ลิณธิภรณ์ สั่งสอบ-เยียวยา เหตุ ม.5 ทำร้ายครู ดัน 3 แนวทางลดความรุนแรงในโรงเรียน
ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์
รมช.ศึกษาฯ สั่งสอบสวนหาสาเหตุเชิงลึก หาทางเยียวยาเหตุนักเรียน ม.5 ทำร้ายครู พร้อมผลักดัน 3 แนวทาง ฟื้นฟู ลดความรุนแรงในโรงเรียน สร้างพื้นที่ปลอดภัย
ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี ใช้ความรุนแรงต่อครูผู้สอน ว่าขอยืนยันอย่างชัดเจน ความรุนแรงต่อบุคลากรทางการศึกษาเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในทุกกรณี ขอแสดงความห่วงใยไปยังทั้งคุณครู ผู้เสียหาย และนักเรียนที่เกี่ยวข้อง
พร้อมเน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่การชี้ว่าฝ่ายใดผิดแล้วลงโทษ แต่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านว่าพฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากสาเหตุใด
กระทรวงศึกษาธิการจะประสานให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเครียด ความกดดันจากผลการเรียน หรือภาวะอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางระบบประสาท
ทั้งนี้ เห็นว่าจำเป็นต้องมีนักจิตวิทยาเข้าไปดูแลนักเรียนโดยเร็ว เพื่อป้องกันผลกระทบทางจิตใจต่อครู นักเรียน และผู้ปกครอง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง
ดร.ลิณธิภรณ์กล่าวต่ออีกว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนโจทย์สำคัญที่อาจต้องนำมาพิจารณาต้องทบทวน 1.ระบบการสอบและการวัดประเมินผล-หากระบบการเรียนการสอนสร้างแรงกดดันจนทำให้เด็กใช้ความรุนแรง แสดงว่าเราจำเป็นต้องทบทวนว่ากำลังสร้างทรัพยากรมนุษย์แบบใดสู่สังคม การวัดประเมิน ทดสอบแบบ one’s size fit all ใช้ไม้บรรทัดเดียวกับเด็กทุกคน การเอาปลาไปแข่งปีนต้นไม้ เอานกไปว่ายน้ำอาจจะต้องเปลี่ยน
2.การดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน-ระบบการศึกษาของเราอาจยังละเลยเรื่องนี้อย่างมาก นักเรียนบางคนใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น บางคนใช้ความรุนแรงกับตนเอง ซึ่งสะท้อนการขาดทักษะในการรับรู้และจัดการอารมณ์ของตนเอง (Mental Health Literacy) จนสะท้อนตัวเลขอย่างชัดเจนโดยกรมสุขภาพจิต ว่าเด็กและเยาวชนมีสภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลเพิ่มสูงขึ้น และการฆ่าตัวตายในเด็กกลายเป็นสาหตุของการเสียชีวิตอันดับที่ 3 ในสาเหตุการตายของเด็กและเยาวชน
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับนักเรียน ครูบางคนก็ประสบเช่นเดียวกัน เราจะเห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากครูไม่น้อย เราควรทำให้การสร้างทักษะด้านนี้อยู่ในระบบการศึกษาอย่างจริงจัง รวมถึงการนำแม้ทางกระทรวงศึกษาฯจะมีการดำเนินโครงการ school health hero และ OBEC CARE เพื่อช่วยเหลือบรรเทาเบื้องต้น
แต่ความร่วมมือก็ยังไม่ได้กว้างขว้าง ดังนั้น การพิจารณาความช่วยเหลือของทีมสหวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างครบวงจร จึงควรเกิดขึ้นในส่วนนี้หรือไม่
3.ประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)-การเผยแพร่คลิปเหตุการณ์อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพจิตใจของทั้งครูและนักเรียน และยังเสี่ยงต่อการผลิตซ้ำความรุนแรงในสังคม สื่อและประชาชนควรตระหนักและเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง
”ดิฉันเชื่อว่าไม่มีเด็กคนใดอยากทำร้ายผู้อื่น การตัดสินจากภาพเพียงไม่กี่วินาทีอาจไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด เราทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาทางออกเชิงระบบ ทั้งในด้านการเรียนการสอน การดูแลสุขภาพจิต และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในสถานศึกษา“ ดร.ลิณธิภรณ์กล่าว