Skip to content

ส.ชิ้นส่วนดันยุทธศาสตร์ 3 ปี แนะปรับตัวรับเทรนด์ “สมาร์ทดีไวซ์-โรบอต”

15 มี.ค. 2561 | 20:32น.
ส.ชิ้นส่วนดันยุทธศาสตร์ 3 ปี แนะปรับตัวรับเทรนด์ “สมาร์ทดีไวซ์-โรบอต”

เปิดยุทธศาสตร์ 3 ปี “สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์” เน้นพัฒนา 360 องศา ทั้ง “บุคลากร-วิชาการ-เอสเอ็มอี”แนะผู้ผลิตปรับตัวรับเทรนด์สมาร์ทดีไวซ์-ออโตเมชั่น บูม

แหล่งข่าวฝ่ายบริหารสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย หรือ TAPMA เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในปีนี้จะต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ที่มากขึ้น ซึ่งคาดการณ์ว่าจะน่าจะทะลุ 2 ล้านคัน รวมทั้งเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปสู่ไฮบริด, ปลั๊ก-อินไฮบริด และอีวี หรือรถยนต์ไฟฟ้า

“ปีที่ผ่านมา ชิ้นส่วนยานยนต์มีการเติบโต สูงถึง 15.89% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกลุ่มผู้ใช้ชิ้นส่วน เดิมและกลุ่มผู้ใช้ชิ้นส่วนทดแทน ประกอบกับได้รับปัจจัยบวก จากกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนจากจีนโดยเฉพาะยางรถยนต์ได้หันมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังอเมริกา แทนการผลิตและส่งออกจากจีนโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาข้อพิพาทด้านการจัดเก็บภาษี ระหว่างจีนและอเมริกา ส่งผลให้ปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์มีมากถึง 20,000 ล้านเหรียญ”

และในวันที่ 14 มี.คนี้ นางอัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย จะมีการแถลงยุทธศาสตร์ของสมาคม ระหว่างปี 2561-2563 หรือ แผนงาน 3 ปี โดยเฉพาะปีนี้ถือเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี ของสมาคม ซึ่งจะมีการจัดงานใหญ่ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยจะมีสัมมนาใหญ่และกิจกรรมพิเศษ

สำหรับยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนของสมาคม ในช่วง 3 ปีจากนี้จะมุ่งเน้นขับเคลื่อนใน 6 ด้านหลักคือ 1.การพัฒนาบุคลากร 2.การพัฒนาด้านวิชาการ 3.การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ 4.การพัฒนากลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี 5.การพัฒนาด้านการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ และการจัดงานแสดงชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และงานประชาสัมพันธ์ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของสมาคมให้บรรลุเป้าหมาย

แหล่งข่าวยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์บางกลุ่มได้เริ่มมีการปรับตัวโดยหันไปยังกลุ่มชิ้นส่วน นวัตกรรม เพื่อเตรียมรับรถยนต์ไฟฟ้าที่จะมีอย่างแน่นอนในอนาคต รวมทั้งการผลิตเครื่องมือแพทย์ และโรบอต เป็นหลัก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาส และเป็นไปได้มากกว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยานโดยเฉพาะความต้องการใช้โรบอตในประเทศไทยที่มีสูงถึง 5,000 เครื่องและความต้องการทั่วโลกมี 500,000 เครื่อง ดังนั้นหากผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยปรับตัว เพื่อมุ่งไปสู่การผลิตตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน แม้ว่าจะมีกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจีนและไต้หวัน ก็ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่กลุ่มผู้ผลิตไทยจะต้องเรียนรู้พัฒนาโนว์ฮาวกับผู้ผลิตกลุ่มนี้เพื่อไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และสมาร์ทดีไวซ์