ปริญญา แนะ 2 ที่มา ผู้ร่าง รธน. ฉบับใหม่ ให้ประชาชนเลือกตั้ง ‘คณะผู้เลือก ส.ส.ร.’ แก้ลำคำวินิจฉัยเกินรัฐธรรมนูญ
ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ผ่าน เฟซบุ๊ก เรื่อง [ เลือกตั้งโดยตรงไม่ได้ ก็ต้อง #เลือกตั้งโดยอ้อม : ประเด็นพิจารณา เรื่องที่มาของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ] แสดงความคิดเห็นถึงกรณีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า
แม้ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 จะทำให้การทำประชามติ สามารถทำเหลือ 2 ครั้งได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตอบในเรื่องที่รัฐสภาไม่ได้ถามมาหนึ่งเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือ “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ทำให้เรื่องการที่จะมีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรง ก็กลายเป็นหมันไปในทันที
1.คำถามในทางวิชาการคือศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจอะไร มาห้ามไม่ให้รัฐสภาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงเช่นนี้ ? เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ แล้วรัฐสภาก็ไม่ได้ขอให้วินิจฉัยในเรื่องนี้ ที่สำคัญคือ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตามมาตรา 3 ทำไม จึงห้ามไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ?
คราวก่อนศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ให้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะให้มี ส.ส.ร. โดยให้เหตุผลว่า ต้องถามประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยก่อน พอรัฐสภายอมที่จะไปถามประชาชนก่อน ก็มาห้ามไม่ให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่ขัดกันเองอย่างยิ่ง
การวินิจฉัยเกินรัฐธรรมนูญ และโดยที่รัฐสภาไม่ได้ถาม เป็นการตอกย้ำถึงสถานะของศาลรัฐธรรมนูญไทยที่ยกตัวเองขึ้นไปอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ และทำให้ประเทศไทยไม่อยู่ใต้หลักรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด หรือความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (Supremacy of the Constitution) แต่อยู่ใต้หลัก ความสูงสุดของศาลรัฐธรรมนูญ (Supremacy of the Constitutional Court) ซึ่งเป็นปัญหาอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความรัฐธรรมนูญจนเลยเถิดไปอย่างไร ก็มีผลเป็น “เด็ดขาด” และผูกพันองค์กรอื่นทั้งหมดตามมาตรา 211 โดยที่ไม่ทราบว่าจะตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างไรเลย
2.เมื่อประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ “โดยตรง” ไม่ได้ ก็ต้องให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้อม การเลือกตั้งโดยอ้อม หรือเลือกตั้งทางอ้อม (Indirect Election) ก็คือให้ประชาชนเลือกตั้งคนที่จะไปเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง หรือผู้มีอำนาจหน้าที่อีกที ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนเลือกคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) แล้วคณะผู้เลือกตั้งก็จะไปเลือกประธานาธิบดี ตัวอย่างของประเทศไทยคือการเลือกนายกรัฐมนตรีที่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ที่ประชาชนเลือก สส. แล้ว สส. ก็จะไปเลือกนายกรัฐมนตรี
3.นอกจากการเลือกนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยก็ยังเคยมีการเลือกตั้ง สส. ทางอ้อมมาแล้ว คือในการเลือกตั้ง สส. ครั้งแรกของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2475 ที่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม คือให้ประชาชนแต่ละตำบลเลือกตั้งผู้แทนตำบล แล้วผู้แทนตำบลก็จะไปเลือก สส. ของแต่ละจังหวัด (พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ฯ พ.ศ. 2475-ภาพประกอบ 3)
4.ดังนั้น ถ้าให้ ส.ส.ร. หรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ก็คือให้ประชาชนเลือกตั้ง “คณะผู้เลือก ส.ส.ร.” (หรืออาจจะเป็นชื่ออื่นใดทำนองนี้) โดยอาจแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็นระดับอำเภอหรือจังหวัด แล้วคณะผู้เลือก ส.ส.ร. ก็มาเลือก ส.ส.ร. หรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญอีกที จากนั้นคณะผู้เลือก ส.ส.ร. ก็อาจจะทำหน้าที่ติดตามการร่าง และเสนอแนะประเด็นต่าง ๆ ให้กับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ
5.หรืออีกวิธีคือให้ สส. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เป็นผู้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะเท่ากับเป็นการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ทางอ้อม โดยให้พรรคการเมืองต่าง ๆ แถลงแนวทางการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นนโยบายในการเลือกตั้งที่จะมาถึง (ถ้ายุบสภาภายใน 4 เดือนหลังคณะรัฐมนตรีใหม่แถลงนโยบาย การเลือกตั้งจะมีขึ้นประมาณปลายเดือนมีนาคม 2569)
6.สำหรับ สว. นั้น แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะกำหนดว่าเป็น “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” เช่นเดียวกับ สส. แต่เนื่องจากไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงดังเช่น สส. ถ้าให้ สว. ร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วย ก็จะมีข้อวิจารณ์ว่า สว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จึงไม่ควรจะมาเลือก ส.ส.ร.
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำต้องมี สว. เห็นชอบอย่างน้อย 1 ใน 3 ซึ่งก็คือ 67 คน จาก 200 คน ถ้าไม่ให้ สว. เลือก ส.ส.ร. ร่วมกับ สส. ก็คงไม่ง่ายที่จะได้เสียงเห็นชอบ 1 ใน 3 จาก สว.
ถ้าให้ สว. ร่วมกับ สส. ในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะเหมือนกับ ส.ส.ร. ในปี พ.ศ. 2491 (ผลลัพธ์คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492) และ ส.ส.ร. ปี พ.ศ. 2539 (ผลลัพธ์คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540) ที่รัฐสภาเป็นผู้เลือก ส.ส.ร.ทั้งสองครั้ง (อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าสู่กระบวนการเลือกทั้ง 2 ครั้งมีความแตกต่างกัน ซึ่งจะยังไม่ขอกล่าวถึงในขณะนี้)
7.การเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญทางอ้อม จึงสรุปได้ว่ามี 3 แบบ คือ หนึ่ง ให้ประชาชนเลือกคณะผู้เลือก ส.ส.ร. โดยตรง หรือสอง ให้ สส. เลือก หรือสาม ให้รัฐสภาเลือก (ยังอาจมีแบบอื่นได้อีกแต่จะซับซ้อนเกินไป)
ความเห็นของผมคือ ผมเห็นว่า แบบที่หนึ่งคือ ให้ประชาชนเลือกตั้ง “คณะผู้เลือก ส.ส.ร.” โดยตรงจะดีที่สุด เพราะจะยึดโยงกับประชาชนมากกว่า และมีความใกล้เคียงกับการเลือก ส.ส.ร. โดยตรงมากที่สุด ดีรองลงมาคือแบบที่สองคือให้ สส. เลือก แต่แบบที่สองไม่น่าสำเร็จ และถ้าจะเอาแบบที่สอง สุดท้ายจะได้แบบที่สามคือรัฐสภาเลือกครับ
8.สำหรับในประเด็นว่าทำประชามติสองครั้งจะต้องทำอย่างไร ตอบสั้น ๆ ว่า ก็ต้องเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้มีผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ในแบบหนึ่งแบบใดพร้อมด้วยกรอบและกระบวนการร่าง ให้รัฐสภาพิจารณา เมื่อผ่าน 3 วาระแล้ว ก็จะต้องนำไปทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบครับ
ทั้งนี้ โดยให้ประชาชนตอบคำถามก่อนว่า (ประชามติครั้งที่ 1) เห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าเห็นชอบ จึงค่อยมาตอบคำถามว่า เห็นชอบหรือไม่กับรูปแบบที่รัฐสภาเสนอ ที่ผ่านรัฐสภามา 3 วาระแล้ว (ประชามติครั้งที่ 2) เมื่อประชามติผ่านทั้งสองข้อ จึงจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อประกาศใช้ก็จะดำเนินการให้มีผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามนั้นต่อไป
ซึ่งก็คือการทำให้ประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ทำไปด้วยกันได้ โดยไม่เสียเวลาและงบประมาณ ซึ่งถ้าทำได้ในวันเลือกตั้ง สส. ที่กำลังจะมาถึงก็จะดีมากครับ
ประเด็นตอนนี้จึงอยู่ที่ตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเสนอต่อรัฐสภา (ใช้เสียง สส. 1 ใน 5 คือ 99 คน) ซึ่งตอนนี้มีแค่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่มี สส. ถึงจำนวนนี้ ถ้าต่างคนต่างเสนอก็คงจะไปขัดแย้งกันในสภาแน่
ดังนั้น ถ้าพรรคประชาชนร่วมกันเสนอ กับพรรคภูมิใจไทย หรือถ้าจะยิ่งดีคือชวนพรรคเพื่อไทยมาร่วมด้วย โดยหาข้อยุติหลัก ๆ ระหว่างทั้ง 3 พรรคที่ยังเห็นต่างกันแล้ว เสนอร่างร่วมกัน โอกาสที่จะทำสำเร็จ คือได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งได้สร้างปัญหาให้เราไว้มาก ก็มีแน่นอนครับ