Skip to content

วิบากกรรมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ สารพัดเกม 30 วัน ขั้วประยุทธ์ปะทะขั้วก้าวไกล

14 มิ.ย. 2566 | 10:45น.
วิบากกรรมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ สารพัดเกม 30 วัน ขั้วประยุทธ์ปะทะขั้วก้าวไกล
คอลัมน์ : Politics policy people forum

หลังเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม ผ่านพ้นไป 30 วัน ฝุ่นยังตลบคละคลุ้งไปทั่วกระดาน

พรรคก้าวไกลที่ได้เสียงมากอันดับหนึ่ง แบบไม่ทันตั้งตัว เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ดัน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกรัฐมนตรี ร่วมกับพรรคการเมืองพันธมิตร อีก 7 พรรค 312 เสียง ทว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ต้องเผชิญหน้ากับขวากหนามสารพัด

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลปัจจุบัน แม้จะแพ้แต่ใช้ความเงียบสยบความเคลื่อนไหว รอจังหวะทีเด็ดทีขาด เพื่อสำแดงฤทธิ์

2 ลุงในความเงียบ

ผ่านมา 1 เดือนเต็ม ยังไม่มีสัญญาณ “ถอย” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร ผู้ถือดุลอำนาจการเมืองปัจจุบัน และถือความได้เปรียบ

กำเสียงสมาชิกวุฒิสภา 250 คนไว้ในมือ ใช้ความเงียบ สะกด-สยบทุกความเคลื่อนไหว

6 มิถุนายน 2566 ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีจบสิ้นลง พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ ถึงข่าวล่ำข่าวลือ เรื่องการดีลจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ที่มีขั้วรัฐบาลเดิม ประสานกับพรรคต่างขั้วคือ พรรคเพื่อไทย ที่ได้อันดับสอง 2 ในการเลือกตั้ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอย่างมีนัยยะสำคัญว่า “ไม่ทราบ ผมไม่ทราบ ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการเมือง เรื่องการเป็นรัฐบาลไม่ใช่เรื่องของผม นั่นเป็นกลไกที่จะพูดกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายที่มีอยู่ ผมไม่เกี่ยว”

“ผมเป็นรัฐบาลรักษาการดูแลพี่น้องประชาชนของเรา และขับเคลื่อนแผนงานโครงการต่าง ๆ ที่ทำได้ เพราะประชาชนมีความเดือดร้อนอยู่หลาย ๆ มิติด้วยกัน ดูแลประชาชนดีกว่า อันนั้นการตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของกระบวนการก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการ”

ส่วนความหวังที่จะกลับมาเป็นนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่มี ใจ เลย ในใจ นอกใจไม่มีอะไรทั้งสิ้น ทำไมจะต้องหาคำตอบอันนี้ให้ได้เลยนะ”

พล.อ.ประยุทธ์ จะไปต่อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามนักข่าวว่า “แล้วผมไปได้หรือไม่ ไปได้ไหมเล่า ผมยังไม่เห็นโอกาสเลย ท่านเห็นยังไงล่ะ จะไปได้ยังไง”

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ยังต้องอยู่รักษาการ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 169 แต่มีเงื่อนไขห้ามทำอยู่ 3 ข้อ หลังเลือกตั้ง

1.ห้ามอนุมัติงานหรือโครงการ ที่ก่อภาระผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ยกเว้นกรณีที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีอยู่แล้ว

2.ห้ามการแต่งตั้งโยกย้ายหรือถอดถอนบุคลากรของรัฐ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน

3.ห้ามอนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน

รัฐบาลรักษาการ สามารถอยู่ได้จนถึงมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งนาทีนี้ยังไม่รู้ว่าจะอยู่อีกกี่เดือน แต่อย่างน้อย การสับเปลี่ยนกำลังในกองทัพ ตำแหน่งสำคัญ ๆ ไว้รับมือหากถึงวันที่ลงจากหลังเสือ ไม่ให้เสือมาแว้งกัด ก็ยังอยู่ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

อีกทั้งรัฐบาลขั้วปัจจุบันอย่าง พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ยังแพ็กกันไว้แน่น

ส่วน พล.อ.ประวิตร อยู่ในที่ตั้ง ปล่อยลูกหาบในพรรคพลังประชารัฐ “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” จอมขุดบัญชีการเมืองเปิดหน้าท้าชนก้าวไกล ชงเรื่อง “หุ้นไอทีวี” ของ “พิธา” ขึ้นสู่การพิจารณาของ กกต.

เป็น “ต้นเรื่อง” ที่พรรคก้าวไกลปักหมุดว่า มีขบวนการสมคบคิดอยู่เบื้องหลัง

การเดินหมากบนกระดานการเมือง ยังเดินไปด้วยความรัดกุม

พิธา ในกับดักสังหารการเมือง

แม้ว่าได้เสียงข้างมากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 312 เสียง แต่โอกาสที่จะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของ “พิธา” ยังลูกผี-ลูกคน

ด้านหนึ่ง พิธา-พรรคก้าวไกล รวบรวมเสียงข้างมาก 8 พรรค มีพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคอันดับสอง ตามด้วยพรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย เสรีรวมไทย พรรคเป็นธรรม พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคพลังสังคมใหม่ เซ็น “เอ็มโอยู” จัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน

พร้อมตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่าน ขึ้นมายกร่างนโยบายพรรคร่วมรัฐบาล บวกกับ 14 คณะย่อย

แต่อีกด้าน ปมหุ้นสื่อไอทีวี ก็เป็น “วิบากกรรม” ในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อ “นักร้อง” เรืองไกร ยื่นให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติของ “พิธา” ว่า ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้น โดยยื่นพยานหลักฐาน-เอกสารให้ กกต.ไปพิสูจน์ 3 ข้อ 1.คุณสมบัติการสมัครเป็น ส.ส. 2.คุณสมบัติการเป็นแคนดิเดตนายกฯ และ 3.คุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรค โยงถึงหัวหน้าพรรค

ยื่นคำร้องต่อ กกต.ครั้งแรกเมื่อ 10 พฤษภาคม ก่อนการเลือกตั้ง 4 วัน โดยที่ไม่มีใครคาดว่าพรรคก้าวไกลจะชนะเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง

พลันที่ “พิธา” และพรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้ง สารพัดกับดักทางการเมืองก็ขวางไม่ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

แม้วันที่ 9 มิถุนายน 2566 ที่ประชุม กกต. มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 เสียง ไม่รับคำร้องกรณี “พิธา” เรื่องถือหุ้นสื่อจำนวน 3 คำร้อง เพราะเรืองไกรยื่นร้องเรียนเกินกรอบเวลากำหนด

แต่ขณะเดียวกันให้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็น “ความปรากฏ” ว่าอาจมีการถือหุ้นสื่อจริง จึงสั่งให้สืบสวนไต่สวนต่อไปว่า “พิธา” เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามแต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่

หาก “พิธา” รู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติการเป็น ส.ส. แต่ยังลงสมัคร ต้องเผชิญโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท ตัดสิทธิการเมือง 20 ปี

เมื่อพิษหุ้นสื่อยังเคลียร์ให้พ้นทาง อาจเป็นไปได้ว่า หลังจาก กกต.รับรอง ส.ส.ครบ 95% อย่างเป็นทางการ เมื่อมีการเปิดสภา ส.ส. และ ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของแต่ละสภา โดยใช้ ส.ส. 50 คน ในการเข้าชื่อ หากเป็น ส.ว.ใช้เพียง 25 คน ในการเข้าชื่อ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของ “พิธา”

หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ไม่ว่า “พิธา” จะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่คำร้องนี้อาจส่งผลสะเทือนถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที

เมื่อคุณสมบัติของ “พิธา” ยังไม่เคลียร์ เปิดช่องให้ ส.ว. เทคะแนน “งดโหวต” หรือ “งดออกเสียง” แค่นี้ก็เพียงพอที่ทำให้ “พิธา” ไปไม่ถึงฝัน

ในเวลานี้คดีหุ้นสื่อของ “พิธา” ก็เคลื่อนเข้าสู่ประเด็นที่ มีการเปิดเผยคลิปเสียงการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของ “ไอทีวี” ถูกพรรคก้าวไกล จับพิรุธว่าคลิปบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น กับ เอกสารบันทึกการประชุม และแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ที่ไอทีวียื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเรื่องวัตถุประสงค์ประกอบกิจการ และแผนธุรกิจใหม่

ซึ่งพรรคก้าวไกลตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการขบวนการฟื้นคืนชีพไอทีวี จากบริษัทที่ “ถูกแช่แข็ง” หยุดประกอบกิจการเพราะอยู่ระหว่างคดีการฟ้องร้องกับสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มาเป็นบริษัทที่เตรียมประกอบธุรกิจสื่อ เพื่อเล่นงาน “พิธา” โดยเฉพาะ

พิธา-ก้าวไกล ยังอยู่ในมรสุม เส้นทางการเป็นรัฐบาลยังเต็มไปด้วยขวากหนาม แม้ผ่านการเลือกตั้งมา 1 เดือน

พท.-ปชป.รื้อพรรค

พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ช็อกไปตามกัน หลังผลการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม ออกมา คนในพรรคเพื่อไทย ถึงกับ “ทำใจไม่ได้” เมื่อแพ้คู่แข่งในลู่เดียวกันคือ พรรคก้าวไกล

30 วันผ่านไป ต้องผ่าตัดโครงสร้างภายในโดยด่วน ส่ง “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เข้ามา disrupt พรรคอีกหน

ตั้งแต่วิธีการลงพื้นที่ วิธีการหาเสียง การใช้โซเชียลมีเดียลงละเอียดรายบุคคล เพื่อตีตื้นพรรคก้าวไกลให้ได้ อีกด้านหนึ่งก็เตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่เป็น “รัฐบาล” หาก “พิธา” เกิดอุบัติเหตุใด ๆ พรรคเพื่อไทยพร้อมเสียบ

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็นพรรคต่ำ 50 ได้ ส.ส.เขต 22 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3 คน รวมเป็น 25 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูพรรคใหม่ หลัง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ลาออกจากหัวหน้าพรรค แสดงความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค

ภารกิจแรกคือการควานหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ ตัวเต็งจ๋า “เดชอิศม์ ขาวทอง” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แม่ทัพภาคใต้

ทุ่มสรรพกำลังในภาคใต้แบบเทหน้าตัก ได้ ส.ส.เข้าสภามากที่สุด 17 คน

การเลือกตั้งผ่านมา 1 เดือน เกมการเมืองพลิกได้อีกหลายตลบ