“ศรีจันทร์” ปรับตัวสู้ตลาดซบ เปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่-ลุยดิจิทัลฟื้นยอด

โควิดกระทบอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง 3 แสนล้าน “ศรีจันทร์” ดิ้นปรับตัวแก้ยอดร่วง 50% เปิดนโยบายใหม่ทรานส์ฟอร์มองค์กร ลุยออนไลน์ ดึงเทคโนโลยีเสริมแกร่งงานขาย สู่ “tech company” เป็นมากกว่าบริษัทเครื่องสำอาง ก่อนต่อยอดธุรกิจอื่นในอนาคต พร้อมปั้นแบรนด์น้องใหม่ไฮพ์-เซเลนี รุกตลาด ก่อนรุกหนักต่างประเทศ

นายรวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง “ศรีจันทร์” เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ตลอดช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มเมกอัพที่ติดลบอย่างหนัก สำหรับบริษัทเองในปีที่ผ่านมาทั้งแบรนด์ศรีจันทร์ และศศิ มียอดขายลดลงกว่า 50% จากปีที่ผ่านมาที่ปิดรายได้ที่ 450 ล้านบาทใกล้เคียงเป้าที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบของโควิด-19 และเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องมีการปรับนโยบายการดำเนินงาน ด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะการทำเรื่อง technology tranformation ด้วยการนำข้อมูล เทคโนโลยี และทักษะของบุคลากรมาใช้เพื่อดำเนินธุรกิจมากขึ้น

โดยมีเป้าหมายจะก้าวไปเป็นบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ไม่จำกัดหรือยึดติดอยู่แค่เพียงธุรกิจเครื่องสำอางเท่านั้น และธุรกิจเครื่องสำอางจะเป็นเพียงพาร์ต ๆ หนึ่งของบริษัทเท่านั้น ทิศทางจากนี้ธุรกิจต้องมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น และพร้อมจะเปิดรับธุรกิจใหม่ ๆ ทุกรูปแบบที่เป็นเทรนด์ในโลกยุคหลังโควิด

ปรับตัว-ปรับระบบงานครั้งใหญ่

นายรวิศกล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่การระบาดของโควิดระลอกแรก ระหว่างที่ตลาดติดลบและไม่สามารถทำตลาดเชิงรุกได้มากนัก บริษัทได้มีการปรับปรุงระบบการทำงานภายในครั้งใหญ่ จัดตั้งทีมงานขึ้นมาใหม่เพื่อดูแลในส่วนของเทคโนโลยีอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการปูทางสู่องค์กรที่ด้าน tech company อย่างเต็มตัวในอนาคต ปีที่ผ่านมาได้มีการใช้งบประมาณหลักสิบล้านบาท เพื่อตั้งทีมงานด้านเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา มีการนำระบบไอทีเข้ามาใช้ในการทำงาน

การเปิดใช้อีคอมเมิร์ซเป็นของตัวเอง ที่สามารถใช้งานได้ง่าย และมีโปรโมชั่นตามฤดูกาลกระตุ้นความสนใจลูกค้า เพื่อเป็นการนำร่องทดลอง พัฒนาระบบไอที ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ พร้อมทั้งพัฒนาทักษะ-เทรนนิ่งบุคลากรในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่าสิ้นปีนี้ระบบทุกอย่างจะพร้อมใช้งาน 100% ก่อนนำเทคโนโลยีที่พัฒนามาจะต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ

สำหรับรูปแบบการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานและเปิดรับกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ จะเริ่มตั้งแต่โครงสร้างภายใน เช่น การแนะนำสินค้าอัตโนมัติ ระบบการแนะนำสินค้าต่อให้เพื่อนและมีผลตอบแทนให้ การรวบรวมข้อมูลฐานลูกค้า การซื้อขายอย่างเป็นระบบเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมทางการตลาด เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ตรงจุด การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการซ้ำซ้อนและลดเวลาในการทำงาน การพัฒนาเว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ “ศรีจันทร์เอาต์เลต” พร้อมทั้งขยายตลาดอีคอมเมิร์ซ-ปั้นโซเชียลคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ และเกิดการพูดคุยกับลูกค้าผ่านเทคโนโลยีแทนการขายแบบเดิม ๆ

“การช็อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะหยิบสินค้าลงในตะกร้าออนไลน์ตามความสนใจ แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อทันที ซึ่งซอฟต์แวร์ที่เราพัฒนาขึ้นมาจะจับพฤติกรรมดังกล่าว และยื่นข้อเสนอให้ลูกค้าที่หยิบสินค้านั้น ๆ ใส่ตะกร้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อในที่สุด”
ส่ง 2 แบรนด์ใหม่รุกตลาด

นายรวิศกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้แม้ตลาดเครื่องสำอางจะยังคงติดลบอย่างหนัก แต่บริษัทก็จะต้องมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษายอดขายไว้ ต้องมีสินค้าใหม่ออกมาเพื่อกระตุ้นและสร้างสีสันในตลาด แต่ต้องลดขนาดลงและนำเรื่องของไซซิ่งเข้ามาใช้ ในแง่ราคาก็ต้องจับต้องได้ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงมากขึ้น และในครึ่งปีหลังนี้มีแผนจะเปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 100 รายการ และเน้นจำหน่ายผ่านออนไลน์เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบัน

โดยวางเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายในช่องทางออนไลน์เป็น 10% ในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันมีอยู่ 2-3% โดยขณะนี้ยอดออนไลน์โต 50-80% และในระยะยาวอยากให้มีสัดส่วน 20% แต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมลูกค้า


รวมทั้งมีแผนจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ไฮพ์ (HYPE) เพอร์ซันนอลแคร์ ครีมทามือ และแบรนด์เซเลนี (SELENE) สบู่น้ำหอมเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เจาะกลุ่มคนที่ชอบดูแลตัวเองและชอบสิ่งหอม ๆ ในรูปแบบซอง ราคาประมาณหลักสิบ และขวด ราคาหลักร้อยกว่าบาท จำหน่ายในเว็บไซต์ศรีจันทร์ และในวัตสัน ก่อนจะขยายช่องทางขายเพิ่มขึ้นในอนาคตหลังสถานการณ์กำลังซื้อเริ่มฟื้นตัว

โรดแมปบุกต่างประเทศ

สำหรับตลาดต่างประเทศที่ได้เริ่มทำตลาด 1-2 ปีที่ผ่านมา ด้วยการแต่งตั้งตัวแทนส่งออกสินค้าไปจำหน่ายใน 8 ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นต้น เบื้องต้นในประเทศญี่ปุ่นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มียอดขายหลักหมื่นชิ้นต่อเดือน ซึ่งญี่ปุ่นเป็นตลาดใหญ่ที่มีความน่าสนใจที่น่าสนใจ และมีช่องว่างคือ ผู้บริโภคในญี่ปุ่นมีความต้องการและอยากลองสินค้าจากประเทศอื่น ๆ เช่น สินค้าหรือครีมกันแดดของไทย เนื่องจากคนญี่ปุ่นหลายคนเคยมาเที่ยวประเทศไทย จึงมีความคุ้นเคยและมีความเชื่อมั่นสินค้ากันแดดของไทย

ส่วนตลาดจีนหลังชะลอออกไปเนื่องจากสถานการณ์โควิด ล่าสุดได้เริ่มกลับมาทำตลาดอีกครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับตัวแทนจำหน่าย คาดว่าต้นปีหน้าจะสามารถเริ่มทำตลาดได้ ขณะที่ตลาดในอินโดนีเซียอาจจะต้องรอโควิดคลี่คลายก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มดำเนินการได้

“อย่างไรก็ตาม การเติบโตของศรีจันทร์ในปีนี้ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งต้องพิจารณาจากสถานการณ์การระบาดของโควิดจะเป็นอย่างไร ประชาชนหรือผู้บริโภคจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้มากน้อยเพียงใด หากครึ่งปีหลังการกระจายวัคซีนได้ตามเป้าหมายก็จะช่วยให้ภาพรวมดีขึ้น โดยบริษัทจะพักเรื่องการลงทุนที่มีความเสี่ยง ชะลอเวลาออกไปก่อน และหันมารักษากระแสเงินสดแทน” นายรวิศกล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ