‘Ozempic’ ป้องกันมะเร็งได้จริง? หรือแค่พาดหัวชวนให้สับสน แพทย์ชี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป
ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่ายาลดน้ำหนักและเบาหวานกลุ่ม GLP-1 อย่าง Ozempic อาจช่วยลดความเสี่ยงหรือป้องกันโรคมะเร็งได้ ผู้เชี่ยวชาญออกมาชี้แจงว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันข้อสรุปดังกล่าว ชี้ผลศึกษาในอดีตอาจมีความคลาดเคลื่อนจากตัวแปรแฝง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่แน่ชัดในปัจจุบันคือ ยาในกลุ่มนี้ไม่ได้ส่งผลให้ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด
ในช่วงการประชุมประจำปีของสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Society of Clinical Oncology) ในปี 2026 พาดหัวข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำไปจนถึงสื่อโซเชียลมีเดียต่างประโคมข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ยาในกลุ่ม GLP-1 เช่น Ozempic อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้
เบื้องหลังการพาดหัวข่าวเหล่านี้คือ คลื่นงานวิจัยระลอกใหญ่ที่ศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยนับล้านคน ทว่าแพทย์และนักระบาดวิทยาคลินิกผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและแปลผลการศึกษาวิจัยยาระบุว่า ความตื่นเต้นเกี่ยวกับความสามารถในการป้องกันมะเร็งของยา GLP-1 นั้นกำลังเดินหน้าไปไกลเกินกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ ซึ่งไม่ได้แปลว่าข้อสันนิษฐานนี้ผิด เพียงแต่ยังเป็นเรื่องที่ไม่ได้พิสูจน์จนประจักษ์ชัด
“โรคมะเร็ง” ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ศึกษาได้ยากที่สุด เนื่องจากมะเร็งไม่ใช่โรคเดียว แต่ประกอบด้วยโรคนับร้อยชนิด ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งเม็ดเลือด ซึ่งต่างมีชีววิทยาเฉพาะตัว รวมถึงปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น ยาเพียงตัวเดียวจึงไม่สามารถให้ผลลัพธ์เดียวต่อมะเร็งทุกชนิดได้ แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด ลดความเสี่ยงในบางชนิด และไม่มีผลใดๆ กับมะเร็งส่วนใหญ่
จากความกังวลในอดีต สู่ข้อสงสัยเรื่องการก่อมะเร็ง
ก่อนที่จะเกิดกระแสข่าวว่ายา GLP-1 สามารถลดความเสี่ยงมะเร็งได้ ความกังวลในยุคแรกกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเกรงว่ายานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง
ในอดีต นักวิจัยเคยมีความกังวลเกี่ยวกับมะเร็งต่อมไทรอยด์ เนื่องจากผลการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า Ozempic ทำให้เกิดเนื้องอกในเซลล์ซี (C-cell) ของต่อมไทรอยด์ในหนู ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ กำหนดให้เพิ่มคำเตือนกรอบดำ (Black Box Warning) ในเดือนมิถุนายน 2026 เพื่อเตือนผู้ป่วยที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม หนูทดลองมีความแตกต่างจากมนุษย์ เซลล์ซีในต่อมไทรอยด์ของมนุษย์มีความไวต่อยา GLP-1 น้อยกว่าหนูมาก เนื่องจากมีตัวรับ GLP-1 น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การศึกษาในลิงระยะยาวก็ไม่พบการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์ต่อมไทรอยด์เหมือนในหนูทดลอง
ต่อมา การวิเคราะห์ข้อมูลในปี 2025 จากการทดลองทางคลินิก 93 โครงการ ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการใช้ยา GLP-1 กับมะเร็งต่อมไทรอยด์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสรุปของหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรปตั้งแต่ปี 2023 ส่วนความกังวลเรื่องมะเร็งตับอ่อน การวิเคราะห์ข้อมูล 62 การศึกษาในปี 2025 ก็ไม่พบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
แม้งานวิจัยจะช่วยยืนยันความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง แต่นี่เป็นเพียงข้อสรุปชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากยากลุ่มนี้ยังถือว่าใหม่มาก ขณะที่โรคมะเร็งอาจใช้เวลานานหลายทศวรรษในการก่อตัว
จากยาสงสัยก่อมะเร็ง สู่ยาป้องกันมะเร็ง?
ยาในกลุ่ม GLP-1 ซึ่งเคยถูกจับตาว่าอาจก่อมะเร็ง กลับกลายมาเป็นหัวข้อหารือในฐานะยาที่อาจช่วยป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็งได้
ขณะที่การศึกษาในปี 2025 ในกลุ่มผู้ใหญ่ประมาณ 87,000 คน พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งโดยรวมของผู้ที่เริ่มต้นใช้ยา GLP-1 ลดลงราว 17% โดยเห็นผลชัดเจนที่สุดในมะเร็งเยื่อบุมดลูก มะเร็งรังไข่ และเนื้องอกเยื่อหุ้มสมองชนิดเมนินจิโอมา (Meningioma) แม้จะพบว่าความเสี่ยงของมะเร็งไตสูงขึ้น 38% ในกลุ่มผู้ใช้ยา GLP-1 แต่ยังต้องรอการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยัน
นักวิจัยยังได้ศึกษาผลของยา GLP-1 ต่อโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง โดยการศึกษาในปี 2024 ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่กว่า 6,800 คน พบว่าผู้ป่วยที่ใช้ยา GLP-1 จำนวน 103 คน มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 5 ปีอยู่ที่ราว 16% เมื่อเทียบกับ 37% ในกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ยา และงานวิจัยที่เสนอในงานประชุมสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2026 ระบุว่า ยา GLP-1 ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ 34% ในมะเร็ง 6 ชนิด
ปัจจัยที่ทำให้งานวิจัยถูกตีความผิดพลาดได้ง่าย
แม้ผลการศึกษาจะน่าตื่นเต้น แต่งานวิจัยเรื่องยากลุ่ม GLP-1 กับความเสี่ยงมะเร็งมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ประการที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ง่ายดังนี้
- อคติของผู้ใช้งานที่รักสุขภาพ (Healthy User Bias) ผู้ที่เริ่มใช้ยา GLP-1 มักจะมีสุขภาพดีกว่าและมีฐานะดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้ คนอ้วนที่มีประกันสุขภาพ พบแพทย์สม่ำเสมอ และมีกำลังซื้อยา Ozempic มีแนวโน้มจะได้รับยามากกว่าคนที่มีน้ำหนักและส่วนสูงเท่ากันแต่ขาดโอกาสเหล่านั้น อคตินี้แก้ได้ยากมากใน “การศึกษาสังเกต” (Observational Studies) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบผู้ป่วยตามสภาวะจริงในชีวิตประจำวัน ความได้เปรียบทางสังคมและสุขภาพตั้งแต่ต้น อาจเป็นปัจจัยจริงที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็ง ไม่ใช่ตัวยา
- การเลือกเปรียบเทียบกับยาตัวอื่น ผลการศึกษาขึ้นอยู่กับว่านำยา GLP-1 ไปเปรียบเทียบกับยาอะไร งานวิจัยปี 2024 ระบุว่าผู้ใช้ GLP-1 มีความเสี่ยงมะเร็งลดลงมากเมื่อเทียบกับผู้ใช้ “อินซูลิน” แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผู้ใช้ยาเบาหวาน “เมทฟอร์มิน” (Metformin) กลับไม่พบการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอินซูลินมักใช้ในผู้ป่วยเบาหวานระยะรุนแรง ซึ่งตัวโรคเองก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งอยู่แล้ว การเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าตั้งแต่ต้น จึงทำให้ยา GLP-1 ดูเหมือนมีฤทธิ์ปกป้อง ทั้งที่เป็นผลมาจากตัวยาที่ใช้นำมาเปรียบเทียบ
- ระยะเวลาในการศึกษา มะเร็งใช้เวลาก่อตัวนานหลายทศวรรษ แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ติดตามผลเพียงไม่กี่ปี ในบางงานวิจัย ผลในการป้องกันมะเร็งปรากฏขึ้นแทบจะทันทีหลังเริ่มใช้ยา ซึ่งในทางปฏิบัติ การป้องกันมะเร็งไม่ได้ทำงานรวดเร็วขนาดนั้น ยาที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้จริงจะค่อยๆ แสดงผลเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ใช่เห็นผลภายในช่วงไม่กี่เดือนแรก การที่ความเสี่ยงลดลงทันทีจึงเป็นสัญญาณว่า ผู้ป่วยที่ได้ใช้ยามีความเสี่ยงต่ำกว่าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ ข้อมูลงานวิจัยเกือบทั้งหมดมาจากกลุ่มประเทศรายได้สูง ทั้งที่การใช้ยาแพร่กระจายไปทั่วโลก และภาระจากโรคมะเร็งกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลาง การสรุปว่า GLP-1 ช่วยลดมะเร็งได้ทั่วโลกจึงเป็นการอ้างอิงจากข้อมูลเฉพาะในประเทศร่ำรวยเท่านั้น
การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) แสดงผลอย่างไร
วิธีที่ดีที่สุดในการลดอคติของงานวิจัยคือการทำ การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Trials) ซึ่งจัดกลุ่มเปรียบเทียบให้มีสภาวะใกล้เคียงกันตั้งแต่เริ่มต้น
ผลจากการทดลองทางคลินิกที่มีอยู่ให้ข้อมูลที่เงียบสงบกว่าพาดหัวข่าวมาก การวิเคราะห์ Meta-analyses ในปี 2025 จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการทดลอง 50 โครงการ และ 48 โครงการตามลำดับ พบหลักฐานน้อยมากว่ายา GLP-1 ช่วยลดหรือเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
แม้การวิเคราะห์ Meta-analyses จะมีความน่าเชื่อถือสูงเนื่องจากมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดตามงานวิจัยต้นทาง ซึ่งส่วนใหญ่ติดตามผลในระยะสั้นเพียง 1-2 ปี และมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งน้อยเกินกว่าจะหาข้อสรุปที่แน่ชัดได้ การทดลองทางคลินิกที่จะตอบคำถามนี้ได้จริง จำเป็นต้องใช้กลุ่มตัวอย่างหลายหมื่นคนและติดตามผลยาวนานหลายปี
หากยา GLP-1 ส่งผลต่อความเสี่ยงมะเร็งได้จริง นักวิจัยยังคงต้องหาคำตอบต่อไปว่า ผลดังกล่าวมาจากตัวน้ำหนักตัวที่ลดลง การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมที่ดีขึ้น หรือเป็นผลโดยตรงต่อการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกัน และก้อนเนื้อร้ายกันแน่
คำแนะนำในปัจจุบันคือ ผู้ป่วยและสาธารณชนสามารถสบายใจได้ในระดับหนึ่งว่า ยาในกลุ่ม GLP-1 ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งโดยรวม แต่ข้อกล่าวอ้างที่ว่ายานี้สามารถป้องกันมะเร็งหรือเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญนั้น ยังคงเป็นสมมติฐานที่ต้องรอการพิสูจน์ และยังเร็วเกินไปที่จะนำมาใช้เป็นข้อสรุปทางการแพทย์ในขณะนี้