ปัญหาสะสม
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
ช่วงเวลา 9-10 เดือน ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศ
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเกือบทุกภาคส่วน อยู่ในภาวะกะปลกกะเปลี้ยอย่างมาก
ข่าวปิดโรงงาน เลิกกิจการ หรือย้ายฐานการผลิต มีออกมาให้เห็นอยู่เนือง ๆ
แต่ที่สาหัสสากรรจ์และส่งผลกระทบวงกว้าง ไม่พ้นอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์
ราคาน้ำมันและก๊าซหุ้งต้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับตลาดหุ้นที่ปักหัวลง
จึงเริ่มมีเสียงบ่น หรือไม่พอใจออกมาเรื่อย ๆ
รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องรับผิดชอบหรือไม่ ?
แน่นอนส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ เพราะคือภาระหน้าที่หลัก
แต่หากจะโยนความผิดให้ทั้งหมด ดูจะไม่เป็นธรรมสักเท่าใดนัก
เพราะปัญหาเศรษฐกิจในตอนนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เป็นสิ่งที่สะสมมายาวนานหลายปี
หากเจาะลึกรายละเอียดของบริษัททั้งไทยและข้ามชาติ รวมถึงโรงงานน้อยใหญ่ที่ปิดตัวแบบรัว ๆ ในช่วงที่ผ่านมา
พบว่าขาดทุนสะสมต่อเนื่องอย่างน้อย 3-4 ปีมาแล้ว
ก่อนเจอ “ฟางเส้นสุดท้าย” พร้อม ๆ กันในช่วงเวลานี้พอดี
แล้วจักโทษรัฐบาลชุดที่แล้วได้หรือไม่ ?
นั่นก็ไม่เต็มปากเต็มคำเช่นกัน เพราะเกิดโคตรอภิมหาโรคระบาด “โควิด-19”
รวมถึงสงครามที่ก่อตัวขึ้นหลายภูมิภาค
อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลชุดปัจจุบันโดนแซะบ่อย ๆ ไม่พ้นเรื่องราคาน้ำมัน
การปล่อยให้น้ำมันดีเซลทะลุเพดาน 30 บาท/ลิตร และก๊าซหุงต้มปรับสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลชุดก่อนตรึงเอาไว้ได้
พลอยทำให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกมาอ้างถึงอยู่เนือง ๆ
โดยอาจลืมว่าหลายปีก่อนหน้านี้ เงินกองทุนน้ำมันถูกผลาญไปกับการอุ้มราคาดีเซลและก๊าซหุงต้มมากขนาดไหน
ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันจะเป็นรูปเป็นร่าง คนเก่าออก พ.ร.ก.ให้คลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท เพื่อบริหารจัดการกองทุนน้ำมัน
แม้ใช้ไม่เต็มวงเงิน แต่ก็กู้มาราว ๆ 1.1 แสนล้านบาท แถม พร.ก.ฉบับนี้หมดอายุไปก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเข้ามารับช่วงต่อ
ไม่นับกลไกทางภาษีที่ถูกใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อตรึงราคาดีเซลและก๊าซหุงต้มมายาวนาน
ทำให้เมื่อทีมบริหารชุดใหม่เข้ามา เครื่องมือที่จะนำมาแก้ไข หรือบรรเทาความเดือดร้อนโดนใช้ไปเกือบหมดแล้ว
เช่นเดียวกับปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่เป็นต้นเหตุหลักทำให้การบริโภคภายในประเทศหดตัวอย่างรุนแรง
นับจากปี 2562 เป็นต้นมา ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งขึ้นเกือบทุกไตรมาส
ทำให้ ณ ปลายปี 2566 คนไทยมีหนี้ครัวเรือนรวม 16.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 91.3% ต่อจีดีพี
ส่วนตัวเลขหนี้สาธารณะก็เพิ่มสูงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรัฐบาลชุดที่แล้วออก พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับ รวม 1.5 ล้านล้านบาท
ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเยียวยาประชาชนช่วงโควิด-19
ปัจจุบันหนี้ก้อนนี้คงเหลือราว ๆ 1.3 ล้านล้านบาท
รวมถึงกู้เงินมาโปะการขาดดุลงบประมาณทุก ๆ ปี
อย่าลืมว่าช่วงปิดปี 2566 รัฐบาลชุดปัจจุบันเพิ่งตั้งไข่ เข้ามารับหน้าที่ได้ราว 3 เดือนเท่านั้น
ขณะที่รัฐบาลชุดก่อนหน้า หรือหากนับเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศมานานถึง 9 ปี (2557-2566)
การเข้ามารับช่วงต่อในสถานการณ์แบบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
หากเทียบกับในอดีตคงไม่ต่างจากสมัยพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540
สมัยนั้นเจอปัญหารุมเร้า ทั้งค่าเงินบาทอ่อนยวบ หนี้เงินกู้ต่างประเทศ และอื่น ๆ จนต้องสั่งปิดสถาบันการเงินมากมาย
ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์โดนถล่มไปไม่น้อย
แม้การเข้ามารับช่วงบริหารประเทศท่ามกลางปัญหาหมักหมมมานานหลายปี ทำให้เกิดข้อจำกัดมากมาย
แต่อีกทางเป็นการพิสูจน์ความสามารถของทีมงานด้วยเช่นกัน