เศรษฐา ทวีสิน ไม่สน “ชูวิทย์” ขู่แฉเบื้องหลัง ไม่ค้าความ ขอเป็นศัตรูความจน – เหลื่อมล้ำ ลุยพื้นที่ชุมชนคลองเตย รับปากฟื้นเศรษฐกิจ
วันที่ 8 มีนาคม 2566 ที่มูลนิธิครูประทีป ชุมชนคลองเตย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยพร้อมด้วยแกนนำพรรคเพื่อไทย เข้ารับฟังปัญหาจากผู้นำชุมชนเขตคลองเตยในชุมชน 70 ไร่ ทั้งนี้ ตัวแทนชุมชนเรียกร้องให้นายเศรษฐา หากได้เป็นนายกฯ ช่วยพัฒนาชุมชนคลองเตย ทำอย่างไรให้คนคลองเตยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
พร้อมเสนอว่า เศรษฐกิจของชุมชนคลองเตยมีแต่ซึมเศร้า พอถึงเวลา 1 ทุ่มก็เงียบหมด ควรจะทำเป็นตลาดน้ำเหมือนที่อื่นให้ชุมชนอยู่ได้ และขอเรียกร้องให้มีถนนคนเดินในชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนได้ค้าขาย ส่วนเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชุมชนคลองเตยนั้น ทำอย่างไรให้เด็ก คนจน ชายขอบ เรียนฟรี มีความสุข มีความรู้ และมีงานทำ ไม่ใช่จบมาแล้วตกงานมารวมกัน จะทำให้มีคุณภาพชีวิตได้อย่างเท่าเทียมอย่างไร
ด้านนายเศรษฐา กล่าวว่า ตนอยู่ในพื้นที่แค่ 15 นาทีก็รู้สึกถึงความอัดอั้นตันใจ ทั้งนี้ เรื่องที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องซับซ้อน ขอรับข้อคิดเห็นเพื่อนำไปแก้ปัญหา เรื่องค่าแรงไม่ได้เป็นเรื่องของความบังเอิญ แต่เป็นนโยบายพรรคเพื่อไทย ตนเองมั่นใจถ้าเราได้ฉันทามติจากพี่น้องบริหารประเทศ เชื่อว่าค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาททำได้
คนที่ใช้แรงงาน คนเย็บเสื้อ คนทำความสะอาด ผู้มีรายได้น้อย สังคมต้องการ ต้องได้รับค่าแรงที่เหมาะสม เรื่องการสร้างรายได้ เราต้องการให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่ำเฉลี่ย 5% เรื่องควบคุมค่าใช้จ่าย ลดรายจ่าย เช่น ค่าไฟ จะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะมาทำเมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศ
“วันนี้มาให้ความมั่นใจว่ามีเจ้าหน้าที่พรรคระดับสูงมารับฟังปัญหา เมื่อได้คุยในพรรคแล้วจะขอให้มีการรับฟังปัญหาแบบนี้อีกหนเพื่อบอกรายละเอียดว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ แต่ขอให้มั่นใจพรรคเพื่อไทย” นายเศรษฐา กล่าว
นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า “ส่วนเรื่องการศึกษา มีแต่การพูดว่าการศึกษาไม่ดี ด้อยค่าการศึกษาไทย แต่ผมประหลาดใจที่ไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไรเลย มีแต่บ่น ไม่ได้เสนอทางออกแก้ไขปัญหาออย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผมเบื่อหน่าย เราลุกขึ้นมาทำโครงการ zero dropout ของบริษัทแสนสิริ บริจาคเงิน 100 ล้านบาท นำคนที่อยู่นอกระบบการศึกษากลับเข้ามาอยู่ในระบบ”
สำหรับเรื่องหารายได้เข้าประเทศนั้น เป็นนโยบายหลักของเพื่อไทย รัฐบาลค้าขายกับต่างประเทศน้อยมาก ไม่ได้เอาสินค้าของเราออกไปขาย เชื่อว่าหากพรรคเพื่อไทยเข้ามา เรื่องการค้าต่างประเทศจะสำคัญในลำดับต้น ๆ
ด้านนายนวธันย์ ธวัชวงศ์เดชากุล ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. คลองเตย กล่าวว่า ในฐานะเด็กคลองเตยตั้งแต่กำเนิด ปี 2549 อยู่เบื้องหลังพรรคไทยรักไทย เราไม่มีผู้แทนตั้งแต่ศิธา ทิวารี คือ ส.ส.คนสุดท้าย เราขาดการดูแลเอาใจใส่ 17 ปี ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ตนจะเป็นตัวแทนนำนโยบายที่หาเสียงไว้ ไปกดดันคนในพรรคให้ทำตามที่หาเสียงไว้แน่นอน
ต่อมานายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เป็นการลงพื้นที่ครั้งแรก และขอบคุณทีมงานที่ทำให้ตนได้มาลงพื้นที่และรับฟังปัญหา พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้นำชุมชนที่มีความคับแค้นใจในท้องที่
ทั้งนี้ ปัญหาของคนชุมชนคลองเตยมีทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย ปัญหายาเสพติด ปัญหาเรื่องสุขภาพ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสูง ปัญหาเยอะแยะไปหมด ซึ่งปัญหาใดที่สามารถทำได้ก็จะทำไปก่อน ปัญหาที่จำเป็นของคนคลองเตยได้สะท้อนกลับมานั้นเ ป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องมีการแก้ไขไปพร้อมกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า พื้นที่เขตคลองเตยมีหลายพรรคการเมืองได้ส่งผู้สมัครลงแข่งกัน พรรคเพื่อไทยจะมีจุดเด่นเรื่องใดเพื่อให้คนคลองเตยได้เลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า เราตอบแทนพรรคการเมืองอื่นไม่ได้ แต่พรรคเพื่อไทยมีนายนวธันย์ ธวัชวงศ์เดชากุล (บิ๊กเบญ) ว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.เขตคลองเตย อยู่ในพื้นที่มา 17 ปีและไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องประชาชน
และยังเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย นโยบายพรรคเป็นเรื่องหลัก โดยนโยบายคิดใหญ่ ทำเป็น เราเคยทำมาก่อน หวังว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้กลับมาทำอีกครั้ง
ส่วนหลังจากนี้จะลงพื้นที่หาเสียงกับพรรคเพื่อไทยในทุกจังหวัดทุกพื้นที่หรือไม่นั้น ตนจะพยายามไปให้ครบทุกพื้นที่ ทุกเวที ทุกจังหวัด ในขั้นตอนแรกขอลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาเพื่อที่จะได้รวบรวมข้อมูลมาถกกันในพรรคเพื่อหาทางแก้ไข นโยบายจะทยอยคลอดออกมาเรื่อยๆ
“ในส่วนผมและพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าทำเต็มที่ เพราะช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ประสบปัญหาเยอะเหลือเกินทั้งเศรษฐกิจสังคมหลายๆ มิติ” นายเศรษฐากล่าว
เมื่อถามว่า กทม.จะแลนด์สไลด์หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ฝากไว้เป็นคำตอบที่ประชาชน หน้าที่ของตนและพรรคเพื่อไทย คือนำเสนอนโยบายที่มั่นใจว่าจะโดนใจประชาชน

ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้กำลังใจด้วยนั้น นายเศรษฐากล่าวยอมรับว่า รู้จักกับนายชูวิทย์ แต่ไม่ใช่แค่ชูวิทย์คนเดียว เพื่อนฝูงคนที่รู้จักก็ให้กำลังใจ และหวังว่าจะเป็นตัวของตัวเอง รักษามาตรฐานที่ตัวเองทำไว้ ก็ต้องคอยดูกันต่อ
เมื่อถามว่า กังวลกับบทบาทนักแฉของนายชูวิทย์ หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เป็นหน้าที่ของท่าน(ชูวิทย์) แต่ละคนก็มีหน้าที่ต่างกันไป ณ วันนี้ตนมีหน้าที่ในฐานะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย มาช่วยให้คำแนะนำ น.ส.แพทองธาร และมาช่วยด้านนโยบาย ซึ่ง น.ส.แพทองธาร ตั้งครรภ์มา 7 เดือนและจะเข้าเดือนที่ 8 แล้ว ตนคงลงพื้นที่มากยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นการกวดวิชาในระยะเวลาที่สั้น แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
“ผมเป็นนักธุรกิจมาก่อน การเข้ามาสู่มิติใหม่ในช่วงชีวิตนี้ ถ้าผมจะบอกว่าไม่กลัวเลยคงเป็นการโกหก แต่ผมว่าถึงเวลาแล้ว หน้าที่ที่ผู้ชายคนหนึ่งสะสมประสบการณ์มา 30 กว่าปี อยากที่จะนำเสนอตัวเองในพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่มีนโยบายตรงใจประชาชนมาโดยตลอด ผมก็มั่นใจจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ก็ขอโอกาสแล้วกัน” นายเศรษฐากล่าว
เมื่อถามว่า มั่นใจจะชี้แจงได้ทุกคำถาม นายเศษฐา กล่าวว่า ก็จะพยายามครับ
เมื่อถามถึงกรณีที่นายชูวิทย์ เปิดชื่อ “เบ้ง” (นายทศพงศ์ จารุทวี) อยู่เบื้องหลังแสนสิริ นายเศรษฐา กล่าวว่า “คุณเบ้งไม่ได้เกี่ยวกับแสนสิริครับ คุณทศพงศ์เป็นคู่เขยผมครับ รู้จักกันมานาน 30 กว่าปี ผมเป็นนักธุรกิจมานาน 30 กว่าปี รู้จักคนเยอะครับ”
เมื่อถามว่าจะกระทบกับแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการวางตัวของผม ฝากช่วยดูแล้วกันว่า ตรงไหนมีความไม่เหมาะสมหรือเปล่า
เมื่อถามว่า ถ้าไม่เป็นความจริงจะมีการฟ้องร้องหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่หรอกครับ ไม่ได้มาค้าความ ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ศัตรูของผมคือความยากจน ความเหลื่อมล้ำ อย่างที่เคยบอกไปแล้ว วันนี้ก็จะทำให้ดีที่สุด ยืนยันจะพยายามทำงานให้หนัก รวบรวมให้เพียงพอ ตอบโจทย์ของประชาชน”