เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ปัญหาสะสม

07 ก.ค. 2567 | 07:38น.

คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต

ช่วงเวลา 9-10 เดือน ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศ

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเกือบทุกภาคส่วน อยู่ในภาวะกะปลกกะเปลี้ยอย่างมาก

ข่าวปิดโรงงาน เลิกกิจการ หรือย้ายฐานการผลิต มีออกมาให้เห็นอยู่เนือง ๆ

แต่ที่สาหัสสากรรจ์และส่งผลกระทบวงกว้าง ไม่พ้นอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์

ราคาน้ำมันและก๊าซหุ้งต้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับตลาดหุ้นที่ปักหัวลง

จึงเริ่มมีเสียงบ่น หรือไม่พอใจออกมาเรื่อย ๆ

รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องรับผิดชอบหรือไม่ ?

แน่นอนส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ เพราะคือภาระหน้าที่หลัก

แต่หากจะโยนความผิดให้ทั้งหมด ดูจะไม่เป็นธรรมสักเท่าใดนัก

เพราะปัญหาเศรษฐกิจในตอนนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เป็นสิ่งที่สะสมมายาวนานหลายปี

หากเจาะลึกรายละเอียดของบริษัททั้งไทยและข้ามชาติ รวมถึงโรงงานน้อยใหญ่ที่ปิดตัวแบบรัว ๆ ในช่วงที่ผ่านมา

พบว่าขาดทุนสะสมต่อเนื่องอย่างน้อย 3-4 ปีมาแล้ว

ก่อนเจอ “ฟางเส้นสุดท้าย” พร้อม ๆ กันในช่วงเวลานี้พอดี

แล้วจักโทษรัฐบาลชุดที่แล้วได้หรือไม่ ?

นั่นก็ไม่เต็มปากเต็มคำเช่นกัน เพราะเกิดโคตรอภิมหาโรคระบาด “โควิด-19”

รวมถึงสงครามที่ก่อตัวขึ้นหลายภูมิภาค

อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลชุดปัจจุบันโดนแซะบ่อย ๆ ไม่พ้นเรื่องราคาน้ำมัน

การปล่อยให้น้ำมันดีเซลทะลุเพดาน 30 บาท/ลิตร และก๊าซหุงต้มปรับสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลชุดก่อนตรึงเอาไว้ได้

พลอยทำให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกมาอ้างถึงอยู่เนือง ๆ

โดยอาจลืมว่าหลายปีก่อนหน้านี้ เงินกองทุนน้ำมันถูกผลาญไปกับการอุ้มราคาดีเซลและก๊าซหุงต้มมากขนาดไหน

ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันจะเป็นรูปเป็นร่าง คนเก่าออก พ.ร.ก.ให้คลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท เพื่อบริหารจัดการกองทุนน้ำมัน

แม้ใช้ไม่เต็มวงเงิน แต่ก็กู้มาราว ๆ 1.1 แสนล้านบาท แถม พร.ก.ฉบับนี้หมดอายุไปก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเข้ามารับช่วงต่อ

ไม่นับกลไกทางภาษีที่ถูกใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อตรึงราคาดีเซลและก๊าซหุงต้มมายาวนาน

ทำให้เมื่อทีมบริหารชุดใหม่เข้ามา เครื่องมือที่จะนำมาแก้ไข หรือบรรเทาความเดือดร้อนโดนใช้ไปเกือบหมดแล้ว

เช่นเดียวกับปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่เป็นต้นเหตุหลักทำให้การบริโภคภายในประเทศหดตัวอย่างรุนแรง

นับจากปี 2562 เป็นต้นมา ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งขึ้นเกือบทุกไตรมาส

ทำให้ ณ ปลายปี 2566 คนไทยมีหนี้ครัวเรือนรวม 16.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 91.3% ต่อจีดีพี

ส่วนตัวเลขหนี้สาธารณะก็เพิ่มสูงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรัฐบาลชุดที่แล้วออก พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับ รวม 1.5 ล้านล้านบาท

ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเยียวยาประชาชนช่วงโควิด-19

ปัจจุบันหนี้ก้อนนี้คงเหลือราว ๆ 1.3 ล้านล้านบาท

รวมถึงกู้เงินมาโปะการขาดดุลงบประมาณทุก ๆ ปี

อย่าลืมว่าช่วงปิดปี 2566 รัฐบาลชุดปัจจุบันเพิ่งตั้งไข่ เข้ามารับหน้าที่ได้ราว 3 เดือนเท่านั้น

ขณะที่รัฐบาลชุดก่อนหน้า หรือหากนับเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศมานานถึง 9 ปี (2557-2566)

การเข้ามารับช่วงต่อในสถานการณ์แบบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

หากเทียบกับในอดีตคงไม่ต่างจากสมัยพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

สมัยนั้นเจอปัญหารุมเร้า ทั้งค่าเงินบาทอ่อนยวบ หนี้เงินกู้ต่างประเทศ และอื่น ๆ จนต้องสั่งปิดสถาบันการเงินมากมาย

ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์โดนถล่มไปไม่น้อย

แม้การเข้ามารับช่วงบริหารประเทศท่ามกลางปัญหาหมักหมมมานานหลายปี ทำให้เกิดข้อจำกัดมากมาย

แต่อีกทางเป็นการพิสูจน์ความสามารถของทีมงานด้วยเช่นกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจไทย