“สุรชาติ” เปิดดัชนีวัด 4 ปีรัฐประหาร ชี้ สิทธิเสรีภาพหาย เศรษฐกิจถดถอย ทหารเข้มแข็ง การเมืองย้อนยุคจอมพลถนอม
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดดัชนีการเมืองในวันครบรอบ 4 ปี การรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ในหัวข้อ “มรดก 4 ปีคณะรัฐประหาร สิ่งที่เกิดขั้นและหายไปในการเมืองไทย” ว่า 1.สถานะด้านสิทธิที่ขาดหายไป ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ดูจากดัชนีของ Freedom House) คือ สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน สิทธิทางการเมือง เช่น สิทธิในการชุมนุม สิทธิในการมีส่วนร่วม และสิทธิในการทำกิจกรรมของพรรคการเมือง เสรีภาพของสื่อ รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออก 2.สถานะทางเศรษฐกิจที่ถดถอย แม้ว่าเศรษฐกิจอาจเติบโตในบางภาคส่วน แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไม่ดี เพราะกำลังซื้อของคนตกต่ำ ราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ในภาวะวิกฤต และหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นบ่งบอกสถานะที่เป็นจริงของชีวิตประชาชนในสังคมไทยอีกทั้ง รัฐบาลทหารไม่ใช่ปัจจัยส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ 3.สถานะในเวทีระหว่างประเทศ ก็ไม่ได้รับการยอมรับในประชาคมระห่างประเทศ จึงทำให้รัฐบาล คสช.ต้องย้ายค่ายทางยุทธศาสตร์

“รัฐประหารไม่ใช่สินค้าที่ขายได้ในเวทีระหว่างประเทศ หลังรัฐประหาร รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจไม่เป็นที่ยอมรับเท่าที่ควร และจำเป็นต้องเลือกคบกับมหาอำนาจที่ยอมรับรัฐประหาร จึงจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในรัฐมหาอำนาจใหญ่ที่ยอมไม่ส่งเสียงวิจารณ์รัฐประหารที่กรุงเทพฯ เห็นชัดเจนว่าการรัฐประหารครั้งนี้ รัฐบาลจีนไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจไม่ต่างกับรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะสภาวะอย่างนี้เห็นมาแล้วจากกรณีรัฐบาลทหารของเมียนมาร์ ซึ่งไทยกำลังเดินซ้ำรอยที่ต้องเข้าไปพึงพิงการสนับสนุนจากรัฐทมหาอำนาจจากจีน และหวังว่าจีนจะเป็นเครื่องมือลดแรงกดดันจากรัฐมหาอำนาตะวันตก” ศ.ดร.สุรชาติ กล่าว
ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า แต่ขณะเดียวกัน ประการที่ 4.สถานะของกองทัพ กลับขยายบทบาทของกองทัพในทุกภาคส่วนของสังคม กองทัพไร้ความเป็นทหารอาชีพ 5.สถานะของความเป็นรัฐบาลเผด็จการ เช่น ไม่มีนิติรัฐ ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่มีความพร้อมในการถูกตรวจสอบ ไม่มีความโปร่งใส ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล และประการที่ 6.ปัจจัยสำคัญที่บ่งชี้ถึงการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทหาร คือ กลไกรัฐธรรมนูญที่ประชาธิปไตยน้อยลงเรื่อยๆ เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการครึ่งใบมากกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ กติกาและเงื่อนไขทางกฎหมาย ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บทบาทของทหารจะอยู่ในอนาคตอีก 20 ปี หรือ บทบาทของรัฐบาลทหารจะควบคุมการเมืองในอนาคตถึง 5 รอบการเลือกตั้ง จึงไม่เคยเห็นสภาวะอย่างนี้มาก่อน อีกทั้ง บทบาทใหม่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) บทบาทและอำนาจรัฐบาลทหารในระบอบเปลี่ยนผ่าน ความพยายามในการจัดตั้งพรรคทหาร โดยพรรคทหารที่เกิดขึ้นในอนาคต รูปแบบที่จะเห็นใกล้เคียงกับพรรคสหประชาไทย ในปี 2511 ของจอมพลถนอม เรากำลังเห็นการเมืองไทยถอยหลังไปเกือบ 50 ปี ความต่างมีอยู่จุดเดียวคือโลกของสังคมไทยเป็นโลกสมัยใหม่ในขณะนี้รัฐบาลทหารพยายามพาการเมืองไทยกลับสู่โลกยุคเก่าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

“4 ปีของรัฐบาลทหาร เป็น 4 ปีที่การเมืองไทยผันผวนและมีความไม่แน่นอน ใครที่เชื่อว่ารัฐประหารจะนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง อาจต้องคิดใหม่ เพราะรัฐประหารในตัวของมันเองคือความไร้เสถียรภาพทางการเมือง กองทัพอาจจะสำเร็จในการล้มรัฐบาลพลเรือนแล้วจัดตั้งรัฐบาลทหารขึ้น แต่ผลที่ตามมามีผลสืบเนื่องคือปัญหาด้านสิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน สิทธิทางการเมือง เสรีภาพของสื่อ และเสรีภาพในการแสดงออก ที่เป็นแกนหลักของรัฐเสรีในไทยมันหายไป และกลายเป็นความผิดทางกฎหมายภายใต้กติกาของ คสช. สิ่งที่ตามมา กองทัพมีบทบาททางการเมืองสูงมาก รัฐประหารรอบนี้ มีรัฐบาลทหารอย่างยาวนาน ทำให้บทบาทของกองทัพมีสูงกว่าในอดีตหลายครั้ง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลทหารมีอายุ 1-2 ปีเศษๆ แต่ปัจจุบันเรากำลังจะเข้าสู่ปีที่ 4 ของรัฐบาลทหาร กองทัพคงต้องตอบคำถามว่า กองทัพอยากสร้างทหารอาชีพ หรือ จะพัฒนาตัวเองไปสู่ทหารการเมือง เพราะนี่จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อใหญ่ของบทบาททหารไทยในอนาคต” ศ.ดร.สุรชาติ กล่าว