Skip to content

พรรคสะวิงโหวต ส.ส.ไม่ถึง 15 คน สมคิด-เจ๊หน่อย-กรณ์ ล้มพลังประชารัฐไม่ได้

27 ต.ค. 2565 | 08:59น.
พรรคสะวิงโหวต ส.ส.ไม่ถึง 15 คน สมคิด-เจ๊หน่อย-กรณ์ ล้มพลังประชารัฐไม่ได้
รายงานพิเศษ

บัตรเลือกตั้งสองใบ-หารด้วย 100 กลายเป็นโจทย์ยากของพรรคการเมืองใหญ่-พรรคการเมืองใหม่ โดยเฉพาะบัตรใบที่สอง – ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เลือกพรรคที่ชอบ เพราะต้องได้คะแนนดิบแบบเพลย์เซฟ 3 แสนแต้ม

ท่ามกลางพรรคการเมืองใหญ่-พรรคตัวแปร ในการชี้ขาด จับขั้ว-พลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาล ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดาหน้าถล่มกันด้วยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผลงาน-นโยบายหาเสียงสาดใส่กัน

พรรคการเมืองใหม่ พรรคขนาดกลาง-ขนาดเล็ก บนสมรภูมิเลือกตั้งครั้งหน้า ปรับกระบวนท่า-จัดทัพใหญ่ เปลี่ยนหัว-รีแบรนดิ้ง หนีตายควบรวมพรรค เพื่อสอดแทรก-หาช่องทางเข้าไปในพื้นที่ฝ่ายบริหาร โดยชูทีมเศรษฐกิจเป็นจุดขาย ไม่ขวาพิฆาต-ไม่ซ้ายสุดโต่ง

ไม่รุ่ง-ส.ส.ไม่ถึง 10 ที่นั่ง

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนาวิเคราะห์ กับ รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์โอกาสของพรรคไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และพรรคสร้างอนาคตไทย ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ภายใต้กติกาการเลือกตั้งบัตรสองใบ หารด้วย 100 ว่า มีลุ้น แต่โอกาสน้อยมากที่จะได้เป็นกอบเป็นกำ

“ไม่รุ่งแน่นอน แต่จะร่วงแบบดิ่งเหวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเข้าเกณฑ์แค่ไหน ถ้าให้ประเมิน 2 พรรคนี้ (ไทยสร้างไทยกับสร้างอนาคตไทย) รวมกันไม่เกิน 10 ที่นั่ง แต่ต้องดูว่า เมื่อใกล้เลือกตั้งพรรคจะสามารถผลักดันนโยบายเด่นออกมาได้หรือไม่”

“รศ.ดร.สิริพรรณ” ขยายความว่า ยุทธศาสตร์หลักของพรรคตระกูลสร้าง คือ คะแนนที่ได้จาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) โดยหลักการ พรรคที่จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาก มี 2 ประการ

ประการแรก มี policy delivery ได้ส่งมอบนโยบายและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งพรรคใหม่ยังไม่มี แต่เครื่องหมายคำถาม คือ นโยบายหลายอย่างของพรรคพลังประชารัฐ พรรคสี่กุมาร คุณสมคิด ต้องออกมาช่วงชิงให้ได้ว่า โครงการคนละครึ่งมาจากไหน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่พลังประชารัฐกับ พล.อ.ประยุทธ์ต้องมาแข่งกันอีก เป็นของใคร และประการที่สอง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็น 2 เกณฑ์หลักที่จะทำให้พรรคได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์

“ถ้าเอา 2 เกณฑ์นี้มาจับจะเห็นว่า พรรคไทยสร้างไทย และสร้างอนาคตไทย อาจจะปริ่ม ๆ เหมือนเอาขาข้างหนึ่งไปแหย่ได้ ในแง่ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็ถือว่า ไม่น่าเกลียด policy delivery คุณหญิงสุดารัตน์ก็พยายามจะช่วงชิงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ไม่ชัด หรือช่วงโค้งสุดท้ายพรรคจะสามารถดึง ส.ส.เก่า หรือ ส.ส.เขตที่เป็นที่รู้จักได้มากน้อยแค่ไหน”

รวมพรรค เต็มที่ 15 ที่นั่ง

“รศ.ดร.สิริพรรณ” วิเคราะห์ประเด็นร่วมว่า ความพยายามเสนอตัวเป็นทางเลือกที่สาม แต่สังคมขณะนี้มีความชัดเจนว่า จุดยืนทางการเมืองต้องชัดเจนก่อน คือ สนับสนุนทหารหรือไม่ ความไม่ชัดเจนของสามพรรค รวมพรรคชาติพัฒนากล้า ของนายกรณ์ จาติกวณิช ยังไม่ชัดเจนในเรื่องของจุดยืนตรงนี้

อาจารย์รัฐศาสตร์ จากรั้วจุฬาฯ ชี้ “จุดเปลี่ยน” ที่จะทำให้พรรคไทยสร้างไทย-พรรคสร้างอนาคตไทยได้ ส.ส.มากขึ้น ว่า “ถ้าเกิดพรรคของคุณหญิงสุดารัตน์กับคุณสมคิดรวมกันได้อาจจะเสริมพลังกัน ถ้าแยกกัน จะได้รวมกันสองพรรค 10-15 ที่นั่ง แต่ถ้ารวมกันอาจจะ max ถึง 15 ที่นั่งก็เป็นไปได้”

“การเหยียบเรือบนทางเลือกที่สาม เหมือนกับว่า สังคมมีกลุ่มตรงกลางที่ยังไม่เลือกข้างอยู่ชัด แต่ความจริงไม่เลือกข้างในแง่ที่ อาจจะไม่ชอบแนวทางแบบเพื่อไทย กลัวทักษิณ เกลียดทักษิณมาก มี ไม่ไว้วางใจก้าวไกล มี ไม่เอาทหาร มี แต่ความชัดเจนในจุดยืนและอุดมการณ์ คิดว่า คนจำนวนมากอยากเห็น พรรคอาจจะต้องทำให้ชัดเจนกว่านี้ แล้วตัวนโยบายต้อง wow มาก ๆ ก็จะเป็นตัวแปร”

“คุณจะเข้าแข่งขันโดยไม่มีจุดยืนว่าจะร่วมรัฐบาลที่สนับสนุนทหาร หรือไม่สนับสนุนทหาร ไม่ได้บอกว่าเลือกข้าง อาจจะไปรวมกับพลังประชารัฐ หรือไปรวมกับเพื่อไทย แต่ต้องพูดให้ชัดว่า รัฐธรรมนูญจะเอาแบบไหน ประชาธิปไตย เลือกตั้งแน่นะ ส.ว. 250 คน ไม่เอา ซึ่งยังไม่เห็นพรรคสร้างอนาคตไทยพูดถึงประเด็นเหล่านี้เลย ตอนหาเสียงคุณต้องพูดถึงจุดยืนทางการเมืองให้ชัด ไม่ใช่การเลือกข้าง เพราะต้องไปฟอร์มกันหลังเลือกตั้งอยู่แล้ว”

จุดยืนร่วมรัฐบาล-นั่งรัฐมนตรี

“รศ.ดร.สิริพรรณ” ระบุว่า เมื่อไทยสร้างไทย-สร้างอนาคตไทยและชาติพัฒนากล้า เริ่มจาก policy handicap ไม่มีผลงานเป็นของตัวเอง ไม่ได้มีแบรนด์ แต่เวลาหาเสียง ส.ส.เขตในพื้นที่เป็นคนเอานโยบายของพรรคไปขายด้วย ทำหน้าที่เหมือนเซลส์แมนในพื้นที่ พรรคมีเซลส์แมนมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ war game ที่ใช้ air war เท่านั้น

“พรรคมองว่าได้คะแนนไม่เยอะ สมมุติได้ 5-10 ที่นั่ง เข้าร่วมรัฐบาลได้หมด ไม่ว่าพรรคพลังประชารัฐ หรือว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นรัฐบาลก็ตาม จึงไม่อยากแสดงจุดยืน แต่ก็จะไม่ได้มากกว่าเดิม และจะเข้าไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เพราะการฟอร์มรัฐบาลจะต้องอาศัยพรรคขนาดเล็ก หรือขนาดกลาง

พรรคเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยการสร้างจุดยืนทางการเมือง เพราะรู้ว่าจะมีช่องเข้าไปได้ เช่น พรรคชาติพัฒนากล้า ซึ่งยุทธศาสตร์ใหญ่ คือ การเข้าร่วมรัฐบาล จึงเน้นเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นช่องว่างอยู่ในขณะนี้ และพร้อมที่จะเข้าได้กับทั้งสองฝั่ง”

“ถ้าอยากได้คะแนนเยอะ ต้องหาจุดยืนทางการเมือง”

หาร 100 ขัดรัฐธรรมนูญ 1%

“รศ.ดร.สิริพรรณ” เชื่อว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.-พ.ร.ป.พรรคการเมืองที่ยังค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญพลิกกลับตาลปัตรไปเป็นหาร 500-มีเพียง 1% ที่หาร 100 จะขัดรัฐธรรมนูญ

“โอกาสที่จะกลับไปหาร 500 โดยบัตรเลือกตั้งสองใบเป็นศูนย์ ต่อให้กลับไปหาร 500 บัตรเลือกตั้งสองใบก็จะไม่ทำให้พรรคจิ๋วฟื้นคืนชีพ อภินิหารทางการกฎหมายมีแน่นอน แต่การใช้เหตุผลที่จะสนับสนุนการหาร 500 หาเหตุผลไม่ได้ และไม่ได้ร้องให้กลับไปหาร 500 แต่เป็นการร้องว่า หาร 100 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่”

“โอกาสที่จะหาร 100 จะขัดรัฐธรรมนูญ 1% ซึ่งถ้าเกิดขึ้น ต้องกลับมาเริ่มกระบวนการร่างใหม่ สูตรหาร 500 จึงมีโอกาสกลับมาได้ แต่ต้องใช้เวลาอีก 3 เดือน เกิดขึ้นได้ แต่สุ่มเสี่ยงเกินไป”

“ถ้าไปถึงจุดนั้น ต้นทุนของความไม่สงบและความไม่ชอบธรรมในการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อรักษาอำนาจจะยิ่งสูง ถ้าทำสำเร็จ ผลทางการเมืองในแง่ของระบบเลือกตั้งที่ถูกบิดเบือนจะยิ่งมากกว่านั้น คือ สิ่งที่ต้องคำนวณถึงสมการของความคุ้มค่า”

“หลังการเป็นเจ้าภาพจัดงานเอเปคช่วงเดือนพฤศจิกายน น่าจะได้เห็น พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.ออกมา ช่วงนั้นรัฐบาลจะกลับมาได้เปรียบยาก อาวุธหนักของรัฐบาล คือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กับโครงการคนละครึ่ง อาจจะออกมาอีก เป็นอาวุธหนักอย่างเดียวที่พรรคพลังประชารัฐมี”

“คงไม่กล้ายื้อให้ไม่มีเลือกตั้ง เพราะจะเกิดความวุ่นวายแน่” รศ.ดร.สิริพรรณ ทิ้งบอมบ์