Skip to content

กราดยิงหนองบัวลำภู สะเทือนรัฐบาลสั่งออกกฎหมาย นิรโทษปืนเถื่อน

12 ต.ค. 2565 | 13:57น.
กราดยิงหนองบัวลำภู สะเทือนรัฐบาลสั่งออกกฎหมาย นิรโทษปืนเถื่อน

เอฟเฟ็กต์กราดยิงหนองบัวลำภู รัฐบาลเล็งออกกฎหมายนิรโทษปืนเถื่อน-รื้อเกณฑ์ขอใบอนุญาตใหม่ ตัดต้นตอยาเสพติด ดีมานด์-ซัพพลาย เจ้าหน้าที่ละเลยต้องถูกประเมิน

วันที่ 12 ตุลาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมเพื่อกำหนดมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาวุธปืนว่า วันนี้ที่ประชุมกำหนดมาตรการแก้ปัญหายาเสพติด-อาวุธปืน อย่างเข้มข้น เรื่องแรก กวดขันกฎหมายอาวุธปืน เข้มงวดทั้งหมด จากนี้ไปจะต้องมีการรับรองจากผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ต้องไม่มีเรื่องทางจิต กวาดล้างอาวุธปืน อย่างจริงจัง และจะปรับปรุงกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า จะมีเรื่องควบคุมนำเข้า ส่งออก สารเคมีตั้งต้น การนำเข้าผู้เสพ เข้าสู่ระบบ ทบทวนผู้เสพเป็นผู้ป่วย โดยให้ไปดูกฎหมายเพื่อปรับปรุง และเมื่อพบเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องต้องลงโทษเด็ดขาดอย่างทันที

ผู้ป่วยต้องหาให้ได้ ในท้องถิ่น มีผู้ติดยาเสพติดมีมากน้อยเพียงไหน เราเข้าไปเอกซเรย์ คัดกรองบุคคลเหล่านี้ออกมาให้ได้ ต้องหามาตรการเหมาะสมดูแลคนเหล่านี้ นายกฯกล่าวอีกว่า ที่ประชุมให้มีการเน้นระบบดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียน การบำบัดฟื้นฟูต้องทำทันที ระบบจิตเวช

วันนี้ที่ประชุมมีหารือหลายเรื่องด้วยกัน ปัญหาซ้อนปัญหา ใช้อาวุธปืนก่อเหตุรุนแรง ผมห่วงใย โดยรับว่าจะขอทำให้ดีที่สุด หลายอย่างทบทวน อะไรทำได้ทำทันที ขอเตือนทุกคนต้องช่วยกัน มีช่องทางอยู่แล้ว รัฐบาลให้ความสำคัญที่สุดอย่างยิ่งยวด การดูแล การปราบปราม ป้องกัน รักษา ทำอย่างครบถ้วน

ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย แถลงต่อว่า เรื่องอาวุธปืนต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ อาวุธปืนที่มีใบอนุญาต กับปืนเถื่อน ในเรื่องการขอใบอนุญาตผู้มีอาวุธปืนใหม่ ต้องมีมาตรการตรวจสอบ เรื่องการเปลี่ยนแปลง เรื่องสภาพจิตใจ สุขภาพจิตด้วย โดยจะต้องไปเขียนรายละเอียดทางการแพทย์เพิ่มเติม

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

และการที่จะดูว่าความประพฤติของแต่ละคนมีความเหมาะสมหรือไม่ จึงต้องมีคนรับรอง เช่น ถ้าเป็นข้าราชการต้องมีผู้บังคับบัญชาเป็นผู้รับรอง ยกตัวอย่าง หากดื่มสุราแล้วคุมสติไม่ได้ หรือมีพฤติกรรมรุนแรงก็ไม่ควรมีอาวุธปืน ส่วนคนเก่าที่มีใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน คือ ใบ ป.4 ต้องมีการทบทวนความประพฤติ หรือหากพ้นหน้าที่ไปแล้ว ต้องดูว่ามีความจำเป็นต้องมีหรือไม่ หากพบว่าไม่จำเป็นก็เพิกถอนได้

ส่วนใครมีความผิดสามารถเพิกถอนได้เลย เช่น เขาให้มีอาวุธใช้อยู่ที่บ้าน ป้องกันทรัพย์สิน แต่ไม่ให้พกพาไปไหน หากพกพาก็เพิกถอนได้ หรือยกตัวอย่างเอาปืนติดตัวไปแล้วไปดื่มสุรา อาจจะเพิกถอนได้ อันนี้คือความเปลี่ยนแปลงที่จะแก้ปืนที่อยู่ในระบบมีใบอนุญาต

“ขณะที่ปืนเถื่อนก็ต้องออกกฎหมายให้นำมาคืน ไม่มีความผิดทางอาญา แต่ไม่ให้ขึ้นทะเบียน นี่คือความเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าใครยังครอบครองต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินการตามกฎหมาย เหตุที่เกิดขึ้นทั้งหลายไม่ได้เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร แต่เกิดจากอาวุธเถื่อนมากที่สุด อย่าไปสร้างกระแสให้มันผิด ของใหม่ผู้บังคับบัญชาต้องมีส่วนรับรองมาก หรือคนที่มีใบรับรองแล้วต้องมีการทบทวน ต้องประเมินให้มีใบอนุญาต” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ส่วนจะเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่นั้น จะต้องออกกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติยกเว้นโทษอาญา ต้องอาศัยสภาด้วย ใครยังครองอาวุธเถื่อนจะมีโทษหนัก ส่วนการเพิกถอนใบอนุญาตที่ถูกกฎหมาย จะต้องมีขั้นตอนการเพิกถอน ถ้าหากไม่มีคุณสมบัติครอบครองอาวุธ เจ้าหน้าที่รัฐจะยึดมา แล้วให้ทายาทที่มีคุณสมบัติ ถ้าไม่มีทายาทก็จะขายทอดตลาด แต่ต้องใช้คำสั่งศาล ทั้งนี้มีมาตรการรองรับทั้งหมด

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องยาเสพติด เรื่องซัพพลายทั้งหมดทุกฝ่ายต้องเข้มงวดในการปฏิบัติ ยกตัวอย่าง ถ้าในพื้นที่พบว่ามียาเสพติดแล้ว พิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่รับผิดชอบมีการปล่อยปละละเลย ต้องมีการประเมินการปฏิบัติงาน เช่น ชาวบ้านรู้ว่าพื้นที่นี้มียาเสพติด แต่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ ก็ต้องประเมิน ต้องเข้มงวด

ส่วนดีมานด์ต้องไม่ให้คนใหม่เข้าไปในระบบ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ต้องไปช่วยกัน ส่วนคนที่เคยเสพแล้วคนเก่า นายกฯเน้นว่า ต้องแยกแยะให้ได้ ทางกระทรวงมหาดไทยจะไปเอกซเรย์ ร่วมกับฝ่ายตำรวจ เอาคนพวกนี้มาเข้าระบบรักษาให้ได้ ว่าใครจะต้องเข้าบำบัดบ้าง ซึ่งต้องไปคิดกันในรายละเอียดต่อไป

“สังคมไม่ต้องกังวล ต่อไป ต้องมีการประเมินกันเป็นระยะ ยันไม่ต้องกังวลกับกลุ่มพวกนี้ ต้องออกกฎหมายเป็น พ.ร.บ.เข้าสภา ส่วนปืนถูกกฎหมายมีขั้นตอนเพิกถอนตามกฎหมาย ซัพพลาย เมื่อไม่มีซัพพลาย คนเข้าไปเสพใหม่น้อยลง พวกเก่าบำบัดแล้วก็จะน้อยลง ผู้เสพต้องมีการแยกไปบำบัด รับพิจารณาแก้กฎหมาย ลดเหลือ 5 เม็ด เป็นผู้เสพ ขอให้ทุกคนร่วมมือกันทำอย่างจริงจัง” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ถ้าทุกคนรู้ตัวว่า ยาเสพติดเป็นภัยกับประเทศชาติเราทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าศักยภาพของคน ที่ต้องไปแข่งขัน เรื่องเศรษฐกิจต่าง ๆ ถามว่าใครต้องทำ ถ้าประชาชนทุกคน หรือสื่อ ชี้หาแต่คนผิดไม่มีทางทำสำเร็จ แต่ทุกคนต้องร่วมกันทำ ถ้ามาตรการไม่ดีอย่างไรมาติมาติงได้ แต่ถ้าสร้างกระแสในทางที่ผิด จะไม่ช่วยสังคมเลย ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ทั้งชุมชน สังคม และสื่อ