต่างชาติได้มากขึ้นอีกแน่นอน”
ผนึกกำลัง 15 งานวิ่งไทย
นายรัฐย้ำว่า หากสามารถผนึกความร่วมมือระหว่างงานวิ่งระดับเลเบลทั้ง 15 งานในไทยเข้าด้วยกันได้ เช่น ของรางวัลพิเศษเมื่อวิ่งครบ 15 งาน หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ จะสามารถยกระดับศักยภาพการเป็นเดสติเนชั่นด้านท่องเที่ยวเชิงกีฬาของไทยให้สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด และสามารถดึงดูดนักวิ่งจากทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดยขณะนี้มีความพยายามเจรจาผนึกกำลังกลุ่มผู้จัดงานวิ่ง 6 งานในภาคใต้ เพื่อสร้างความร่วมมือดึงดูดนักวิ่งทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีนักวิ่งจำนวนมาก แต่ยังมีงานวิ่งระดับมาตรฐานน้อย เพื่อให้มาร่วมงานวิ่งในไทยทั้ง 6 งาน โดยอาจพัฒนาของที่ระลึกให้กับนักวิ่งที่วิ่งได้ครบทั้ง 6 งาน เป็นต้น
ปั้นซิสเตอร์เรซดึงนักวิ่งต่างชาติ
สำหรับทิศทางของ ไมซ์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ จะเดินหน้ายุทธศาสตร์ดึงดูดนักวิ่งจากประเทศต่าง ๆ มาร่วมงานบางแสนซีรีส์โดยเฉพาะบางแสน 42 และบางแสน 21 ด้วยการสร้าง ซิสเตอร์เรซ (Sister Race) ซึ่งเป็นการสร้างความร่วมมือกับงานวิ่งในประเทศต่าง ๆ ทั้งการประชาสัมพันธ์งานร่วมกัน ออกบูทในงานของแต่ละฝ่าย รวมถึงเชิญนักวิ่งมาร่วมงานของกันและกัน เป็นต้น
โดยตั้งแต่ปี 2567 บริษัทเริ่มเดินสายจับมือพันธมิตรทั้งระดับภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, จีน, อินเดีย ฯลฯ หนึ่งในนั้นคือ เมืองกิฟุ ประเทศญี่ปุ่น ที่เซ็นสัญญาซิสเตอร์เรซแล้ว และเริ่มประชาสัมพันธ์ร่วมกันแล้ว เชื่อว่าเมื่อนักวิ่งต่างชาติได้มาสัมผัสบรรยากาศและมาตรฐานงานวิ่งของบางแสนซีรีส์ จะสร้างการบอกต่อและดึงดูดนักวิ่งต่างชาติจำนวนมาเข้ามาได้ในปีต่อ ๆ ไป
พร้อมกับพานักวิ่งไทยไปร่วมงานวิ่งในต่างประเทศเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและสร้างสัมพันธ์กับผู้จัดต่างชาติอย่างต่อเนื่องโดยปี’68-69 จะจัดมาราธอนทริปพานักวิ่งจากงานบางแสนซีรีส์ไปวิ่งในงานวิ่งต่างประเทศทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ อาทิ Maybank Marathon 2025 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียในเดือนสิงหาคม และที่เวียดนามในเดือนพฤศจิกายน เป็นต้น
ปั้นงานวิ่งชิงกลุ่มรันนิ่งคลับ
พร้อมกันนี้อยู่ระหว่างมอนิเตอร์รันนิ่งคลับต่าง ๆ ในไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อวางกลยุทธ์การสื่อสาร เนื่องจากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สื่อสารผ่านช่องอย่าง อินสตาแกรม และติ๊กต๊อก ซึ่งผู้จัดงานวิ่งในไทยยังไม่ได้ใช้งานมากนัก และหา-พัฒนารูปแบบงานวิ่งที่ตอบโจทย์นักวิ่งกลุ่มนี้ซึ่งหลายรายมีความแตกต่างจากงานวิ่งมาราธอนปกติอย่าง ความนิยมวิ่งช่วงสาย หรือเย็น จากปกติจะเริ่มวิ่งช่วงเช้ามืดเนื่องจากไม่ต้องการตื่นเช้าและไม่กังวลเรื่องแดด เป็นต้น
ดันหาดใหญ่ 21 เป็นแม็กเนต
นอกจากงานวิ่งบางแสนซีรีส์แล้ว บริษัทยังผลักดันงานวิ่งอื่น ๆ อย่างหาดใหญ่ 21 ซึ่งปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยนำโมเดลจากงานบางแสนมาใช้ ตามเป้าดึงดูดนักวิ่งต่างชาติ เนื่องจากหาดใหญ่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูง ด้วยความพร้อมด้านที่พัก ร้านอาหาร การเดินทางด้วยเครื่องบินและรถไฟ รวมถึงเป็นจังหวัดที่ชาวมาเลเซียคุ้นเคย จึงมั่นใจว่าในระยะยาวจะสามารถยกระดับเป็นงานวิ่งที่ดึงดูดนักวิ่งจากมาเลเซียและประเทศอื่น ๆ มาร่วม เช่นเดียวกับนักวิ่งชาวไทยได้แน่นอน
ขณะเดียวกับบริษัทยังมองหาทำเลสำหรับจัดงานวิ่งอื่น ๆ ด้วย โดยเงื่อนไขที่เหมาะสมจะเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านที่พัก อาทิ ต้องมีโรงแรมรวม 5,000 ห้อง, ร้านอาหาร และระบบขนส่งมวลชนที่รองรับจำนวนคนเหล่านี้ได้ด้วย รวมถึงยังไม่มีงานวิ่งใหญ่จัดประจำในอยู่แล้ว เพื่อไม่มีให้รบกวนการใช้ชีวิตของชาวเมืองมากเกินไป
ทั้งนี้ เชื่อว่าหากสามารถสานความร่วมมือระหว่างผู้จัดงานวิ่งในไทย รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น สร้างแรงจูงใจให้ผู้จัดพยายามยกระดับมาตรฐานงานของตนเองให้สูงขึ้น และการประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศ จะมีโอกาสที่งานวิ่งในไทยจะดึงดูดนักวิ่งจากทั่วโลกเข้ามาร่วมและมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระดับท้องถิ่นและประเทศได้