Skip to content

ธุรกิจชะลอลงทุนลุ้นคดีนายกฯ เก็บเงินสด-แบงก์ทบทวนแผนทุกไตรมาส

23 ส.ค. 2568 | 07:45น.
ธุรกิจชะลอลงทุนลุ้นคดีนายกฯ เก็บเงินสด-แบงก์ทบทวนแผนทุกไตรมาส

จับตาอนาคตประเทศไทย ผ่านคดีนายกฯแพทองธาร ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาด 29 ส.ค.นี้ ได้ไปต่อเสียงปริ่มน้ำหรือลาออก-ยุบสภา นักเศรษฐศาสตร์ธนาคาร จับตา 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจมหภาคไทย กังวลรัฐบาลเปลี่ยนขั้ว-ยุบสภาสะเทือนการใช้จ่ายภาครัฐ เอกชนชะลอ-เลื่อนแผนลงทุน แบงก์ทบทวนแผนรายไตรมาส นักธุรกิจเรียกร้องความชัดเจน ต้องการเสถียรภาพ อยากมีนายกฯตัวจริงทำงาน 100% ค่ายรถลดทำการตลาด ธุรกิจอสังหาฯชี้รักษาเสถียรภาพรัฐบาล เท่ากับการรักษากระแสเงินสด “มาม่า” เชื่อการเมืองนิ่งคือหัวใจผู้บริโภค เตรียมใช้แผนสำรอง

“แพทองธาร” ลุ้นคำวินิจฉัย

หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของ สว.จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

โดยมีบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก 2 ปาก คือ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ น.ส.แพทองธาร โดยผู้ที่ศาลไต่สวนก่อนคือ นายฉัตรชัย ตามด้วย น.ส.แพทองธาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขั้นตอนต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญ ได้สั่งให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีในวันที่ 25 สิงหาคม เพื่อให้การวินิจฉัยคดีของศาลเป็นไปอย่างรอบคอบและครบถ้วน ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม เวลา 09.30 น. และออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย ในเวลา 15.00 น. วันที่ 29 สิงหาคมนี้

3 ฉาก คดีคลิปเสียง

สำหรับฉากทัศน์ทางการเมืองคดีดังกล่าวสามารถวิเคราะห์ได้ 3 ทาง ทางแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 (4) และ (5) เพราะไม่เข้าข่ายไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยศาลวินิจฉัยยกคำร้อง ส่งผลให้ น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ บริหารประเทศต่อไป

ทางที่สอง ในกรณีที่นายกฯลาออกจากตำแหน่งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการพิจารณาตัดสินคดี เมื่อถึงวันที่ 29 สิงหาคม ศาลอาจจะมีมติยกคำร้องเนื่องจาก น.ส.แพทองธาร ในฐานะผู้ถูกร้องได้ลาออกจากตำแหน่ง

และการลาออกของนายกฯ จะทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะต้องสิ้นสุดลงไปด้วย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 167 (1) แต่ ครม.แพทองธาร ยังต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 168 (1) รวมถึง น.ส.แพทองธาร จะกลับมาเป็นนายกฯรักษาการ แทนนายภูมิธรรม เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง

ทางสาม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากเห็นว่า น.ส.แพทองธาร ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และให้ น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่ง กรณีนี้จะทำให้ ครม.ทั้งคณะพ้นตำแหน่ง แต่จะทำหน้าที่รักษาการต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ เพียงแต่กรณีนี้ น.ส.แพทองธาร จะไม่สามารถเป็นนายกฯรักษาการได้ เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

กระบวนการเลือกนายกฯใหม่

ทั้งนี้ ไม่ว่า น.ส.แพทองธาร จะลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง กระบวนการต่อไป พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล จะต้องพยายามรวบรวมเสียง สส. เพื่อจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ และเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามมาตรา 159 ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการรวบรวมเสียง

เมื่อแกนนำรัฐบาลสามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาเลือกนายกฯ ในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ โดยในบัญชีนายกฯของพรรคเพื่อไทย มีนายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ คนสุดท้ายของพรรค

ทั้งนี้ การเสนอชื่อนายกฯ ในสภาจะต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในปัจจุบันมี 492 คน หรือ 50 เสียง

และการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกนายกฯ จะต้องโหวตโดยเปิดเผยด้วยการขานชื่อ และต้องมีคะแนนเสียงเกินกว่า 246 เสียง ซึ่งเป็นเสียงกึ่งหนึ่งของ สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

เช็กเสียงขั้วรัฐบาลปริ่มน้ำ

สำหรับเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน มี 11 พรรค จำนวน 253 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 140 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง พรรคประชาชาติ 9 เสียง พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง พรรคไทรวมพลัง 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคไทยก้าวหน้า 1 เสียง

ขณะที่เสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน มี 239 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาชน 143 เสียง พรรคภูมิใจไทย 69 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเป็นธรรม 1 เสียง

แต่ในจำนวนเสียงของฝ่ายค้าน ได้ประกาศตัวเป็น “งูเห่า” ไปอยู่ขั้วรัฐบาล ประมาณ 7-8 เสียง ทำให้เสียงของรัฐบาลมีอยู่ประมาณ 260 เสียง

ศาลยกฟ้องคดีทักษิณ 112

อีกด้านหนึ่ง ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1860/2567 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558

โดยก่อนหน้านี้ ศาลได้สืบพยานโจทก์สำคัญ 2 ปาก คือ นายธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี โดยศาลพิจารณาเห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดในข้อหานี้ ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง

หวั่นนโยบาย ศก.ไม่ต่อเนื่อง

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ในแง่เศรษฐกิจหลังจากนี้ สิ่งที่มองคือ 1.ขอให้งบประมาณปี 2569 ผ่านก่อน กรณีหากจะมียุบสภา เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจสะดุด และ 2.การปรับเปลี่ยนนโยบายบ่อย ๆ ก็จะมีผลกระทบในแง่ความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายที่อาจจะเกิดการชะงัก

ส่วน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า ผลกระทบเศรษฐกิจจากกรณีคดีนายกรัฐมนตรี ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีมากขึ้น โดยประเมินสมมุติฐานออกมาเป็น 3 กรณี คือ 1.กรณีนายกฯถูกตัดสินว่าไม่มีความผิดได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ นายกฯจะต้องเร่งดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรับมือผลกระทบจากนโยบายภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐ และเร่งดึงดูดการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะชะลอตัว

2.กรณีนายกฯถูกศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ มีการเปลี่ยนตัวนายกฯ หากคุณชัยเกษม นิติสิริ พรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯคนใหม่ นโยบายต่าง ๆ ยังคงมีความต่อเนื่อง แต่สิ่งที่กังวล เสถียรภาพการเมือง เนื่องจากคะแนนเสียงค่อนข้างปริ่มน้ำ อาจจะกระทบต่อนโยบาย มาตรการ หรือกฎหมายต่าง ๆ ที่จะออกมาได้

และ 3.กรณีมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล จะต้องรอดูความต่อเนื่องของนโยบายต่าง ๆ ที่จะออกมา ซึ่งนักลงทุนอาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จะชะลอการลงทุน และไม่ได้กระทบกับงบฯปี 2569 ซึ่งใช้ทัน 1 ตุลาคม แต่จะต้องติดตามว่าเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน

สิ่งที่กังวลมากที่สุด คือ กรณีเกิดการยุบสภาก่อนและหลังคำตัดสิน จะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ ความเชื่อมั่น และเศรษฐกิจภาพรวม เนื่องจากจะทำให้การเบิกใช้งบประมาณต้องหยุดชะงัก จะกระทบต่อภาคการก่อสร้าง การลงทุนให้ชะลอ และกระทบต่อเศรษฐกิจในที่สุด

แบงก์ทบทวนแผนรายไตรมาส

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์รายใหญ่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นธุรกิจและการลงทุน หากยืดเยื้อทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า จะมีผลต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะผู้ประกอบการก่อสร้าง และผู้รับเหมา (Subcontract) จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ จึงต้องจับตาภาคการก่อสร้าง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการพึ่งพางบประมาณของรัฐ หยุดชะงักชั่วคราว

ดังนั้น จากแนวโน้มปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น ธนาคารและลูกค้าจะต้องมีการปรับตัว ในแง่ธนาคาร การทำธุรกิจจะต้องเน้นลดค่าใช้จ่าย พยายามหาโอกาสธุรกิจใหม่ รายได้ใหม่ และไม่เน้นขยายธุรกิจ แต่เน้นการเติบโตด้วยคุณภาพ โดยยังต้องระมัดระวังตัวในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากตอนนี้ลูกค้ารายเล็กและรายย่อย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กำลังซื้อไม่มี

“การเมืองไม่มีเสถียรภาพ แน่นอนคนจะขาดความเชื่อมั่น และมาเจอปัญหาสงคราม คนจะยิ่งคิดหนักเรื่องการลงทุนใหม่ เพราะขายของได้ยากขึ้น เราในฐานะแบงก์ก็คงต้องระมัดระวังตัว อย่าเน้นขยายธุรกิจ แต่ต้องเน้นคุณภาพควบคู่กับดูแลลูกค้า พยายามทำตัวให้ Lean ลดค่าใช้จ่าย หารายได้ใหม่ ส่วนแผนการเติบโตอาจจะมีการทบทวนเป็นรายไตรมาส เพราะสถานการณ์เปลี่ยนเร็ว ต้องประเมินผลกระทบด้านต่าง ๆ ด้วย”

นักธุรกิจต้องการความชัดเจน

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การทำธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ ถือว่าผ่านจุดตกต่ำหนักสุด มีข่าวร้ายจนอิ่มมาแล้วในไตรมาส 2/68 นักธุรกิจต้องการความชัดเจนทางการเมือง เพื่อให้สามารถวางแผนธุรกิจรองรับได้ ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง ผู้ประกอบการรายใหญ่ ๆ เตรียมตั้งรับไว้หมดแล้ว

ความชัดเจนทางการเมือง เป็นสิ่งที่นักธุรกิจส่วนใหญ่เรียกร้อง ตามคำกล่าวของ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่เห็นว่า เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ สิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญมาก คือ ความสงบชายแดนไทย-กัมพูชา มีผลต่อการดำเนินการหรือตัดสินใจ การเข้ามาลงทุนในประเทศ

เมกะโปรเจ็กต์หยุดลงทุน

เช่นเดียวกับ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ปัจจัยการเมืองที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล ซึ่งเสถียรภาพของภาครัฐ คือรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในทางเศรษฐกิจ คล้าย ๆ แบรนด์ประเทศ จะเห็นว่าแบรนด์องค์กรมีมูลค่า ลูกค้ายินดีจ่าย ดังนั้น แบรนด์ประเทศยิ่งมีความสำคัญและมีมูลค่าสูงสุด

ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจหากมีความไม่แน่นอนทางการเมือง เช่น 1.การชะลอตัวของการลงทุน ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศจะหยุดรอคอย แม้นักลงทุนต่างชาติขอบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ไว้แล้ว อาจเลื่อนการตัดสินใจลงทุนออกไปก่อน ส่งผลให้เม็ดเงินใหม่ในโครงการขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานหยุดชะงัก

2.ความระมัดระวังของผู้บริโภค ประชาชนจะลดการตัดสินใจใช้จ่ายก้อนใหญ่ เช่น การซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม หรือรถยนต์ เนื่องจากกังวลทิศทางนโยบายของรัฐ

3.ความผันผวนของนโยบาย ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการเศรษฐกิจ

“สำหรับภาคอสังหาฯ ความเชื่อมั่นคือ Oxygen ของอุตสาหกรรมนี้ การรักษาเสถียรภาพรัฐบาล จึงเท่ากับการรักษากระแสเงินสดและความต่อเนื่องของธุรกิจ สมาคมบ้านจัดสรรจึงเห็นความสำคัญของการเมืองที่มั่นคง”

เอกชนเดือดร้อนแต่ต้องไปต่อ

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากกรณีคดีของนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวไม่อยากให้ประเด็นดังกล่าวบานปลายจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี และไม่ต้องการให้กระแสการเมืองใด ๆ มากดดันการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี หากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในตำแหน่งนายกฯ ขอให้มาจากกลไกของทางการเมือง

มาม่า : การเมืองนิ่งคือหัวใจ

นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองที่นิ่งหรือมีความชัดเจนนั้น มีความสำคัญมากและอาจมากกว่าตัวตนของรัฐบาล เพราะความไม่ชัดเจนทางการเมือง ส่งผลโดยตรงให้กำลังซื้อลดลงเนื่องจากผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น

มาม่า หากกำลังซื้อและดีมานด์ลดลง อาจลดกำลังผลิตลง เช่น ลด OT ให้สอดคล้องกันหรือปรับแผนเป็นผลิตสำรองสำหรับปีหน้า ปัจจุบันเม็ดเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคร่อยหรอเต็มที สะท้อนจากกำลังซื้อที่ลดลงในหลายธุรกิจ รวมถึงร้านอาหารที่เป็นปัจจัยสี่ ส่วนตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยอด 7 เดือนยังทรงตัว

ต้องการนายกฯตัวจริงทำงาน 100%

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ความชัดเจนคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญในคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าผลจะออกมาในด้านใด ถือว่าดี เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องทำงานแบบ 100% และหากนางสาวแพทองธารหลุดจากตำแหน่งด้วยคำตัดสินของศาล และพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังจับมือกันอยู่ ก็เป็นข้อกังวลในเรื่องของเสียงปริ่มน้ำ ซึ่งมีผลต่อการบริหารงานในอนาคต ที่อาจทำงานได้ลำบากเพราะต้องคอยนับองค์ประชุม

“คิดว่าคงไม่มีการยุบสภาในช่วงนี้ ยกเว้นเกิดกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ ทุกคนก็พยายามรับรู้ว่า ต้นปี 2569 อาจต้องมีการยุบสภา ซึ่งขณะนี้การพิจารณางบประมาณปี 2569 ผ่านได้แล้ว ก็ถือว่าไม่ได้เป็นความน่ากังวลมากนัก ในทางธุรกิจ ความมีเสถียรภาพเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด” นายเทียนประสิทธิ์กล่าว

นายสุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ โดยกลุ่มบริการสุขภาพและความงามซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณชะลอการใช้จ่ายชัดเจนช่วงปลายไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ หลายธุรกิจเริ่มชะลอการใช้งบประมาณ และเลื่อนแผนลงทุนออกไป โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมการขายขนาดใหญ่ เนื่องจากกังวลว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกระทบภาพรวมเศรษฐกิจในระยะสั้นถึงกลาง

ค่ายรถยนต์คุมงบฯการตลาด

ด้านธุรกิจรถยนต์ นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สิ่งสำคัญที่จัดการไม่ได้ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายของรัฐ ไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้ ส่งผลต่อการวางแผนนโยบาย การลงทุนหรือการตลาด และการย้ายฐานการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ธุรกิจจึงต้องควบคุมต้นทุน และใช้งบประมาณในการตลาดที่น้อยที่สุด

เช่นเดียวกับ นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า แม้จะมีความไม่แน่นอนในมิติด้านการเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญคือการมองไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบและมีการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมสร้างช่องว่างใหม่ทางธุรกิจ จึงต้องติดตามข้อมูลเชิงนโยบายและการปรับตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงข่าวการเมืองในประเทศเท่านั้น

การเมือง-เศรษฐกิจเหรียญ 2 ด้าน

ในส่วนของเศรษฐกิจต่างจังหวัด มีมุมมองว่าปัญหาการเมืองจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างแน่อน ตามที่นายชัยกฤต พุ่มเข็ม ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่คาดว่าหากสถานภาพทางการเมืองติดลบ ก็ไม่รู้เศรษฐกิจจะเดินหน้าไปทิศทางไหน อาจกลายเป็นช่องว่างที่ขาดผู้มีอำนาจมาดำเนินนโยบายต่อ จะทำให้เศรษฐกิจเกิดสุญญากาศ ระหว่างการเมืองและเศรษฐกิจ เป็นเหรียญสองด้าน แม้ศาลยกฟ้อง แต่เศรษฐกิจก็แย่อยู่ดี ไม่ได้หมายความว่าจะดีขึ้น