สนามช้างฯ หวั่นปมเขากระโดงทำธุรกิจท่องเที่ยว-จ้างงานสูญปีละ 5,000 ล้าน หากยกเลิกจัดมอเตอร์สปอร์ตทุกรายการ รัฐต้องจ่ายค่าปรับมหาศาลและเสียเครดิตในเวทีโลก
ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ ผู้อำนวยการสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต พร้อมด้วย นายประมูลชัย นพสุวรรณวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานทรัพย์สิน และผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,
นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความตัวแทนกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ และตัวแทนประชาชนจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ประกอบการธุรกิจ และนิติบุคคลที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายในพื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ แถลงข่าวชี้แจงกรณีข้อพิพาทพื้นที่เขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ร่วมกันแถลงเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5,083 ไร่ (995 ราย) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568
นายประมูลชัย นพสุวรรณวงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของสนามช้างอารีนา เป็นสนามฟุตบอลมาตรฐานฟีฟ่า ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาและเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของจังหวัดบุรีรัมย์และประเทศไทย เพราะไม่เพียงแต่เป็นสนามเหย้าของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่ยังเป็นสังเวียนการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ ที่มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของวงการฟุตบอลไทย
ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเอกสารสิทธิ หรือการจัดการที่ดินเท่านั้น แต่คือความมั่นคงและศักยภาพของจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะเมืองต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไทย
“หากในท้ายที่สุดแล้ว ถ้าถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยไม่มีแนวทางแก้ไขที่รอบคอบ จะไม่ใช่แค่บุรีรัมย์ที่เสียหาย แต่คือวงการกีฬาทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ยังไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐหน่วยใดส่งมายังสโมสร ดังนั้น ขอยืนยันว่าสนามช้างอารีนาจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดรายการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและนานาชาติทุกรายการตลอดปี 2025/2026 ตามกำหนดการเดิม” นายประมูลชัยกล่าว
ด้านนายตนัยศิริกล่าวว่า สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีแถลงกรณีเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดง นำมาซึ่งข้อกังวลและความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่เอกชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งจากการตัดสินของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ที่ผ่านมา ทำไมประชาชนยังอยู่ในพื้นที่ และได้มีการชี้แจงไปหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ยิน ดังนั้น วันนี้จึงอยากที่จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับสาธารณชนได้รับทราบ
สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นสนามแข่งรถมาตรฐานระดับโลก มาตรฐานเอฟไอเอ เกรด 1 และเอฟไอเอ็ม เกรดเอ แห่งเดียวของไทย ไม่ใช่แค่สนามแข่งรถ แต่คือหัวใจของอุตสาหกรรมมอเตอร์สปอร์ตไทย และยังเกี่ยวโยงกับธุรกิจท่องเที่ยว การบริการ การจ้างงานหลายหมื่นอัตรา ซึ่งที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศกว่าปีละ 5,000 ล้านบาท
หากไม่สามารถดำเนินงานได้ ย่อมกระทบลึกไปถึงเศรษฐกิจและทำให้ประเทศเสียเครดิตในเวทีโลก รายการแข่งขันระดับโลก ทั้งโมโตจีพี, เอเชียโรด เรซซิ่ง, จีทีเวิลด์เอเชีย, เอเชี่ยน เลอม็อง และอีกหลายรายการที่จ่อคิวจัดในไทย อาจต้องย้ายประเทศทันที หากความไม่แน่นอนนี้ยังคงดำเนินต่อไป
รวมถึงรัฐบาลจะต้องจ่ายค่าปรับจำนวนเงินมหาศาลให้เจ้าของลิขสิทธิ์หากต้องยกเลิกการจัด ขณะที่รายการชิงแชมป์ประเทศไทย “บีอาร์ไอซี ซุปเปอร์ไบค์” เวทีให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสสู่การเป็นนักแข่งระดับโลกมากมายหลายคน อาจต้องจบเส้นทางลง หากโดนแทรกแซงทางการเมืองเช่นนี้
“ข้อเท็จจริงประการสำคัญที่สาธารณชนควรทราบ คือที่ดินที่เป็นพื้นที่ของสนามแข่งรถในปัจจุบัน ถูกซื้อตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งขณะนั้นกรมที่ดินได้อนุญาตให้ทำการซื้อขายและออกเอกสารสิทธิให้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่วันนี้ที่ดินที่ซื้อมาอย่างถูกต้องกลับถูกคำสั่งเพิกถอนจากข้อพิพาทระหว่างกรมที่ดินกับการรถไฟฯ ชาวบ้านและเอกชนจึงกลายเป็นเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสนามแข่ง แต่คือพายุลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าสู่วงการกีฬาไทย หากปล่อยให้การเมืองกลบทุกเสียงของความเป็นธรรม วงการมอเตอร์สปอร์ตทั้งระบบอาจล่มสลาย ถ้าวันนี้ท่านสั่งให้ต้องปิดสนามช้างฯ จะถือเป็นการทำลายวงการมอเตอร์สปอร์ต และเป็นการทำลายจังหวัดบุรีรัมย์ โดยที่ผ่านมาเราก็ได้ชี้แจงกับสปอนเซอร์ไปแล้ว แน่นอนว่าความเชื่อมั่นของสปอนเซอร์เราได้รับผลกระทบ เราก็จะปรึกษากับฝ่ายกฎหมายว่า ถ้าหากมีสปอนเซอร์ยกเลิกจากกรณีนี้ เราก็จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย เพราะสิ่งเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาล” นายตนัยศิริกล่าว