Skip to content

เศรษฐา โชว์วิสัยทัศน์ การขนส่ง การบิน Digital ย้ำความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

16 พ.ค. 2567 | 17:01น.
เศรษฐา โชว์วิสัยทัศน์ การขนส่ง การบิน Digital ย้ำความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

นายกรัฐมนตรีคาดหวังการเยือนฝรั่งเศส ตอกย้ำความสัมพันธ์ 2 ประเทศ โชว์ vision การขนส่ง ฮับการบิน ฮับ Digital

วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสาธารณรัฐฝรั่งเศสว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินเท้าจากโรงแรมแฟรงซ์ เดอ กาลล์ ซึ่งเป็นโรงแรมที่พักแบบ Day Use พร้อมด้วยนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มายังศูนย์ประชุม L’Apostrophe เพื่อเข้าร่วมประชุม Thailand – France Business Forum

พร้อมกล่าวปาฐกถา ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทยและฝรั่งเศส ซึ่งเกิดขึ้นจากการผลักดันของนายกรัฐมนตรีและนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส

โดยระหว่างทาง นายกรัฐมนตรีเปิดเผยสั้น ๆ ถึงความคาดหวังในการเดินทางเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ว่า มี 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมระหว่างทั้ง 2 ประเทศ และหวังว่าหลังจากการประชุมครั้งนี้ที่จะมีการพูดคุยระหว่างนักธุรกิจทั้ง 2 ประเทศ จะมีการลงทุนข้ามชาติอีกมากมายตามมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ในงาน Thailand-France Business Forum นายกรัฐมนตรีจะได้พบกับนายฟรองซัวส์ กอร์แบง (François Corbin) ประธานสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย และรองประธานสภานายจ้างฝรั่งเศสในต่างประเทศ MEDEF International (MEDEFi) และนาย Franck Riester รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ด้านการค้าต่างประเทศ ความน่าสนใจ ทางเศรษฐกิจ และคนชาติฝรั่งเศสในต่างประเทศ (Delegate Minister for Foreign Trade, Economic Attractiveness, Francophonie and French Nationals Abroad, attached to the Minister for Europe and Foreign Affairs)

โดยมีเอกชนรายสำคัญของทั้งสองประเทศในสาขาที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ สาขาพลังงาน สาขาคมนาคมขนส่ง สาขาการบริการ โรงแรม Hospitality สาขาอาหาร สาขาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอื่น ๆ

จากนั้นนายเศรษฐาเข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาในงาน Thailand-France Business Forum โดยกล่าวขอบคุณการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมกล่าวว่า ฝรั่งเศสถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคยุโรปที่นายกรัฐมนตรีเยือนอย่างเป็นทางการ และในครั้งนี้ถือเป็นการเยือนครั้งที่ 2 ในช่วงเวลา 3 เดือน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกัน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เชิญผู้บริหารองค์กร Comité Colbert เยือนไทยเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมและงานฝีมือของไทย

ซึ่งไทยต้องการเรียนรู้ความเชี่ยวชาญและร่วมมือกับฝรั่งเศสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และวันนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำคณะนักธุรกิจชั้นนำของไทยร่วมการเยือนในครั้งนี้ด้วย ถือเป็นความมุ่งมั่นร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีมาครง เพื่อต้องการสร้างเวทีให้ภาคเอกชนชั้นนำได้พบปะ เชื่อมโยง และร่วมงานกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่างาน Thailand-France Business Forum จะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งนี้ ไทยถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 3 ของฝรั่งเศสในอาเซียน ซึ่งเชื่อมั่นว่าในการนำของรัฐบาลไทยจะเป็นพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสในภูมิภาคได้ ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่แข็งแกร่ง ในส่วนของความร่วมมือระดับประชาชน มีคนไทยราว 3 หมื่นคน อาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศส และมีชาวฝรั่งเศสราว 4 หมื่นคนอาศัยในประเทศไทย และไทยถือว่าเป็นประเทศลำดับ 2 ในเอเชียที่มี Expats โดยส่วนของการท่องเที่ยวปี 2566 ชาวฝรั่งเศสเดินทางไปไทยราว 2 แสน 7 หมื่นคน และมีนักท่องเที่ยวไทยไปฝรั่งเศสเกือบ 2 แสนคน

รัฐบาลไทยเพิ่งเปิดตัววิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND” เพื่อยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมระดับโลกใน 8 ภาคส่วน ได้แก่ การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ อาหารและเกษตรกรรม การบิน การขนส่ง การผลิตยานยนต์แห่งอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการเงิน ซึ่งวิสัยทัศน์นี้นำเสนอศักยภาพมากมายสำหรับภาคเอกชนฝรั่งเศสที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทย

นายกรัฐมนตรีได้แลกเปลี่ยนประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.การขนส่ง (Logistics) รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอื่น ๆ โดยมี Mega Project อย่างโครงการ Landbridge เชื่อมโยงเส้นทางการค้าและการขนส่งจากมหาสมุทรแปซิฟิก เข้ากับมหาสมุทรอินเดีย และเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มความเชื่อมโยงด้านคมนาคมทั้งทางบกและทะเลกับภูมิภาคอื่น ๆ มากขึ้น

2.การบิน (Aviation) รัฐบาลต้องการผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางการบิน ทั้งผู้โดยสารและสินค้า ผ่านการเร่งดำเนินแผนการสร้างสนามบินใหม่และปรับปรุงสนามบินเดิม พร้อมวางแผนพัฒนาการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Aviation Maintenance, Repair and Overhaul : MRO) ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินอย่างเต็มรูปแบบ โดยนายกรัฐมนตรีเชิญชวนให้ฝรั่งเศสใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้

3.ดิจิทัล ไทยมีอินเทอร์เน็ต 5G ที่ครอบคลุม และโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ประกอบกับชาวไทยมีการใช้งานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลจำนวนมาก รวมถึงการชำระเงินทางโทรศัพท์กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ซึ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่จะผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค ความสำเร็จของโครงการเหล่านี้สามารถทำให้ไทยกลายเป็นประตูสู่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของฝรั่งเศส

“หวังว่าฝรั่งเศสจะสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งเมื่อลงนามแล้วเสร็จ คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการส่งออกจากสหภาพยุโรปมายังไทยกว่าร้อยละ 40 และเพิ่มปริมาณการส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปมากกว่าร้อยละ 25 โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าภาคเอกชนของทั้งสองประเทศจะเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุการเจรจา FTA ดังกล่าว” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นย้ำเรื่องความยั่งยืน ซึ่งเป็นความท้าทายระดับโลก และเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล โดยรัฐบาลมีเป้าหมายด้านการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) ผ่านการมี Roadmap ที่สมบูรณ์เพื่อบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนร้อยละ 50 ของการผลิตภายในปี ค.ศ. 2040

และในวันนี้ ภาคเอกชนด้านเกษตรและอาหารของไทยจะลงนาม MOU ด้าน Sustainable Mobility ร่วมกับฝ่ายฝรั่งเศส โดยไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ไทยยังพิจารณาใช้ Green Hydrogen และ Small Module Reactor (SMR) เป็นเครื่องมือทำให้การผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับหน่วยงานด้านพลังงานสะอาดของฝรั่งเศส Electricite de France (EDF) เมื่อการเยือนอย่างเป็นทางการด้วย

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำสองประเด็นสำคัญคือ 1.เชื่อมั่นว่าการติดต่อและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันจะทำให้เกิดความเข้าใจ วางใจ และมั่นใจต่อกันมากขึ้น จึงเชิญชวนให้ฝ่ายฝรั่งเศสเดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น โดยรัฐบาลได้อำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า และหวังอย่างยิ่งว่าไทยจะได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสในการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าเขตเชงเกนสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย

พร้อมเน้นย้ำว่า 2.ประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการดำเนินธุรกิจ รัฐบาลมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจน มีแรงจูงใจที่ดี และมีความมุ่งมั่น เพื่อสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและธุรกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศสให้เจริญรุ่งเรือง และหวังว่างานนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้เข้าร่วมทุกคน

ด้านนายฟรองซัวส์ กอร์แบง (François Corbin) ประธานสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย และรองประธานสภานายจ้างฝรั่งเศสในต่างประเทศ MEDEF International (MEDEFi) ซึ่งได้กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าในงานนี้จะเพิ่มตัวเลขทางการค้าและเพิ่มความสัมพันธ์ในการทำธุรกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศสมากขึ้น และนาย Franck Riester รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ด้านการค้าต่างประเทศ ความน่าสนใจ ทางเศรษฐกิจ และคนชาติในต่างประเทศ ซึ่งได้กล่าวว่า ไทยและฝรั่งเศสมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันหลายครั้ง ซึ่งเชื่อว่าความร่วมมือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป

จะช่วยด้านการค้าการลงทุนมากขึ้น และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เหล่านี้จะปูทางไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน ในปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่ลงทุนในฝรั่งเศสเป็นอันดับสองในอาเซียน ในขณะที่ฝรั่งเศสลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับที่สามในสหภาพยุโรป

อนึ่ง งาน Thailand-France Business Forum เป็นผลสำเร็จจากการเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 เป็นการจัดงานส่งเสริมการค้าระหว่างกันและสนับสนุนให้ภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ขยายความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจร่วมกัน ได้แก่ สาขา 1) Energy 2) Circular industry 3) Mobility/Construction/Transportation 4) Food & Beverages 5) Hospitality และ 6) Sustainable Cities โดยงานดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งไทยและฝรั่งเศส ซึ่งเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจ เศรษฐา ทวีสิน