ครม.อนุมัติ 5 แพ็กเกจมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า สูงสุด 30,000 บาท เมืองหลัก 1 เท่า เริ่ม 29 ต.ค. 68 นี้ คลังคาดหนุนจีดีพี Q4 โตเพิ่ม 0.04%
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย 5 เสาหลัก Quick Big Win โดยเสาหลักแรกมุ่งเน้นการกระตุ้นการท่องเที่ยวและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรักษาการเติบโตของ GDP ในไตรมาส 4/2568 ไม่ให้ตกต่ำ และสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่คึกคัก
“การท่องเที่ยวภายในประเทศมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็น 24% ของการบริโภคภาคเอกชน และคิดเป็นประมาณ 14% ของ GDP โดยหากเปรียบเทียบตัวเลขปี 2567 และปี 2568 พบว่าปี 2567 การขยายตัวของการท่องเที่ยวในประเทศอยู่ที่ 8.4% ขณะที่ปี 2568 ติดลบ 2.7% ทำให้รัฐบาลเห็นความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวภายในประเทศ” ปลัดคลังกล่าว

โดยแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวมีทั้งหมด 5 มาตรการ
1.มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ประชาชนสามารถนำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง ลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาทตามจำนวนที่จ่ายจริง แบ่งเป็น
1.ใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษ หรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท
2.ใบกำกับภาษีที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท
โดยมาตรการนี้จะให้สิทธิในการลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และสำหรับเมืองรองให้ทั้งหมด 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอใน 15 จังหวัด สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง หรือลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท โดยจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 140,000 คน จำนวนเงินรวม 2,800 ล้านบาท
2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนา เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 2568
โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถหักรายจ่ายดังกล่าว โดยสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง
3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนต.ค. 2568-31 ม.ค. 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก
4.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง แยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ 2.ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี
เริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2568-31 มี.ค. 2569 สำหรับทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการประกอบด้วย 1.อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม 2.เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคาร
5.มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลานจ์ เป็นต้น โดยกระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครอง ให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป
ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เบื้องต้นคาดว่ามาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 4/2568 ได้ 0.04% และสูญเสียรายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท
แต่เมื่อรวมกับมาตรการเพิ่มเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 110,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.4% ของ GDP สำหรับไตรมาส 4/2568 หากรวมมาตรการใหม่ด้วยจะเพิ่มผลกระทบต่อ GDP ขึ้นเป็นประมาณ 0.44-0.45% เชื่อว่าจะทำให้จีดีพีไตรมาส 4/2568 ประเมินว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นไตรมาสสุดท้ายได้ 1%
