เพื่อไทย นับถอยหลังแลนด์สไลด์ เข็น “แพทองธาร” ขายนโยบายรายเดือน

เพื่อไทย
 รายงานพิเศษ

ทันทีที่รู้ผลการเลือกตั้งซ่อมนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด ที่คนของพรรคเพื่อไทย คือ เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ คว้าเก้าอี้ นายก อบจ.มาครอง ทิ้งอันดับสอง จุรีพร สินธุไพร ผู้สมัครอิสระ ไปกว่า 1.7 แสนแต้ม

พรรคเพื่อไทย จึงประกาศศักดา “ชนะแลนด์สไลด์” อีกครั้ง ต่อเนื่องหลังจากชนะการเลือกตั้งซ่อม นายก อบจ.กาฬสินธุ์ เมื่อ 14 สิงหาคม โดยนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล ชนะห่างคู่แข่งแชมป์เก่า ชานุวัฒน์ วรามิตร ไปถึง 98,650 แต้ม

ในทุกเวทีของพรรคเพื่อไทย จึงยกเหตุการณ์แลนด์สไลด์มาปลุกขวัญกำลังใจแฟนคลับให้การเลือกตั้งที่จะถึงในวันข้างหน้า เลือกพรรคเพื่อไทยแบบแลนด์สไลด์ เอาชนะขั้วอำนาจปัจจุบัน

หากนับจากวันที่ 24 กันยายน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เข้าสู่โหมดนับถอยหลังครบเทอม 180 วัน ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กาปฏิทินไว้แล้วว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 หากไม่มีอุบัติเหตุการเมือง

พรรคเพื่อไทยจึง “นับถอยหลัง” เข้าสู่โหมดเลือกตั้งไม่ต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ โดยใช้ “อีเวนต์” ครอบครัวเพื่อไทย ในการหาเสียง-หาคะแนน แม้จะสะดุดชั่วคราวจากประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ไม่คลุมเครือ อะไรทำได้-ทำไม่ได้ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ 180 วัน รวมถึง “ภาระค่าใช้จ่าย” ในการจัดอีเวนต์ ที่จะต้องนำมารวมในการเลือกตั้งในวันข้างหน้า

ฉากทัศน์แลนด์สไลด์

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์ปัจจัยที่พรรคเพื่อไทยจะชนะแลนด์สไลด์ บนฐานชัยชนะนายก อบจ.ที่ จ.ร้อยเอ็ด ว่า

1.ประชาชนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การที่นายเศกสิทธิ์ ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด และชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ สะท้อนให้เห็นว่า พี่น้องประชาชนไม่ต้องการตัวแทนที่มาจากผู้มีอำนาจในปัจจุบันอีกต่อไป

2.สังคมไทยมีความคาดหวังอยากได้ผู้นำประเทศคนใหม่จากการเลือกตั้ง เพราะตลอด 8 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้นำที่มาจากเผด็จการและสืบทอดอำนาจ ไม่มีความรู้ความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ทั้งปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาปากท้อง การทุจริตคอร์รัปชั่น

“ประชาชนหมดความอดทนแล้ว อยากให้เกิดการเลือกตั้ง อยากเลือกผู้นำที่เป็นความหวังให้กับพวกเรา ประชาชนจึงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างล้นหลาม พรรคเพื่อไทยขอขอบคุณชาวร้อยเอ็ด ที่ส่งสัญญาณความต้องการอยากเปลี่ยนแปลง อยากจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

“การชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ หมายถึงเสียงของพี่น้องประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในอนาคต พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะทำงานหนักให้พี่น้องประชาชน เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นนิมิตหมายที่ดีให้กับพรรคเพื่อไทย แต่เราจะไม่ประมาท จะยังคงมุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป”

Advertisement

“ประเสริฐ” คาดคะเนฉากทัศน์เลือกตั้ง “แลนด์สไลด์” ย่อม ๆ ของพรรคเพื่อไทย ขณะลงพื้นที่งานครอบครัวเพื่อไทย ที่ จ.เชียงใหม่ โดยยกตัวอย่าง เชียงใหม่ 10 เขต เชียงราย 8 เขต พรรคเพื่อไทยน่าจะกวาดทั้งหมด รวมถึงภาคเหนือตอนล่าง และอีสานเหนือ โดยให้เหตุผลว่า ฝ่ายตรงข้ามไม่มีตัวแข็ง ที่จะมาแข่งกับพรรคเพื่อไทย

อุ๊งอิ๊งชูโรงขายนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ตัวชูโรงของพรรคเพื่อไทย บนเวทีครอบครัวเพื่อไทย เป็นคนอื่นไปไม่ได้ นอกจาก อุ๊งอิ๊ง “แพทองธาร ชินวัตร” ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่ต้องมาพรีเซนต์เปิดนโยบายของพรรค โดยตามแผนเดิมงานครอบครัวเพื่อไทย จะจัดขึ้นเดือนละ 1 ครั้ง ก่อนสะดุดกฎเหล็ก กกต. แพทองธาร ถึงกับกล่าวว่า “เวทีถี่มาก ซ้อมไม่ทัน”

ทว่านโยบายที่ประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ คือ นโยบายด้านการเกษตร ประเทศไทย 40% ของคนไทย เป็นเกษตรกร แต่เราได้รายได้การเกษตรแค่ 8% ของจีดีพี เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง นโยบายของเราต้องเอาตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อประชาชนจะได้ไม่ต้องเหนื่อย ทำไร่ ทำนา ทั้งปีแต่ขายไม่ออก

เราต้องเอาตลาดขึ้นมานำว่า ปีนี้จะปลูกอะไร อะไรขายได้ดี ตนมีที่ปรึกษาทางการตลาดสำคัญ คนที่คุณก็รู้ว่าใคร เชื่อฝีมือการตลาดของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพื่อให้พี่น้องขายสินค้า ผลิตมาแล้วไม่ค้างสต๊อก ไม่ต้องเสียค่าการผลิต 1 บาท 2 บาท

อาสาเป็นเซลส์แมนขายสินค้าในต่างประเทศ พอจะฟุด ฟิด ฟอ ไฟภาษาอังกฤษได้บ้าง และจะนำนวัตกรรมมาส่งเสริมคาดคะเนว่า อากาศวันนี้ขายได้ ไม่ได้ เป็นอาวุธทางการเกษตร เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ต้องมีศักดิ์ศรีในชีวิต ถ้าเราทำได้ตามกระบวนการทั้งหมด เกษตรกรที่มีรายได้ 1 หมื่นบาท/ไร่/ปี จะขึ้นเป็น 3 หมื่นบาทได้ไม่ยาก จะสร้างเงินจากดิน ไม่ให้ดินดูดเอาเงิน เอาแรงของเกษตรกรไปหมด

นโยบายหนึ่งครอบครัว หนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ คือการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมดในการหาเงิน พรรคเพื่อไทยเชื่อในศักยภาพ แต่ขาดแค่โอกาสพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มระบบ แรงงานมูลค่าจากซอฟต์พาวเวอร์จะมีมูลค่ามากกว่าแรงงานอื่น เช่น ลิซ่า แบล็กพิงค์ และบัวขาว เราต้องพัฒนาศักยภาพ คนไทยสามารถปรับเปลี่ยนเข้ากับวัฒนธรรมอื่น ๆ เป็นคุณสมบัติพิเศษ ตอนนี้ไม่มีใครสู้ด้วยฮาร์ดพาวเวอร์ อาวุธ รถถัง เรือดำน้ำ แต่สู้ด้วยซอฟต์พาวเวอร์

หามา 1 คน ต่อ 1 ครอบครัว 20 ล้านคน เอามาเจียระไน ฝึกฝนให้มีคุณภาพระดับสากล ให้พ้นจากความยากจน ให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ดังนั้น ขอให้ไปลงชื่อในเว็บพรรคเพื่อไทย สมัคร 1 ครอบครัว soft power ถ้าเราเป็นรัฐบาล เราจะเอาข้อมูลทั้งหมด ส่งมอบให้รัฐบาลทันที เพื่อแบ่งแยกว่าใครถนัดด้านอะไร ซึ่งเราพร้อมทำทันที และรัฐจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด 20 ล้านคนจะทำให้ครอบครัวของเขามีกินมีใช้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี

นโยบายทำให้ประเทศไทยเป็นอิสรเสรีในด้าน free zone มากขึ้น เพราะมีกฎหมายต่าง ๆ ที่ block ศักยภาพ หรือมีเงื่อนไขเยอะในการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็น free zone และให้ต่างชาติมาลงทุนกับเราได้มันน้อยเกินไป จึงอยากนำมาเปลี่ยนแปลง

นโยบายเร่งฟื้นธุรกิจโรงแรม เพราะเมืองไทยมีประเทศที่สวยงามอยู่แล้ว แต่อยากจะทำให้มากขึ้นไปอีก ไม่เอาแค่ความสวยงามแบบ sun sand sea แล้ว อยากให้มี human made ขึ้นมา เหมือนสิงคโปร์ เกาหลี เราต้องสร้างสิ่งที่ไม่ต้องอาศัยธรรมชาติอย่างเดียว ถ้าวันหนึ่งเจอภัยธรรมชาติ ทุกอย่างก็จะจบ ถ้าทำอันนี้ได้ มองเห็นอัตราเงินที่เข้าประเทศจะมีเยอะมาก ทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และสิ่งที่เป็น man made

นโยบายรื้อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม “แพทองธาร” บอกว่า ทุกอย่างต้อง fair game ทุกคนใช้กฎเดียวกัน สิ่งที่เราทำไม่ได้ คนอื่นก็ต้องทำไม่ได้ หรือสิ่งที่เราทำไม่ได้ คนอื่นก็ต้องทำไม่ได้ อันนี้ต้องทำให้เป็นกลางให้ได้ และไม่มีการแทรกแซงเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่คิดในใจเสมอ

อยากให้จับมือกันทั้งในรัฐบาลและเอกชน อย่างภาคเศรษฐกิจ ธุรกิจ ต้องใช้เอกชนด้วยในการที่มาถกเถียง ใช้สมอง ระดมสมองร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่สามารถใช้รัฐอย่างเดียวได้ ต้องอาศัยทุกคนในประเทศ

สำหรับนโยบายพา “ทักษิณ” กลับบ้านนั้น แพทองธารบอกว่า นักโทษทางความคิด พวกคนที่ถูกข้อหาทางการเมือง อิ๊งว่าต้องผ่านกระบวนการที่ยุติธรรมก่อน ไม่ใช่แค่คุณทักษิณคนเดียว ที่ไม่ได้รับความยุติธรรมในเรื่องนี้ มันก็ต้องแก้ตรงนั้นก่อน

(กระบวนการยุติธรรม) ต้องถูกแก้อยู่แล้วนะคะ จะมีคุณทักษิณกลับมาหรือไม่ มันต้องถูกแก้อยู่แล้ว เพราะมันเป็นกระบวนการยุติธรรมที่มีปัญหา เหมือนกับเรียงลำดับความสำคัญ ถ้าสมมติเพื่อไทยเป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยก็ต้องเป็นตัวจัดตั้งในการแก้ปัญหา เรื่องกระบวนการยุติธรรมก็ต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน ไม่ว่าอิ๊งจะเป็นแคนดิเดตนายกฯหรือไม่

นโยบายมาจากปัญหาประชาชน

ระหว่างที่ “แพทองธาร” นำทัพครอบครัวเพื่อไทย ทักทายประชาชนที่ตลาดสันกำแพง จ.เชียงใหม่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” แกนนำสายบู๊ของพรรค ในหมวกที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกฐานคิดนโยบายที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า

ฐานคิดนโยบาย มาจากฐานความต้องการของประชาชน เรากำลังดูว่าวันนี้ปัญหาของประชาชนที่รุนแรงมีอยู่กี่เรื่อง อะไรคือสิ่งที่เขาอยากได้ที่สุด และจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเขา แล้วเรามาดูว่าจะนำเสนออย่างไร อาจจะ 3 เรื่อง 5 เรื่องก็โอเคแล้ว เพราะจริง ๆ อาจจะมี 10 เรื่อง 100 เรื่อง แต่ก็ยังไม่ต้องนำเสนอ

เช่น เรื่องพักหนี้ หลายเรื่องเป็นเรื่องเก่า เหมือนกับวนกันไม่จบ แต่เมื่อไม่จบก็ต้องเอามาทำ ถ้าตอนนี้มีปัญหาเรื่องหนี้ ก็ต้องพักหนี้ เมื่อมีพักหนี้ส่วนหนึ่ง ก็จะต้องดูว่าจะทำอย่างไรที่จะเพิ่มเงินทุน เพิ่มผลผลิต ต้องดูทีละตัว หรือเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ ก็เป็นเรื่องที่จะนำไปสู่การสร้างรายได้

นโยบายลด-แลก-แจก-แถม จะยังมีเยอะเหมือนยุคประชานิยมหรือไม่ ภูมิธรรมตอบว่า “ไม่เยอะหรอก แต่บางเรื่องจำเป็นต้องทำ พอทำ (พรรคอื่น) ก็ทำเหมือนกันหมด”

ส่วนเรื่องการเมืองภาพใหญ่ ถึงระดับยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศนั้น ภูมิธรรมบอกว่า พรรคเพื่อไทยก็จับตา แต่ทั้งหมดต้องรอวันที่ยุบสภาจะได้พูดเรื่องที่จำเป็นต้องพูด เพราะในความเป็นจริงมีปัญหาที่คนจ้องก๊อบปี้มันเยอะ

ขณะเดียวกันมีลูกน้อง “ทักษิณ ชินวัตร” ศิษย์ก้นกุฏิพรรคไทยรักไทย กระจัดกระจายไปเป็นคู่แข่งพรรคเพื่อไทย หวั่นใจคู่แข่ง “หน้าเก่าบนสังเวียน” เพียงแต่เปลี่ยนเสื้อคลุม ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ “ภูมิธรรม” ไม่หวั่น

“หวั่นทำไม เพราะเป็นวิถีทางการเมืองเพราะทุกคนก็แสวงหาทางเลือกทางรอดของตัว แต่พรรคเพื่อไทยดำรงจุดมุ่งหมายในสิ่งที่ตนเองคิด ยืนอยู่บนจุดยืนของตัวเองและเดินหน้าทำงาน ดังนั้นจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่อยู่กับพรรคเพื่อไทยมาก็ไม่ได้หายไปไหน”

“นโยบายที่สำเร็จในอดีต เป็นการระดมความคิดในพรรคไทยรักไทย คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนคิดนโยบายเพียงคนเดียว แต่มาจากการคิดของคนหลาย ๆ หัวในพรรคมากกว่า”

นับถอยหลัง 180 วัน พรรคเพื่อไทย เตรียมแผนแลนด์สไลด์ “เอาจริง” กับการเลือกตั้ง การส่ง “แพทองธาร” มาเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย-การปรากฏตัวทางการเมืองของ “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” ในรอบ 16 ปี ที่แกนนำพรรคบอกว่า จะทำให้ ส.ส.ที่คิดจะออกจากพรรค ต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” ไม่กล้าออก

ยังมีคนนัดมาโชว์ตัวต่อหน้า หัวหน้าพรรค-เลขาฯพรรค ไปถึงขั้นให้ผู้มีบารมีนอกพรรคตัดสินใจ เพื่อขอลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทยอยู่เป็นระยะ โดยมีภาพเป็นคนรุ่นใหม่ และมีธุรกิจในท้องที่ แทนคนแก่-เก่า ที่อาจถูกดันขึ้นบัญชีรายชื่อ หรือเตรียมย้ายพรรค

แม้คนที่เตรียมออกจากพรรคเพื่อไทย ไปอยู่พรรคอื่น จะบอกว่า “คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า” ก็ตาม