นายกรัฐมนตรี 4 คน ที่ถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ในห้วง 21 ปีที่ผ่านมา 3 ใน 4 เป็นฝ่ายทักษิณ ชินวัตร
ศาลรัฐธรรมนูญก่อกำเนิดขึ้นจากรากแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 นับเป็นช่วงทศวรรษ ที่องค์กรอิสระ ได้สถาปนาโครงสร้างอำนาจควบคู่ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ
ตรงกับช่วงที่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ได้จุติทางการเมือง พร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของ อดีตนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุด ในวงการโทรคมนาคม เป็นอัศวินแห่งอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่สาม ของประเทศไทย ทักษิณ ชินวัตร กระโดดขึ้นสวมหัวโขน หัวหน้าพรรค
“ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจเส้นทางการขึ้น-ลง ศาลรัฐธรรมนูญของ 3 อดีตนายกรัฐมนตรี และนับถอยหลัง 1 นายกรัฐมนตรี คนล่าสุด
ทักษิณ ชินวัตร สู้คดีซุกหุ้นมาราธอน
ก่อนการเลือกตั้ง ด้วยรัฐธรรมนูญ 2540 ครั้งแรก 6 มกราคม 2544 ก็เกิดเหตุการณ์องค์กรอิสระ ออกฤทธิ์ตามตัวบทรัฐธรรมนูญ ฉบับธงเขียว 2540
วันที่ 26 ธันวาคม 2543 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ และเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดตามมาตรา 295 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งว่าด้วยการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินตามเวลาและวิธีการที่กำหนด
วันที่ 18 มกราคม 2544 เรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติ 14 เสียงเป็นเอกฉันท์ รับคำร้องของ ป.ป.ช. เปลี่ยนสถานะ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าที่นายกฯ ขณะนั้น ตกเป็นจำเลย ในศาลรัฐธรรมนูญ
วันที่ 18 มิถุนายน 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ระดมทีมกฎหมาย ทีมการเมือง จากตึกชินวัตร และเหล่าขบวนการคนเดือนตุลา ตระเตรียมร่างคำแถลงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง เกิดวาทกรรมในไส้คำแถลง ด้วยคีย์เวิร์ด “บกพร่องโดยสุจริต”
วันที่ 3 สิงหาคม 2544 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 15 คน มีเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียง วินิจฉัยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นข้อกล่าวหาคดีซุกหุ้น เกิดวาทกรรม ตุลาการเสียงเดียวเปลี่ยนประเทศไทย
เสียงข้างมากที่เกินกว่าฝ่ายที่เห็นว่าไม่รอด 1 เสียง จำนวน 8 เสียง ประกอบด้วย นายกระมล ทองธรรมชาติ นายศักดิ์ เตชาชาญ นายจุมพล ณ สงขลา พล.ท.จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายผัน จันทรปาน นายสุจินดา ยงสุนทร และนายอนันต์ เกตุวงศ์
ส่วนตุลาการ 7 คนเสียงข้างน้อย ที่ลงมติว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จงใจปกปิดทรัพย์สิน ได้แก่ นายประเสริฐ นาสกุล ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอมร รักษาสัตย์ นายอิสระ นิติทัณฑ์ประภาส และนายอุระ หวังอ้อมกลาง
คดีนี้ใช้เวลา 197 วัน นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา ถึงวันวินิจฉัย
สมัคร สุนทรเวช ชามอันตราย ชิมไป บ่นไป
9 กันยายน 2551 คือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า สมัคร สุนทรเวช พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
นายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วันที่ 29 มกราคม 2551 หลังพรรคไทยรักไทยถูกสั่งยุบพรรค
วันที่ 24 มิถุนายน 2551 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชุดใหม่ ที่มีนายชัช ชลวร ประธาน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 8 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียง สั่งให้รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย คดีที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรค 1 (7) และมาตรา 267 ประกอบมาตรา 182 วรรค 3 และมาตรา 91 หรือไม่
ต้นเรื่องเริ่มจากเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา พร้อมคณะ 40 ส.ว. ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย รัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ห้ามนายกรัฐมนตรี มีตำแหน่งใด ๆ ในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด หากมีการกระทำตามมาตรานี้ จะทำให้สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7)
ก่อนหน้านั้น นายสมัคร สุนทรเวช ชี้แจงข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และยังคงยืนยันเสมือนว่าก่อนเดือนธันวาคม 2550 ว่าได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าน้ำมันรถเท่านั้น ในการเป็นพิธีกรรายการ “ชิมไป บ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า”
วันที่ 9 กันยายน 2551 ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 วินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว
เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 จึงเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือ จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181
คดีนี้ใช้เวลา 79 วัน ชี้ชะตาสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หลังดำรงตำแหน่งได้ 223 วัน
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ 2 คดีการเมือง
คดีจำนำข้าว ตามนโยบายหาเสียงที่ลือลั่นของพรรคเพื่อไทย (พท.) ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ดันให้พรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 และได้จัดตั้งรัฐบาล
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี วันที่ 5 สิงหาคม 2554
แต่แล้วนโยบายหัวหอกของพรรค และของรัฐบาล ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลายเป็นจำเลย ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับไม้ต่อจากสำนักงานอัยการสูงสุด ตั้งข้อหา ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ในคำฟ้องนี้ อัยการไม่ได้ระบุมูลค่าความเสียหาย แต่คณะกรรมการสอบความเสียหายของกระทรวงการคลังอ้างว่า มีมูลค่าเสียหายแก่รัฐ 5.1 แสนล้านบาท
คดีเริ่มตั้งต้นจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หรือไม่นั้น ศาลได้ยกคำร้อง
ด้วยเหตุผลระบุว่า “ศาลได้ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนเพิ่มเติม โดยโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม 21 ครั้ง ไต่สวนพยาน 15 ปาก ใช้เวลาไต่สวน 10 นัด จำเลยยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติม 51 ครั้ง ไต่สวนพยาน 30 ปาก ใช้เวลาไต่สวน 16 นัด อันเป็นการให้คู่ความทั้งสองนำพยานมาให้ศาลไต่สวนเต็มที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แก่คู่ความทั้งสองฝ่าย อันเป็นหลักการสำคัญ ของการไต่สวน ตามคำร้องของจำเลยและเหตุผลที่ยกขึ้นมาอ้างนั้นยังไม่เข้าเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 212 ที่ศาลจะต้องส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย”
ถือว่าคดีเสร็จการไต่สวนพยานโจทก์และจำเลยรวม 45 ปาก เริ่มตั้งแต่ 15 มกราคม 2559 แต่คดีไม่จบง่าย ๆ
วันที่ 9 ธันวาคม 2557 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภา
วันที่ 19 มีนาคม 2558 ศาลรัฐธรรมนูญ รับฟ้องคดีจำนำข้าว
วันที่ 5 สิงหาคม 2559 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงเปิดคดีด้วยวาจา ใช้เวลา 75 นาที
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปตามการนัดไต่สวน ท่ามกลางม็อบชาวนาเดินทางมาให้กำลังใจ
วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 น.ส.ยิ่งลักษณ์และผู้ถูกกล่าวหาคนอื่น เดินทางไปขึ้นศาลนัดสุดท้าย พร้อม ส.ส.ในพรรคเป็นจำนวนมาก
วันที่ 1 สิงหาคม 2560 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปรากฏตัวครั้งสุดท้าย ในนัดแถลงปิดคดีด้วยวาจา เอกสาร 19 หน้า ใน 6 ประเด็น
วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.22/2558 ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำเลย เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
เมื่อถึงเวลาฟังคำพิพากษา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ปรากฏตัว โดยทนายจำเลยยื่นคำร้องว่าได้รับแจ้งจากจำเลยว่าป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน มีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ขอเลื่อนอ่านคำพิพากษา
ศาลพิเคราะห์แล้วเชื่อว่าจำเลยหลบหนี จึงได้ออกหมายจับจำเลยและปรับนายประกันเต็มตามสัญญา ให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 กันยายน 2560
น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อสู้คดี 2 ปี 4 เดือน ต้องขึ้นศาล 26 นัด เนื่องจากศาลกำหนดให้เข้าร่วมกระบวนการไต่สวนพยานทุกนัดตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย ไม่เช่นนั้นจะถูกสั่งถอนประกัน-ปรับเงินประกัน 30 ล้านบาท และออกหมายจับ
ก่อนหน้านั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องต่อสู้คดีในศาลรัฐธรรมนูญ กรณีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
วันที่ 10 มีนาคม 2557 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ขณะนั้นเป็น ส.ว.สรรหา เป็นผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 182 (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่
วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนปมโยกย้ายเลขาธิการ สมช.โดยมิชอบ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงต่อศาลว่า “ไม่ได้ใช้สถานะหรือตำแหน่งของการเป็นนายกรัฐมนตรี ในการสั่งอนุมัติโดยลำพัง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในการประชุมคณะรัฐมนตรี และการโยกย้ายเป็นไปตามความเหมาะสมตามดุลพินิจของรองนายกฯที่ได้มอบอำนาจไปแล้ว”
วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยสถานภาพการเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ จากกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่าการย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
ทั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 และอยู่ในระหว่าง รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากการรักษาการในวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 นับเป็นการพ้นจากตำแหน่งครั้งที่สอง โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
คดีของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้เวลาในศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งสิ้น 58 วัน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับถอยหลัง
วันที่ 24 สิงหาคม 2565 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารมติการประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรับคำร้องกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าชื่อ 171 คน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สิ้นสุดลง เนื่องจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบกำหนดเวลาตามมาตรา 170 วรรคสอง และมาตรา 158 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบคําร้องแล้ว เห็นว่า กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (9) จึงมีมติเอกฉันท์ รับคําร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย ให้ผู้ถูกร้องยื่นคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสําเนาคําร้อง
สําหรับคําขอของผู้ร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ศาลพิจารณาคําร้องและเอกสารประกอบคําร้องแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคําร้องปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4) ให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2565 จนกว่าศาลจะมีคําวินิจฉัย
นับตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2565 ไปอีก 15 วัน ทีมกฎหมายของนายกรัฐมนตรี ต้องคิดหาข้อต่อสู้เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ
นักกฎหมายหลายสำนัก ทั้งฝ่ายอนุรักษนิยม และฝ่ายก้าวหน้า คาดการณ์คล้ายกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ เพื่อชี้ชะตานายกรัฐมนตรี ก่อนที่วาระประชุมระดับนานาชาติจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565
- ศาลรัฐธรรมนูญ สั่ง ประยุทธ์ แก้ข้อกล่าวหา นายกฯ 8 ปี ภายใน 15 วัน
- ด่วน ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ รับคำร้อง นายกฯ 8 ปี
- ประยุทธ์ วอนเคารพศาลรัฐธรรมนูญ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ปม นายกฯ 8 ปี
- เปิดชื่อ 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สั่งประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ นายกฯ 8 ปี
- “ประยุทธ์” ขี่หลังเสือ ฝ่าเกมอันตราย นายกฯ 8 ปี