กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยจากข้อมูล กทม.-ต่างจังหวัด พบเชื้อสายพันธุ์นี้ในกลุ่มผู้ป่วยหนักมากกว่า ผู้ป่วยอาการไม่หนัก และสามารถหลบภูมิวัคซีนเข็ม 3 ได้ดีกว่า BA.2
วันที่ 25 กรกฎาคม 2565 นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากการเก็บตัวอย่างเชื้อจากผู้ป่วยช่วง 2-22 ก.ค. 2565 แสดงให้เห็นว่าโควิดสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้มากกว่า BA.2
โดยจากกลุ่มตัวอย่างใน กทม. ผู้ที่อาการรุนแรง (ปอดบวม-ใส่ท่อช่วยหายใจ-เสียชีวิต) จำนวน 101 ราย พบติดสายพันธุ์ BA.4 หรือ BA.5 สัดส่วน 78% ส่วนกลุ่มอาการไม่รุนแรง 475 ราย พบสายพันธุ์นี้ในสัดส่วน 76%
ไปในทิศทางเดียวกับตัวอย่างจากต่างจังหวัด ที่ผู้ที่อาการรุนแรง 137 ราย พบติดสายพันธุ์ BA.4 หรือ BA.5 สัดส่วน 60% ส่วนกลุ่มผู้ที่อาการไม่รุนแรง จำนวน 774 ราย พบสายพันธุ์นี้เพียง 42%
เช่นเดียวกับความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันที่สายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 หลบภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ได้ดีกว่าสายพันธุ์ BA.2
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ย้ำว่า สายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 มีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์ BA.2 ไม่มากนัก และการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ยังสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีพอสมควร และสามารถป้องกันการป่วยหนักได้ดี
ทั้งนี้ การฉีดวัคซีน 3 เข็มแต่ละสูตรไม่ว่าจะเป็น Sinovac / Sinovac / Astrazeneca, Sinovac / Sinovac / Pfizer, Astrazeneca / Astrazeneca / Pfizer หรือ Sinovac / Astrazeneca / Astrazeneca นั้นไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนผู้ที่เคยติดเชื้อสายพันธุ์ BA.1 และ BA.2 แล้ว ยังมีโอกาสติดเชื้อสายพันธุ์ BA.4 หรือ BA.5 ซ้ำได้
สำหรับสายพันธุ์ BA.2.75 นั้น แม้ขณะนี้จะมีผู้ป่วยยืนยันเพียง 1 ราย แต่เชื่อว่าในความจริงมีผู้ป่วยรายอื่น ๆ อีก แต่ยังไม่มีการยืนยันเนื่องจากปัจจุบันต้องอาศัยการส่งตรวจในแล็บที่ กทม.
โดยในสัปดาห์หน้า ชุดตรวจใหม่ที่สามารถแยกสายพันธุ์นี้ได้จะกระจายไปยังศูนย์ภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตที่มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปัจจุบันการใช้มาตรการเฝ้ระวังใกล้ชิดยังเพียงพอต่อการรับมือ เนื่องจากตามฐานข้อมูลนานาชาติ จำนวนผู้ติดเชื้อ BA.2.75 เพิ่มขึ้นไม่มากนัก และต้องชั่งน้ำหนักกับการฟื้นเศรษฐกิจด้วย
