การเมืองไทยจะไปทางไหน คดีนี้จะมีส่วนตัดสินอยู่พอสมควร
นั่นคือ คลิปเสียงการสนทนา ระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างพักการทำหน้าที่ กับ สมเด็จฮุน เซน บิดานายกฯ กัมพูชา
เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้เปิดการไต่สวน รับฟังข้อเท็จจริงในคดี จากผู้เกี่ยวข้อง 2 ปาก
คือ 1.น.ส.แพทองธาร และ 2.นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ในวันที่ 21 ส.ค.
และจะวินิจฉัยคดีนี้ ในวันที่ 29 ส.ค.
ย้อนกลับไปการสนทนาเกิดขึ้น ขณะอุณหภูมิระหว่างไทยกับกัมพูชาร้อนจี๋ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2568
บ่ายวันนั้น “เคลียง ฮวต” หรือ Khleang Huot ผู้ช่วยผู้ว่าฯนครพนมเปญ, ที่ปรึกษาฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และกรรมการกลางพรรคประชาชนกัมพูชา อันเป็นพรรครัฐบาล
ได้ติดต่อเข้ามายังรัฐบาลว่า ฮุน เซน จะขอคุยโทรศัพท์กับนายกฯอิ๊งค์
นายกฯอิ๊งค์ได้เชิญ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมในขณะนั้น, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ และ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ให้มาร่วมรับฟัง ที่โรงแรมโรสวูด ถนนสุขุมวิท
เมื่อต่อโทรศัพท์ไปยังฮุน เซน ปรากฏว่า ฮุน เซน นอนหลับ ดูเหมือนว่าการพูดคุยจะไม่เกิดขึ้น
บิ๊กอ้วน หมอมิ้ง และ รมต.ปู จึงออกจากโรสวูด แยกย้ายกันไป
ก่อนที่ฮุน เซน ติดต่อกลับมาในตอนค่ำ
แล้วการสนทนาก็เกิดขึ้น โดยมีการบันทึกเสียงเอาไว้ โดยฝ่ายฮุน เซน
ฮุน เซน นำข้อความที่บันทึกไว้ มาปล่อยในเฟซบุ๊ก ในวันที่ 18 มิ.ย.
ในประเทศไทย นายกฯ แพทองธาร โดนถล่มหนัก
พรรคภูมิใจไทยอาศัยเรื่องนี้ เป็นเงื่อนไขประกาศถอนตัว
เกิดการเคลื่อนไหวในวุฒิสภา ประธานวุฒิสภาส่งคําร้องของ 36 สว. จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม
ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่
เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงดังกล่าว
วันที่ 1 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา และให้ น.ส.แพทองธาร ผู้ถูกร้อง ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน
พร้อมกับสั่งให้นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยวันที่ 4 ส.ค. น.ส.แพทองธาร ผู้ถูกร้อง ยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหามายังศาลรัฐธรรมนูญ หลังขอขยายเวลาการชี้แจง 2 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน
แต่ครั้งหลัง ศาลให้เพียง 7 วัน
ก่อนประชุม 13 ส.ค. พร้อมกับสั่งให้เปิดไต่สวน และนัดวันวินิจฉัย
กรณีนี้มีความเป็นไปได้อย่างน้อย 2 ทาง หนึ่งคือ อาจไม่มีอะไรเกิดขึ้น
น.ส.แพทองธาร กลับมาทำหน้าที่นายกฯต่อไป ในวาระของรัฐบาลที่ยังเหลืออยู่
หรือสอง วินิจฉัยตามข้อกล่าวหาที่ 36 สว. เสนอเข้ามา ทำให้นายกฯ สิ้นสภาพไปพร้อมกับ ครม.
จะต้องสรรหานายกฯคนใหม่ มาทำหน้าที่
หากสถานการณ์ไปถึงจุดดังกล่าว พรรคเพื่อไทยอาจรวบรวมพรรคร่วมรัฐบาลเดิม แล้วเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตคนที่สามของพรรคเข้ามา
ถ้าได้เสียงข้างมากในสภา นายชัยเกษมจะทำหน้าที่นายกฯต่อไป สำหรับเวลาที่เหลือ 1 ปี กับ 9 เดือน
ส่วนนายชัยเกษมจะตัดสินใจยุบสภา หรืออยู่ยาวไปจนใกล้หมดวาระในเดือน พ.ค. 2570 ก็เป็นเรื่องจะต้องเฝ้าดูกันต่อไป
นั่นคือกรณีที่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติกำหนดไว้แล้ว
แต่การเมืองจริง ๆ อาจวุ่นวายกว่าที่ประเมิน ไม่เป็นไปตามขั้นตอนก็เป็นไปได้
เพราะหลายฝ่าย จ้องมองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้อยู่
อาทิ พรรคที่เคยร่วมรัฐบาล ถอนตัวออกไป ทำให้ขั้วเพื่อไทย เสียงไม่พอ
เกิดการแทรกซ้อน เพื่อพลิกเปลี่ยนการเมือง จากแนวทางเดิม
ดังที่มีการพูดถึง “รัฐบาล” ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
และอาจเกิด “ความไม่แน่นอน” ที่ติดตามมาอีกหลายเรื่อง
อาทิ การเลือกตั้ง ที่น่าจะต้องเกิดขึ้นในปี 2570 หรือก่อนหน้านั้น
จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุผลอะไร
นั่นคือ “ฉากทัศน์” ของการเมืองที่น่าเป็นห่วง และอาจสร้างผล
กระทบที่คาดไม่ถึงได้