Skip to content

สรวงศ์ ถอดบทเรียนถูกหักหลัง ความเชื่อใจ…ปัจจัยพลิกเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน

11 ต.ค. 2568 | 12:37น.
สรวงศ์ ถอดบทเรียนถูกหักหลัง ความเชื่อใจ…ปัจจัยพลิกเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ 
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ,วิรวินท์ ศรีโหมด

พรรคเพื่อไทย ปฏิบัติการ “ยกเครื่อง” หลังจากพ่ายกลการเมือง ถูกผลักให้สลับมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน

เพียงสิ้นคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี พันธมิตรที่เคยเหนียวแน่นในพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทย เดินเกมพลิกขั้ว – ย้ายข้างทันที

แผนที่ตั้งใจเดินหน้าเป็นรัฐบาลต่อ เพื่อให้นโยบายออกดอกออกผล ต่อยอดไปสู่การเลือกตั้งพังทลาย พรรคเพื่อไทย พ่ายแพ้ในเกม

ประชาชาติธุรกิจ สนทนากับ “สรวงศ์ เทียนทอง” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

ให้สรุปบทเรียนว่า อะไรคือความผิดพลาดที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมาถึงจุดนี้

ปัจจัยยกเครื่องเพื่อไทย

ถามคำถามแรกว่า อะไรเป็นบทเรียนที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้อง “ยกเครื่อง” สรวงศ์ตอบว่า หลังจากการเลือกตั้ง มีความผิดเพี้ยนของประชาธิปไตยพอสมควร เราเป็นพรรคการเมืองอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ไทยที่ประกาศสนับสนุนพรรคการเมืองอันดับหนึ่งเป็นรัฐบาล รวมถึงเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง (พรรคก้าวไกล) เป็นนายกฯ ด้วย

แต่เหตุการณ์ทางการเมืองผันแปรให้เราต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีนายกฯชื่อ เศรษฐา ทวีสิน พอเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้น ท่านแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีภารกิจหลักคือทำให้พรรคเข้มแข็ง แต่ก็ต้องผันตัวมาเป็นนายกรัฐมนตรี

พรรคเพื่อไทยก็อยู่ในช่วงของการปรับเปลี่ยน Generation Gap น่าจะมากที่สุด มีทั้ง สส. สมัยแรก มีทั้ง สส. 8-9 สมัย เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน เมื่อวันนี้เรามาเป็นฝ่ายค้านแล้วก็กลับมาดูบ้านของเรา ท่านหัวหน้าเองก็มีปณิธานที่จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น

ถามว่า หรือเพราะที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจน มีความวุ่นวายในบ้านใช่ไหมที่ทำให้ต้องยกเครื่อง “สรวงศ์” ไม่ปฏิเสธ

คนหมู่มากมาอยู่รวมกัน ขนาดพ่อแม่พี่น้องคลานตามกันมายังมีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน การมาอยู่รวมกันในบ้านใหญ่ ๆ มี สส. 100 กว่าชีวิต มีสมาชิกอีกเป็นแสนคน

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำทุกอย่าง ให้ทุก ๆ คนได้รับในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่ผมก็ยืนยันตรงนี้ว่า ท่านหัวหน้า และคณะกรรมการบริหารทุกคน พยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้บ้านหลังนี้อบอุ่นที่สุด”

แก้ปัญหาพระอาทิตย์หลายดวง

ถามแย้งว่า หรือเพราะพรรคเพื่อไทยมีพระอาทิตย์หลายดวง ความชัดเจนไม่รู้ไปทางไหน “สรวงศ์” ตอบว่า อาจจะเป็นสิ่งที่ หลายๆคนคิด  สิ่งที่ชัดเจนก็คือท่านหัวหน้าแล้วว่าตอนนี้จะมีแต่หัวหน้าที่เป็นผู้ตัดสินใจ ไม่มีทางอ้อม ไม่มีทางลัด ไม่มีอะไรทั้งสิ้น และนั่นคือสิ่งที่หัวหน้าเองปฏิญาณตนไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ท่านแพทองธาร ผันตัวไปเป็นฝ่ายบริหาร พวกเราทุกคนก็พยายามอย่างยิ่งที่จะประคองบ้านหลังนี้เอาไว้

แสดงว่าต่อไปนี้เพื่อไทยจะมีแต่ V ที่ชื่อแพทองธาร ไม่มี V1 2 3 แล้วใช่ไหม “สรวงศ์” หัวเราะก่อนเลี่ยงตอบว่า “เราผ่านอะไรมาเยอะนะครับ อย่างที่ท่านหัวหน้าพูด นายกรัฐมนตรีในนามของพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย ถูกออกจากตำแหน่ง 6 คน ซึ่งถ้าเรามองจริงๆ 25 ปีของพวกเรา เป็นรัฐบาลจริงๆ ไม่ถึงครึ่ง เป็นรัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่งบริหารประเทศได้แบบคงที่ สมัยเดียวก็คือไทยรักไทยสมัยแรก 44-48”

“นอกนั้นก็จะเกิดวิบากกรรมขึ้นกับพรรคเราตลอดเวลา แต่ยืนยันว่า อย่างที่ท่านหัวหน้าพูด ถ้าเราจะล่มสลายหรือเราจะเราจะจบเนี่ยเราจบไปตั้งนานแล้ว แต่ผมมองว่าเรายังมีจุดยึดมันก็คือพี่น้องประชาชน เรายังมีจุดยึดมันก็คือระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

รับห่างอำนาจไปนาน

ทำไมเป็นรัฐบาลที่มั่นคงแค่ ไทยรักไทย สมัยแรก ได้สรุปบทเรียนบ้างไหม “สรวงศ์” กล่าวว่า “ผมเองก็เติบโตมา ในช่วงยุคของพรรคไทยรักไทยสมัย 2  เห็นการเปลี่ยนแปลงของพรรคมาโดยตลอด และเราในฐานะ สส.เขต พี่น้องประชาชนก็สะท้อนในหลายๆ ปัญหา ในหลายหลายเรื่องที่พรรคเพื่อไทยควรจะปรับเปลี่ยน”

“โทษใครไม่ได้ต้องโทษตัวเองไว้ก่อนเลย การตัดสินใจการทำงานต่างๆ ยุคสมัยมันเปลี่ยน สิ่งหนึ่งที่เรายังยึดมั่นที่จะทำก็คือการปฏิรูประบบราชการ จริงๆ  ผมเน้นย้ำมาเสมอว่า นักการเมือง ไม่ว่าจะระดับไหนก็แล้วแต่ แม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นแค่ฟันเฟือง ฟันเฟืองเดียวเท่านั้น ในการขับเคลื่อนประเทศไทย ถ้าฟันเฟืองโดยวงรอบไม่ไปด้วย หรือว่าไม่เอาด้วยมันขยับไม่ได้แน่นอน”

“เพราะฉะนั้น เราถอดบทเรียน เราเรียนรู้จากบทเรียน  แล้วเราก็ต้องถอดบทเรียนต่อไป ในการที่เลือกตั้งทุกครั้ง  เราได้รับเสียงจากพี่น้องประชาชน มั่นใจว่าท่วมท้น แม้กระทั่งปี 66 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้ 10 กว่า ล้านเสียงที่ไม่ใช่น้อยๆ นั่นคือความไว้วางใจ ความหวังของพี่น้องประชาชนที่ให้กับพรรคเพื่อไทย”

“ผมมองว่าจุดนี้ ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยแล้วก็เรายังมีพี่น้องประชาชนเป็นเสาหลักที่จะให้เราพิงที่จะให้เรายึดเหนี่ยว”

ดังนั้น พรรคเพื่อไทย ไม่ฟังก์ชั่นกับรัฐราชการจึงเป็นปัญหาหรือเปล่า พ่อบ้านพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่ฟังก์ชั่นกับราชการ แต่เราต้องยอมรับว่า เราไม่ได้อยู่ในอำนาจมา น่าจะประมาณ 11 ปี ตั้งแต่ปี 57 ที่เราโดนปฏิวัติไป เมื่อกลับเข้ามาเนี่ยหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป ในการทำงาน ในห้องประชุมคณะรัฐมนตรีหลายๆ คน ก็เข้าใจว่ามันจะจบตรงนี้ แต่มันก็ไม่ได้จบตรงนี้ มันก็กลับไปสู่การกระบวนการของราชการ

“ดังนั้น  ถ้ามีโอกาสได้ชี้แจง ทำความเข้าใจกับประชาชน ผมมองว่าเราน่าจะทำความเข้าใจได้ แล้วสิ่งต่างๆ ที่เป็นพี่น้องประชาชนเข้าใจว่า สส ทำไมไม่ทำ 1 2 3 4 5 ทำไมรัฐมนตรีไม่ทำ ทำไมนายกฯ ไม่ทำ แต่ทั้งหมดทั้งปวง มันคือสิ่งที่เราคิดได้ แต่การจะขับเคลื่อนมันไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่มันทั้งองคาพยพ  ผมไม่ได้บอกว่าพรรคเพื่อไทยทำงานกับข้าราชการไม่ได้ แต่บางสิ่งบางอย่างมันมีขั้นตอนของมันแล้วมันใช้เวลา”

สรรวงศ์ เทียนทอง

พรรคร่วมหักหลัง

พรรคเพื่อไทยไม่ประมาททางการเมือง แต่อะไรที่ทำให้เพลี่ยงพล้ำไปเป็นฝ่ายค้าน “สรวงศ์” ตอบว่า “ความเชื่อใจครับ ความเชื่อใจ เพราะเราทำการเมืองไม่ได้ห่วงการเมือง เราห่วงพี่น้องประชาชน นี่พูดจากใจจริงว่า ท่านหัวหน้าพรรค ซึ่งก็เอาตรง ๆ ว่าใหม่ทางการเมือง มีแต่จิตใจที่เปิดกว้าง ยอมรับทุกอย่าง พวกผมเองในฐานะคนรุ่นใหม่ก็ทำงานแบบเต็มที่”

“เดินในสภาก็คิดว่าทุกคนเป็นพวกหวังดีกับบ้านเมือง ไม่ได้มาคำนึงถึงเกมการเมือง ต้องยอมรับว่าเป็นบทเรียนบทใหญ่สำหรับผมในฐานะเป็นเลขาฯพรรคก็ต้องระวังมากขึ้น

“เกมการเมืองพลิกได้ตลอดเป็นสิ่งที่เราก็เสียใจ คิดอย่างหนึ่ง แต่กลับโดนกระทำอีกอย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้”

ถามย้ำว่า พรรคเพื่อไทยโดนหักหลังจากพรรคร่วมรัฐบาล สรวงศ์กล่าวว่า “อันนี้ผมไม่ตอบ ผมว่าประชาชนรู้ สื่อมวลชนรู้ ว่าหลังบ้านเป็นอย่างไร ทำงานกันอย่างไร ถ้าพูดไปอาจไม่แฟร์กับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ประชาชนรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร”

ถาม “สรวงศ์” ว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากไปแก้เหตุการณ์ไหน?

“ผมว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นดีเสมอ มันก็เป็น…สิ่งที่เราทำสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง เรียนรู้จากประสบการณ์แต่ยืนยันกับประชาชนว่า พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของคุณแพทองธาร ไม่เคยหวังร้ายกับประเทศ ทุกอย่างหวังดีกับประเทศทั้งหมด และเรามองว่าการทำงานเราคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก คือสิ่งที่พูดได้จากใจจริงๆ

พร้อมทำงาน ภท.-ปชน.

แต่เมื่อหันไปดูพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นเขย่าขวัญพรรคเพื่อไทยหรือไม่ “สรวงศ์” กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับประชาชน วันเลือกตั้งเป็นวันที่จะพิสูจน์ว่าประชาชนให้ความไว้วางใจกับใคร ผมและพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าเรายังพร้อมถ้าประชาชนให้ความไว้วางใจ ให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

รอบหน้าพร้อมทำงานกับภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ? เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน ถ้าพรรคที่ได้อันดับหนึ่งเห็นว่าเรามีความสามารถ หรือมีความพร้อมที่จะทำงานร่วมกัน เรายินดี”

“และเป็นปณิธานของท่านหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำว่า อยากที่จะบริหารประเทศต่อ เราอยากจะทำในสิ่งที่เราทำค้างไว้ ถ้าประชาชนเห็นด้วยในการเลือกตั้งรอบหน้า เราก็พร้อม และยินดีที่จะสนับสนุนพรรคที่ได้อันดับหนึ่ง”

แม้จะทำให้เราเจ็บช้ำ “สรวงศ์” ตอบว่า “การเมืองก็คือการเมือง การเมืองวันนี้

เราจะเห็น สส. หรือว่าอดีต สส. หรือว่าผู้สมัครไหลเข้าไปภูมิใจไทยเยอะ ไปพรรคกล้าธรรมบ้าง ก็เป็นอุดมการณ์”

“ผมยังยืนยันคำเดิมคือให้เกียรติกับทุกท่านที่ตัดสินใจ เพราะทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง ทุกคนทุกท่านที่เสนอตัวเข้ามาทำงานทางการเมือง หวังดีกับประเทศชาติทั้งนั้น”

ถูกยัดเยียดวาทกรรม

ตอนปี 66 พรรคเพื่อไทยกำคำว่าฝ่ายเสรีประชาธิปไตย แต่สุดท้ายไปตั้งรัฐบาลข้ามขั้วร่วมกับพรรคฝ่ายอนุรักษนิยม ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป position ของพรรคเพื่อไทยจะวางอยู่จุดไหน

สรวงศ์ ตอบว่า ทุกอย่างมันเป็นวาทกรรม  แล้ววาทกรรมทุกอย่างมันถูกยัดเยียดให้กับพรรคเรามาโดยตลอด ยืนยันตรงนี้เรายังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราเปลี่ยนตัวนี้ไม่ได้แน่นอน พี่น้องร่วมอุดมการณ์ผมมั่นใจว่าเขารู้ว่าพรรคเพื่อไทยทำอะไร รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น

มันไม่มีพรรคการเมืองพรรคที่ได้อันดับ 2 พรรคไหนที่ประกาศตัวเองที่จะดันพรรคอันดับหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วเราทำให้เห็นถึง 2 ครั้งในสภา แล้วเราก็ถูกยัดเยียดคำว่าตระบัดสัตย์ ข้ามขั้ว  แต่เราพยายามอย่างยิ่งที่จะออกมาอธิบายให้กับประชาชนได้ฟัง แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนี้มันยิ่งกว่าตระบัดสัตย์ มันยิ่งกว่ามีลุงไม่มีเรา มันพังหมดแล้ว มันพังหมดจริงๆ

และอย่าลืมตั้งแต่พรรคไทยรักไทยมา 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง เราซ่อมแล้ว 4 ปี แต่เรายังไม่เคยสร้างประเทศเลย เราถูกสกัดมาโดยตลอด และทุกครั้งที่เราเข้ามาก็เข้ามาซ่อมจากสิ่งที่เราไม่ได้อยากให้มันเกิด แต่ว่ามันเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องทำ แต่พอเริ่มที่จะดีขึ้น มันก็มีอันเป็นไปแบบนี้

แล้วก็สิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองตอนนี้ ประชาชนก็เห็นว่าอธิบายไม่ได้ด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้น กับการที่ไปให้อำนาจกับ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แล้วบริหารประเทศ 4 เดือน อย่างที่เห็น

การมีอำนาจอยู่ในมือมันก็เนื้อหอม สิ่งที่เราก็เห็นในภาพข่าวทุกวันนี้ สส. หรือว่าผู้สมัคร สส. ก็ไหล นั้นเป็นเป็นเรื่องปกติของการเมือง แต่รบกวนตอบผมหน่อยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันคืออะไร ถ้าไม่ใช่ตระบัดสัตย์ ถ้าไม่ใช่มีลุงไม่มีเราแล้วมันคืออะไร

พี่น้องประชาชนที่ปิดประตูกับเพื่อไทยไปแล้วเขาก็ไม่รับฟังว่าเราแสดงเจตนารมณ์ของเราตั้งแต่วันแรกที่ได้รับทราบผลการเลือกตั้งว่า เราพร้อมที่จะสนับสนุน พรรคก้าวไกลขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แล้วเราก็เสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ ถึง 2 ครั้งในสภา แค่นั้นเอง

ยังเชื่อในเสียงประชาชน

ถ้าช่วงอยู่ในช่วงหาเสียง เจอวาทกรรมตระบัตรสัตย์นี้จะล้างวารทกรรมอย่างไร “สรวงศ์” กล่าวว่า คนที่เชียร์เราก็เชียร์เรา รักเราก็รักเรา เลือกเราก็เลือกเรา  สำหรับคนที่ไม่รักเรา ไม่ชอบเราก็ยังไงก็ไม่เปิดรับอยู่แล้ว คนกลางๆ คนที่เขากำลังชั่งใจอยู่ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์มากที่สุดในโพล  ตรงนี้แหละเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจกับ ประชาชนเหล่านั้น เพราะเขายังไม่ได้ตัดสินใจ

อาจจะเคยเชียร์พรรคเพื่อไทยแล้วเห็นว่ามีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทย เปลี่ยนใจก็ได้  หรืออาจจะเป็น อนุรักษนิยมเดิมแล้วเห็นว่า พวกเราถูกกระทำโดยไม่แฟร์  ก็อาจจะกลับมารักเราก็ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้หมดทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยยังมีจุดยืนยังเหมือนเดิม เรายังเป็นพรรคการเมืองที่เน้นในเรื่องของการเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  และยังยืนยันที่จะเชื่อในเสียงของประชาชน พรรคไหนให้พรรคเราเรายินดี เราพร้อมที่จะบริหารประเทศต่อ ถ้าให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราก็พร้อมสนับสนุนแค่นั้นเอง ง่ายๆ

แก้โจทย์คลิปเสียงอังเคิล

เมื่อพรรคเพื่อไทยรัฐบาลมา 2 ปี ผลงานยังไม่ออก จะเอาอะไรไปขาย สรวงศ์ กล่าวว่า ผมว่านโยบายที่ที่พวกเราทำกันมา เป็นสิ่งที่ประขาขนมีความหวัง  เราหาเสียงเลือกตั้งปี 66 เราก็หาเสียงแรงสไลด์ นโยบายต่างๆ ที่เราออกไป เรามั่นใจว่าเราทำได้ แต่ว่าผลการเลือกตั้งออกมา ไม่ใช่อย่างที่เราคิด  ผมว่าประชาชน  สื่อมวลชนก็รู้ นโยบายต่างๆ ที่ออกมาพี่จะทำแต่ละอย่างก็โดนขัดขวาง โดนห้ามโดนขวาง โดนเปลี่ยนรูปแบบ

ดังนั้น ในการเลือกตั้งปี 69 เราก็ต้องมีการปรับนโยบายต่างๆ  อาจจะกระชับขึ้น อาจเป็นมุมมองของการเป็นรัฐบาลผสมว่าทำได้จริงขนาดไหน เราต้องให้พี่น้องประชาชนกลับมา มีความเชื่อมั่นกับเราให้ได้น และยังยึดใจประชาชนไว้ได้อยู่

เรื่องพืชผลทางการเกษตร อาจจะเป็นคำพูดที่ง่ายขึ้น ไม่ต้องให้ประชาชนมาตีความเอง เช่น ราคา 3 เท่ายกแผงคืออะไร ราคาขึ้นยังไงขึ้นเท่าไหร่ เอาเป็นตัวเลขที่ประชาชนจับต้องได้เลย เงินช่วยเหลือเงินเยียวยา ต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้เลย

แม้กระทั่งเรื่องความมั่นคง ผมเป็น สส ชายแดน เรื่องของรั้วที่จะทำกับกัมพูชา มีการเสนอตั้งแต่สมัยท่านนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ไปสระแก้ว จนถึงท่านนายกฯ แพทองธาร  มีการเสนอมาโดยตลอด มันมีขั้นมีตอนของมันในการเสนอ มีการทำอยู่แล้ว แต่เกิดหตุการณ์ แบบนี้ขึ้นก่อน จนมีการสูญเสีย ซึ่งไม่อยากให้สูญเสีย แล้วก็เป็นวาทกรรม

“พวกเราก็โดนอีก และผมมั่นใจครับว่าเวลาหาเสียงใหญ่ 69 ก็ต้องมีการเอาคลิปเสียงของท่านหัวหน้าพรรคมาเปิดก็จะโจมตีเราอันนี้พูดไม่ได้เลยชัดเจนแน่นอน”

พรรคเพื่อไทยจะแก้โจทย์นี้อย่างไร “สรวงศ์” ตอบว่า พูดในฐานะที่ไม่ได้เชียร์เพื่อไทย เราลองไปดูฟังจริงๆ ในคลิปเสียง 17 นาทีเต็มๆ  ไม่มีอะไรเลยที่นายกฯ แพทองธาร ขณะนั้น ไปตกลงกับผู้นำของกัมพูชา มีแต่รับฟังและคำตอบที่ได้จากนายกฯ แพทองธาร  เดี๋ยวอิ๊งค์ไปถามกองทัพก่อนทั้งนั้น  ไม่มีอะไรที่ตกลด้วยงซ้ำ

“แต่เข้าใจครับ ผมว่ามันก็ต้องเป็นวาทกรรมที่ติดตัวไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผมมองว่าผู้สมัครพรรคเพื่อไทย แม้แต่ตัว หัวหน้าพรรค ถ้าโดนวาทกรรมแบบนี้ท่านก็มีสิ่งที่จะตอบได้ ผมก็พร้อมลงพื้นที่ ไปคุยกับพี่น้องประชาชนก็มีเวลาก็อธิบายให้เขาฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น คำพูดทุกคำพูดถอดมันเป็นคำพูด ไม่ได้มีอะไรที่ไปทำให้ประเทศเสียหาย เพียงแต่ว่ามันเป็นวาทกรรมที่เอามาใช้ในการที่จะ….นี่แหละครับ มันเกิดขึ้นแล้ว”

พร้อมเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

สรวงศ์ เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยยังไปต่อได้

“ไปต่อได้ครับ…ไปต่อได้ เพราะยังมองว่าพรรคเพื่อไทยยังมีจุดยืนเหมือนเดิม เป็นความหวังให้ประชาชนเรื่องแก้ปัญหาปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ เราเป็นรัฐบาลที่มีผลงานเยอะที่สุด แม้เป็นรัฐบาลกระท่อนกระแท่น และเป็นสิ่งที่ประชาชนยังใช้อยู่ แม้มีรัฐบาลรัฐประหารขึ้นมา รัฐบาลอื่นขึ้นมา ก็เอานโยบายของเรามาใช้จนคนรุ่นใหม่ขึ้นมาคิดว่าเป็นผลงานรัฐบาลนั้นๆ แล้ว แต่ทั้งหมดให้ไปดู มันเป็นผลงานของเราทั้งสิ้น”

เราพร้อมเสนอเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถ้าประชาชนไว้วางใจเรา เราพร้อมกลับมาเป็นแกนนำบริหารประเทศ แต่ถ้าประชาชนเห็นว่าพรรคการเมืองไหนมีความสามารถ ให้ความไว้วางใจพรรคการเมืองไหนที่จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราพร้อมสนับสนุนในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองอันดับ 2 อันดับ 3 อะไรก็แล้วแต่ เราพร้อม เพราะเรายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเราก็ยังยืนยันอย่างนี้มาโดยตลอด และยืนยันเหมือนเดิม

 

ที่มาเป้า สส. 200 คน

หลังจาก “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ในฐานะถูกตั้งเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ถาม “สรวงศ์” ว่า “สุริยะ” ที่คนพรรคเพื่อไทยเรียก The sun มีคุณสมบัติอะไร

“ท่านสุริยะเป็นคนที่อยู่ในวงการเมืองมาพอสมควร อยู่ในฝ่ายบริหารมานาน ท่านรู้จักคนรู้จักองค์กร สิ่งต่างๆเหล่านี้มันปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเป็นพลังในการเลือกตั้ง”

“และสิ่งหนึ่งเลยที่ท่านหัวหน้าได้มอบหมายให้ท่านสุริยะคือ เป็นผู้อาวุโสคนหนึ่ง มีประสบการณ์เยอะมาก สามารถพูดคุยกับ สส. ผู้สมัครในพรรคได้ทุกคน ผมเองในฐานะ เลขาธิการพรรคก็จะคอยซัพพอร์ตตลอด”

ที่ตั้งเป้าจะได้ สส. 200 คน มาจากไหน “สรวงศ์” ยอมรับว่า การหวังตัวเลข 200 จาก 500 ไม่ใช่สิ่งที่เกินฝัน ขึ้นอยู่กับประชาชน เราพยายามเอาอีสานกับเหนือกลับมาให้ได้มากขึ้น เหนือเอง ในการเลือกตั้งปี’66 เราโดนไปเยอะ เชียงใหม่ เชียงราย เราโดนพรรคก้าวไกลตอนนั้นชิงพื้นที่ไปเยอะ อีสาน ภาคตะวันออกก็เช่นกัน

แคนดิเดตนายกฯ ชินวัตร?

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน จะมีแคแร็กเตอร์แบบไหน มีชินวัตรด้วยหรือไม่ “สรวงศ์” ตอบว่า จะชินวัตรไม่ชินวัตร ผมว่าดูตามความเหมาะสม เพราะว่าแคนดิเดตนายกฯ จะต้องเป็นคนที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจ จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเมือง หรือพอประกาศชื่อไปแล้ว ประชาชนมองว่าคนนี้จะเป็นความหวังของประเทศได้

ชื่อ “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ลูกเขยของ “ทักษิณ ชินวัตร” มีโอกาสเป็นแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย หรือไม่ “สรวงศ์” (หัวเราะ) ก่อนตอบว่า ไม่มีอะไรเสียหาย แต่คนก็จะมองว่าเอาอีกแล้ว เป็นเขย เป็นตระกูล แต่ผมมองว่าถ้าคนไหนมีศักยภาพ มีแผนชัดเจนพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ผมว่าไม่เสียหาย

ชินวัตร ยังขายได้อยู่ไหม เป็นคำถามสำคัญ สรวงศ์ตอบว่า การเป็นเพื่อไทย แยกไม่ออก แล้วปฏิเสธไม่ได้ด้วย แต่ถ้ามองเข้าไปในพรรคการเมืองทุกวันนี้สิ ทุกพรรคมีจุดยึด ทั้งพรรคประชาชนเองก็มีจุดยึด พรรคภูมิใจไทยก็มีจุดยึด พรรคกล้าธรรมก็มีจุดยึด ไม่ต้องพูดสวยหรู ไม่ต้องโยนวาทกรรมนี้มาให้เพื่อไทยอย่างเดียวว่า ตระกูลชินวัตร ผมมองว่า มันไม่แฟร์

ชินวัตรยังขายได้อยู่ไหม ก็ยืนยันคำเดิม คนที่เชียร์ก็ยังเชียร์อยู่ คนที่รักก็ยังรักอยู่ เลือกอยู่ สำหรับคนที่กลาง ๆ เขาอาจจะมองเห็นว่า มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่โดนวาทกรรมใส่ความ ก็อาจจะกลับมาเลือกเราก็ได้

ทักษิณยังเป็นเสาหลัก

ในชั่วโมงที่พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ คนที่แพ้ไม่ต่างกันคือ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องกลับไปอยู่เรือนจำอีกครั้ง มีผลต่อพรรคเพื่อไทยแค่ไหน “สรวงศ์” ตอบว่า  มีแน่นอนครับ มีทั้งมีทั้งในแง่บวกและในแง่ลบ คือบางคนบางท่านที่มาคุยกับผมนะก็บอกว่าเนี่ย ท่านหมดบารมีแล้ว ถึงออกจากพรรค ถึงเลือดไหลออกไป  บางคนบางท่านก็ บอกว่านี่คือ ลูกผู้ชาย

เอาตรงๆว่าในการยอมรับ ในสิ่งที่ท่านทักษิณถูกตัดสิน คนที่เชียร์ท่าน หรือแม้กระทั่งตัวท่านเองก็คิดว่า มันไม่แฟร์ตั้งแต่เริ่มคดีด้วยคณะรัฐประหาร แต่ ณ ตอนนี้ ผมมองว่าท่านก็ ทำทุกอย่าง เพื่อจะให้เห็นว่าท่านมีจิตใจที่พร้อมจะสู้พร้อมจะยืนเคียงข้างกับพรรคเพื่อไทย พร้อมจะยืนเคียงข้างกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมจะยืนเคียงข้างกับสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครหรือคนที่เลือกพรรคเพื่อไท ท่านยังอยู่เป็นเสาหลักให้กับพวกเรา

นายทักษิณ ชินวัตร