Skip to content

1 ปี 5 จุดเปลี่ยนเพื่อไทย ในกำมือ “ครอบครัวชินวัตร”

26 ต.ค. 2565 | 09:14น.
1 ปี 5 จุดเปลี่ยนเพื่อไทย ในกำมือ “ครอบครัวชินวัตร”

ครบ 1 ปีที่พรรคเพื่อไทยปรับทัพใหญ่ เข็นคน “ชินวัตร” กลับมานำทัพ-นำพรรค เตรียมการเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง

ย้อนไป 28 ตุลาคม 2564 พรรคเพื่อไทย เปิดแคมเปญ “พรุ่งนี้เพื่อไทย : เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน” เปิดตัว “แพทองธาร ชินวัตร” ลูกสาวคนเล็กของนายใหญ่ต่างประเทศ “ทักษิณ ชินวัตร” มานั่งในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พร้อมกับปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ มี “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” เป็นหัวหน้าพรรค

คำกล่าวแรกของ “แพทองธาร” ในวันนั้น ระบุว่า “ไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่ทำงานในฐานะที่ปรึกษาพรรค จะมาทำด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ มาด้วยหัวใจที่อยากจะผลักดันให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสที่มากขึ้นกว่านี้ ส่วนโอกาสที่จะมาทำงานการเมืองต่อหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้ขอเป็นที่ปรึกษาพรรค และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”

“นี่คือก้าวแรกที่ได้เป็นที่ปรึกษาก็ยังตื่นเต้น กลัวทำได้ไม่ดี ขอเอาตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน อย่างอื่นไว้ทีหลัง”

แพทองธารประกาศความตั้งใจจะเข้ามาปฏิรูปใน 3 เรื่อง คือ การศึกษา เทคโนโลยี และส่งเสริมเรื่อง soft power เป็นความคิดที่เสนอให้พรรคไปทำงานต่อเป็นกลุ่มเป็นทีม

1 ปีผ่านไป นับตั้งแต่ “แพทองธาร” มานำพรรค ต่อไปนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนไปในพรรคเพื่อไทย

1.“แพทองธาร” มีตำแหน่งในพรรครวม 3 ตำแหน่ง ตำแหน่งแรก ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม

ตำแหน่งสอง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โดยตั้งเมื่อ 20 มีนาคม 2565 “ครอบครัวเพื่อไทย” เป็นแนวคิดที่พรรคต้องการแก้ปัญหาการปิดกั้นโอกาสการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ต่อมาตั้ง “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เลขาธิการ นปช. เป็นผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย

คอนเซ็ปต์ “อีเวนต์ครอบครัวเพื่อไทย” นอกจากเป็นเวทีให้ “อุ๊งอิ๊ง” โชว์นโยบายรายเดือน ยังให้แคนดิเดตผู้สมัครเลือกตั้ง-ส.ส. หาสมาชิกครอบครัวเพื่อไทยให้ได้เขตละ 2-3 หมื่นคน

“เมื่อเปิดครอบครัวเพื่อไทย ต่อไปนี้ใครจะมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ก็ต้องทำครอบครัวเพื่อไทยมาให้ดู อย่างน้อย ส.ส.เขตต้องมีครอบครัวเพื่อไทยประมาณ 2-3 หมื่นคน วัดเป้าตรงนี้ง่ายนิดเดียว 400 เขตก็ 12 ล้านคน ซึ่งเราบอก ส.ส. ผู้สมัคร ส.ส.มาตลอดว่าอย่าเห็นประชาชนเป็นของตาย” ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มแคร์อธิบาย

ตำแหน่งที่สาม คือ ที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เตรียมการการเลือกตั้งในปี 2566 โดยมีองคาพยพทั้งหมด 55 คน โดยมี “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เลขาธิการพรรค เป็นผู้อำนวยการศูนย์

2.พรรคชินวัตรเต็มรูปแบบ นอกจากมี “แพทองธาร” ขึ้นมานั่งใน 3 ตำแหน่งสำคัญ คอยฉายภาพนโยบายต่าง ๆ ของพรรค ยังมี “พานทองแท้ ชินวัตร” ที่แต่ก่อนเป็นเพียง “สมาชิกพรรค” วันนี้ ได้มาเป็น “ที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย” เคียงข้างน้องสาว รวมถึงการปรากฏตัวทางการเมืองในรอบ 16 ปีของ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์

นอกจากนี้ ศูนย์กลางอำนาจใหญ่ในพรรคปัจจุบันก็คือ “กลุ่มแคร์” ที่มี 4 ประสาน ปรับภาพพรรคให้ทันสมัยขึ้น นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทย หัวเรือใหญ่ด้านนโยบาย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มือคุมการจัดคิวงานอีเวนต์ใหญ่ ๆ ของพรรค ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค-ผู้นำฝ่ายค้าน คุมยุทธศาสตร์การเมือง และ “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” วางแผน-จัดตัวคนลงสมัครรับเลือกตั้ง

มี “ทักษิณ ชินวัตร” หรือพี่โทนี่ คุมการจัดแคร์ทอล์ก ขยายความนโยบายต่าง ๆ ที่พรรคเพื่อไทยประกาศออกไป รวมถึงวิจารณ์การเมือง อยู่ที่มหานครดูไบ เข้าตำรา “อุ๊งอิ๊งคิด…ทักษิณขยายความ” สื่อสารถึงคนทุกกลุ่มทุกชนชั้น

อย่างไรก็ตาม การจัดตัวผู้สมัครลงเลือกตั้งที่ง่าย ๆ ศูนย์อำนาจเมืองไทยก็จัดการได้ ใครอายุเกิน 70 แขวนไว้ในบัญชีรายชื่อแต่เมื่อใดที่ซับซ้อนเป็น “ของยาก” ก็ขึ้นอยู่ศูนย์กลางอำนาจตัดสินใจสุดท้ายที่ “ดูไบ”

3.การเปิดแคนดิเดตนายกฯคนที่ 2 ทั้งนี้ ผ่านไป 1 ปี แคนดิเดตนายกฯ มิได้มีแค่ “แพทองธาร” คนเดียว หากยังปรากฏชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน” ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มาเป็นแคนดิเดตนายกฯคนที่ 2 ด้วยภาพลักษณ์นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ฝีมือการบริหารองค์กร ยังเป็นผู้นำ call out เรียกร้องประชาธิปไตย สนับสนุนคนรุ่นหนุ่ม-สาว

ยิ่งการเมืองผันผวนปั่นป่วน ใกล้เลือกตั้งเท่าไหร่ เราอาจเห็นพรรคเพื่อไทย เร่งเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯคนที่ 2 เร็วขึ้นเท่านั้น

4.เมื่อปัญหาปากท้องเป็นปัญหาใหญ่ พรรคเพื่อไทย เจ้าตำรับนโยบายประชานิยม จึงเปิดชุดนโยบายเศรษฐกิจชุดแรก เมื่อ 9 ตุลาคม 2565 “พรุ่งนี้เพื่อไทย เพื่อรายได้ใหม่ของประชาชน” มีทั้งนโยบาย โคขุนเงินล้าน พักหนี้เกษตรกร จัดหาแหล่งทุน สนับสนุนกรรมสิทธิ์ เปลี่ยนผืนแผ่นดินเดิมจากที่เคยสร้างรายได้ 10,000 บาท/ไร่/ปี เพิ่มเป็น 30,000 บาท/ไร่/ปี

ผุดเขตธุรกิจใหม่ 4 จังหวัด เชียงใหม่ ขอนแก่น กทม. และหาดใหญ่ สงขลา มีแพ็กเกจกฎหมายธุรกิจชุดใหม่ที่ครอบคลุมทุกด้าน เช่น ใบอนุญาต ที่ดินทำกิน การผูกขาดและการแข่งขันทางการค้า การนำเข้าส่งออก แรงงาน วีซ่า ภาษี สิทธิประโยชน์ ธุรกรรมการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญา ระบบยุติธรรม

และนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ OFOP 1 Family 1 Soft Power ที่ชูโดย “แพทองธาร” เป็นรายได้ใหม่ที่เพื่อไทยชูเป็นจุดขาย แม้ว่าหลังงานเปิดตัวจบลง คนไทยพรรคเพื่อไทย ยังแตกเป็น 2 ฝ่ายว่า งานดังกล่าว แป้ก หรือปัง

5.ชนะเลือกตั้ง นับหนึ่งแลนด์สไลด์ นับตั้งแต่พรรคเพื่อไทย ปรับเปลี่ยนคณะ
กรรมการบริหารพรรค มี “แพทองธาร-หมอชลน่าน” นำทัพ ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 4 สนาม

สนามแรก คือ การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. แทน “สิระ เจนจาคะ” จากพรรคพลังประชารัฐ โดย “สุรชาติ เทียนทอง” จากพรรคเพื่อไทย ได้ 29,416 คะแนน เอาชนะนายกรุณพล เทียนสุวรรณ จากพรรคก้าวไกล ที่ได้คะแนน 20,361 คะแนน ส่วนอันดับ 3 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคกล้า 20,047 คะแนน ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ได้อันดับ 4 นางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ได้แค่ 7,906 คะแนน

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนั้น แม้ยังไม่บ่งบอกถึงความหวัง “แลนด์สไลด์” ได้เต็มปาก เพราะเบื้องหลังชัยชนะของ “สุรชาติ” มีเงาของพรรคไทยสร้างไทย ช่วยระดมเสียง

แต่การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคเพื่อไทยก็กวาดที่นั่งในสภา กทม.ได้สูงสุด 20 ที่นั่ง

มาถึงเลือกตั้งซ่อมนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 2 ครั้ง ในฐานที่มั่นอีสาน ทั้งเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ.กาฬสินธุ์ เมื่อ 16 สิงหาคม 2565 คนของพรรคเพื่อไทย คือ “เฉลิมขวัญ หล่อตระกูล” ชนะขาดลอยแบบแลนด์สไลด์ ได้คะแนน 249,093 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 2 กว่า 90,000 คะแนนเสียง โดย “เฉลิมขวัญ” ติดรูปคู่อุ๊งอิ๊งในการหาเสียง

ชัยชนะครั้งต่อมา เกิดขึ้นเมื่อ 25 กันยายน 2565 “นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์” ชนะการเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่ง “อุ๊งอิ๊ง” ยกขบวนไปช่วยหาเสียง

พรรคเพื่อไทยจึงหวังว่า จะส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 ครั้งนั้น “ประเสริฐ” เลขาธิการพรรค วิเคราะห์ว่า

1.ประชาชนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การที่นายเศกสิทธิ์ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด และชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ สะท้อนให้เห็นว่า พี่น้องประชาชนไม่ต้องการตัวแทนที่มาจากผู้มีอำนาจในปัจจุบันอีกต่อไป

2.สังคมไทยมีความคาดหวังอยากได้ผู้นำประเทศคนใหม่จากการเลือกตั้ง เพราะตลอด 8 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้นำที่มาจากเผด็จการและสืบทอดอำนาจ ไม่มีความรู้ความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ทั้งปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาปากท้อง การทุจริตคอร์รัปชั่น

“ประชาชนหมดความอดทนแล้ว อยากให้เกิดการเลือกตั้ง อยากเลือกผู้นำที่เป็นความหวังให้กับพวกเรา ประชาชนจึงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างล้นหลาม พรรคเพื่อไทยขอขอบคุณชาวร้อยเอ็ด ที่ส่งสัญญาณความต้องการอยากเปลี่ยนแปลง อยากจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

เป็น 5 ตัวอย่างใน 1 ปี ที่ “แพทองธาร” ถือธงเพื่อไทย และ “ชินวัตร” คุมทัพเบ็ดเสร็จ-สะเด็ดน้ำ