ความน่ากลัวของเศรษฐกิจสหรัฐในทรรศนะ ‘พอล ครุกแมน’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ศาสตราจารย์พอล ครุกแมน อดีตคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ นักวิชาการเจ้าของรางวัลโนเบล เมื่อปี 2008 ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณประจำศูนย์การศึกษาหลังปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแห่งนครนิวยอร์ก (ซียูเอ็นวาย) ออกมาพูดถึงเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็ว ๆ นี้ผ่านทางช่องยูทูบของตนเอง
“ครุกแมน” เน้นไปถึงการรายงานผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาล่าสุด ซึ่งจัดทำโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่เขาบอกว่าตัวเลขออกมาย่ำแย่อย่างหนัก เพราะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาจากการสำรวจล่าสุดลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แย่กว่าเมื่อครั้งเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน และแย่กว่าที่เคยสำรวจเมื่อครั้งเกิดภาวะ “สแตกเฟลชัน” คือภาวะเศรษฐกิจชะงักหรือชะลอตัวควบคู่ไปกับภาวะเงินเฟ้อในช่วงปี 1980 ด้วยซ้ำไป
ครุกแมนชี้ว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่พอใจของผู้บริโภคต่อราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ไม่พอใจต่อการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่รู้สึกด้วยซ้ำไปว่า มีใครสักคนอยู่หรือไม่ที่ทำหน้าที่รับมือกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีสามัญสำนึกและรับผิดชอบ และย้ำในที่สุดว่า ที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันรู้สึกอยู่ในเวลานี้ล้วนเป็นความจริงทั้งหมด

พอล ครุกแมน
ครุกแมนยอมรับว่า อาจมีคนแย้งว่าในความเป็นจริงแล้วเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาอาจไม่เลวร้ายเท่าที่เห็นหรือที่รู้สึกกันก็เป็นได้ แต่ก็ยืนยันในเวลาเดียวกันว่า ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงต่ำมากถึงขนาดนี้เป็นเรื่องร้ายแรงทางเศรษฐศาสตร์ และจำเป็นต้องมีคนรับมือกับเรื่องนี้อย่างจริงจังตั้งแต่บัดนี้
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ชื่อดังระบุว่า ในทางวิชาการแล้วระดับความเชื่อมั่นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนัก แต่เรื่องใหญ่โตที่มักเกิดควบคู่กันไปด้วยก็คือเรื่องความคาดหวังขึ้นโดยรวมว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นตามมา เขาชี้ว่า “เงินเฟ้อ” ถ้าหากเกิดในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ไม่กระไรนักเพราะแม้จะไม่ดีแต่ก็ยังพอทนทานได้
แต่ถ้าหากภาวะเงินเฟ้อสูงเกิดขึ้นต่อเนื่องนานเป็นปีเพราะสิ่ง “โง่ ๆ” หลายสิ่งที่รัฐบาลทำลงไป ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ริเริ่มสงครามแล้วผิดพลาดบกพร่องในการทำสงครามที่ว่านั้น จนกลายเป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นเรื่อง “ไม่ดี” ทั้งสิ้น และจะกลายเป็นปัญหาร้ายแรงเกิดขึ้นตามมา เพราะเงินเฟ้อจะ “ฝังตัว” ลงจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจของประเทศไปในที่สุด
ครุกแมนชี้ว่า เงินเฟ้อที่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อคาดหวังขึ้นนั้นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะก่อให้เกิดวัฏจักรของเงินเฟ้อและราคาสินค้าแพงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ตามกระบวนการกำหนดราคาสินค้าและค่าจ้างแรงงาน เนื่องจากบริษัทธุรกิจล้วนกำหนดราคาและค่าจ้างตามพื้นฐานของเงินเฟ้อในอดีตกับเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะทั้งสองอย่างล้วนแล้วแต่กระทบต่อต้นทุนในการผลิตสินค้าของบริษัทด้วยกันทั้งสิ้น
ครุกแมนระบุว่า เมื่อต้องกำหนดราคาและค่าจ้างดังกล่าวโดยธรรมชาติวิสัยแล้วจะไม่มีการกำหนดกันบ่อย ๆ เพราะไม่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติและก่อให้เกิดความปั่นป่วน ดังนั้นบริษัทธุรกิจจึงใช้วิธีกำหนดราคาและค่าจ้างล่วงหน้านานเป็นปี ซึ่งนั่นหมายความว่า ราคาสินค้าที่ถูกกำหนดขึ้นในเวลานี้จะถูกกำหนดโดยการคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับราคาสินค้าในอนาคต นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดของนักธุรกิจในกระบวนการกำหนดราคาสินค้าและเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมความคาดหวังต่ออัตราเงินเฟ้อในอนาคตของผู้บริโภคจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญในทางเศรษฐศาสตร์
เขาชี้ให้เห็นว่า ถ้าเงินเฟ้อเกิดชั่วครั้งคราว มาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้ก่อให้เกิดความคาดหวังว่าจะเกิดเงินเฟ้อสูงในอนาคต ก็ไม่เป็นไร ทุกคนก็ปล่อยผ่านไปได้ แต่ถ้าเงินเฟ้อกลายเป็นความคาดหวัง เรื่องก็จะกลายเป็นสถานการณ์ที่ยุ่งยากมากขึ้น ผู้ที่รับผิดชอบจำเป็นต้องหาทางกำจัดความคาดหวังดังกล่าวออกไปจากระบบเศรษฐกิจ เพราะไม่เช่นนั้นเงินเฟ้อก็จะกลายเป็นปัจจัยก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อต่อไปได้ไม่สิ้นสุด
เนื่องจากทุกคนคาดคิดว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ และกลไกของตลาดก็จะทำหน้าที่ยืนยันว่าความรู้สึกดังกล่าวเป็นเรื่องจริง วนจนกลายเป็นวงอย่างนี้ต่อเนื่องต่อไป
ในทางตรงกันข้าม หากรัฐบาลต้องการกลับไปสู่ภาวะเงินเฟ้อต่ำ ๆ ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วไปกลับคาดการณ์ว่าเงินจะเฟ้ออยู่ในระดับสูง วิธีการแก้ไขที่นิยมนำมาใช้กันก็คือมาตรการ “รัดเข็มขัด” เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 1980 หลังจากที่เคยเกิดเงินเฟ้อสูงมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อทำให้ระดับเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ในระดับที่พอใจ
รัฐบาลใช้มาตรการรัดเข็มขัดหนักมาก ผลก็คือ เงินเฟ้อกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมได้ก็ต้องหลังผ่านสภาพว่างงานสูงต่อเนื่องกันนานนับเป็นปี ๆ
ครุกแมนบอกว่า นักวิชาการบางคนหวนกลับไปทบทวนสถานการณ์เงินเฟ้อในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มาเปรียบเทียบกับภาวะระหว่างปี 2021-2022 แล้วทำนายว่า รัฐบาลคงจำเป็นต้องทำในแบบเดียวกัน หรืออย่างน้อยก็คงต้องหวนกลับไปใช้มาตรการรัดเข็มขัดในทำนองเดียวกับที่เคยทำมาหลังเกิดภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 70 ซึ่งจำเป็นต้องผ่านภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ อัตราว่างงานพุ่งสูงปรี๊ดต่อเนื่องนานหลายปีกว่าที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ในระดับต่ำ ๆ ที่ต้องการได้
ครุกแมนยอมรับว่า ตนเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วตัวเลขอัตราเงินเฟ้อคาดหวังของผู้บริโภคอเมริกันยังไม่สูงเท่ากับปี 1980 ซึ่งสูงถึง 9% โดยจากการสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนเช่นเดียวกัน แต่อยู่ที่เพียงแค่ 3.9% ซึ่งสูงจนน่าวิตกแต่ก็ยังไม่เลวร้ายเท่า และยังไม่ถึงระดับที่ผู้คนในแวดวงธุรกิจกลัวกันว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อ “ฝังตัว” ในระบบเศรษฐกิจแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ครุกแมนสรุปเอาไว้ว่า ถ้าหากอัตราเงินเฟ้อคาดหวังดังกล่าวยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น และกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อฝังตัว ก็แสดงให้เห็นว่าความล้มเหลวในเชิงนโยบาย ความ “โง่” ในนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา จะส่งผลเสียหายให้กับสหรัฐอเมริกามากกว่าที่ใคร ๆ คาดคิดกันไว้มากมายนัก
เพราะจากสิ่งบ่งชี้ต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นอยู่ในเวลานี้ ครุกแมนระบุว่า ดูเหมือนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะบริหารจัดการประเทศจนมีสภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกับในช่วง “สแตกเฟลชัน” ตอนปลายทศวรรษ 1970 ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างจะยิ่งแย่ลง เลวร้ายลง จนคนอเมริกันต้องชดใช้ต่อเนื่องไปอีกนานหลายปีต่อจากนี้