เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา! ครม.เคาะโยก ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ร่างแผนฯไทย-อินโด ก่อน อนุทิน บินเยือน
Politics จับตา! ครม.เคาะโยก ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ร่างแผนฯไทย-อินโด ก่อน อนุทิน บินเยือน
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (21 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.82% อยู่ที่ 65,213 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (21 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.82% อยู่ที่ 65,213 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (21 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (21 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เปิดผลสำรวจ LIXIL คนไทย 77% ชี้ “Spalet” สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
Biz Movement เปิดผลสำรวจ LIXIL คนไทย 77% ชี้ “Spalet” สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
“พิพัฒน์” จ่อย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ลดแออัด ผุดเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ไร้คาสิโน
Politics “พิพัฒน์” จ่อย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ลดแออัด ผุดเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ไร้คาสิโน
กรุงศรีกำไรครึ่งปีแรก พุ่ง 6.8% อานิสงส์ AI-อุตฯ อิเล็กทรอนิกส์
Finance กรุงศรีกำไรครึ่งปีแรก พุ่ง 6.8% อานิสงส์ AI-อุตฯ อิเล็กทรอนิกส์
”พิพัฒน์” สั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC” สร้างความสบายใจทุกฝ่าย รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำ
Politics ”พิพัฒน์” สั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC” สร้างความสบายใจทุกฝ่าย รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำ
ปตท.แจงเหตุเพลิงไหม้สถานี NGV บ่อวิน เสียชีวิต 1 ราย ปิดบริการชั่วคราว
News ปตท.แจงเหตุเพลิงไหม้สถานี NGV บ่อวิน เสียชีวิต 1 ราย ปิดบริการชั่วคราว
กรมราง เดินหน้า “ตั๋วร่วม” ค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท เริ่มปี’70 บีทีเอสทุ่มอัพระบบรับ EMV
Economic กรมราง เดินหน้า “ตั๋วร่วม” ค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท เริ่มปี’70 บีทีเอสทุ่มอัพระบบรับ EMV
สิ้น เซียะเสียน นักแสดง-นักรักโลกมายาฮ่องกง วัย 89
World สิ้น เซียะเสียน นักแสดง-นักรักโลกมายาฮ่องกง วัย 89
ดูทั้งหมด

ป.ป.ช.รับไต่สวน “ครม.เศรษฐา“ คดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน ทำดิจิทัลฯ บิ๊กขรก.โดนด้วย

31 ต.ค. 2568 | 16:58น.
นายเศรษฐา ทวีสิน

ป.ป.ช.รับไต่สวน “ครม.เศรษฐา” ปมโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน ทำโครงการดิจิทัลวอลเลต เข้าข่ายผิด ม.157 แต่ไม่รับไต่สวน “ครม.อิ๊งค์” เหตุยังไม่เข้ารับตำแหน่งตอนเกิดเหตุ

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยถึงกรณีกล่าวหานายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับพวก ร่วมกันแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายสำหรับเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ และรายจ่ายตามข้อผูกพันที่กฎหมายกำหนดให้จ่าย รวมถึงการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

จากการสอบสวนปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้ ข้อกล่าวหาที่ 1 กรณีกล่าวหาว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีกับพวกได้ร่วมกันแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จำนวน 5 แห่ง วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ และรายจ่ายตามข้อผูกพันที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง (1) (2) (3) รับฟังได้ว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลังจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้พิจารณาเสนอปรับลดงบประมาณของตนเองลง ตามแนวทางที่ได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและสำนักงบประมาณ รวมวงเงินงบประมาณที่ถูกปรับลด เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 35,000 ล้านบาท แล้วนำไปเพิ่มเป็นรายจ่ายงบฯกลาง เพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล (หรือโครงการเติมเงิน 10,000 บาท) โดยมิได้เกิดจากฝ่ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นผู้เสนอขอแปรญัตติเอง ตามระเบียบหรือข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับลด ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) แต่อย่างใด

ดังนั้น จึงไม่มีการแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามรัฐธรรมนูญ คดีจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง (3) ตามที่มีการกล่าวหา

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังเคยมีคำวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม ต้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา หากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณดังกล่าวได้รับการพิจารณาเสร็จสิ้น และเป็นกฎหมายใช้บังคับแล้ว ย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่จะเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงไม่มีกรณีต้องเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จึงมีมติให้ยุติการสอบสวนทางลับ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากการสอบสวนว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้มอบนโยบาย หรือมีมติสั่งการให้สำนักงบประมาณ (สงป.) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดำเนินการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จำนวน 5 แห่ง พิจารณาทบทวนงบประมาณรายจ่ายที่ได้ตั้งคำขอไว้ โดยให้เสนอปรับลดงบประมาณของตนเองลง เพื่อเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล

ต่อมาคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 มีมติเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตามที่ SFIs เสนอ โดยปรับลดงบฯของทั้ง 5 แห่ง รวมวงเงิน 35,000 ล้านบาท แล้วนำไปเพิ่มเป็นรายจ่ายงบฯกลาง เพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล

จนกระทั่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2568 และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงงบประมาณดังกล่าว ทั้งที่งบฯของ SFIs ดังกล่าวมีสถานะเป็นภาระทางการเงินที่รัฐบาลต้องตั้งงบฯชดเชยตามกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 28 และพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับ ดูแล และบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 มาตรา 28

แต่รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน กลับดำเนินการปรับลดงบประมาณในส่วนของ SFIs ทั้ง 5 แห่งลง โดยไม่ได้ตั้งงบฯชดเชยให้ในปีงบประมาณ 2568 การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 9 และมาตรา 20 วรรคแรก (5) โดยมีเจตนาเพื่อโยกงบฯไปใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย เพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการคลังของประเทศ

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้รับเรื่องไว้ไต่สวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 โดยให้ดำเนินการไต่สวนบุคคลหรือคณะบุคคล ดังนี้ 1.นายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2.คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 และมีมติเห็นชอบกับการปรับลดงบประมาณ 3.นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 4.นายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

สำหรับผู้ถูกร้องรายอื่น คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังนี้ 1.นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแปรญัตติปรับลดงบประมาณ

2.คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2568 ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ หรือพยานหลักฐานชัดเจน

3.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน

ข้อกล่าวหาที่ 2 กรณีกล่าวหาว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กับพวก ได้ร่วมกันแปรญัตติเพิ่มงบประมาณรายจ่ายให้กับกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 1,256,710,300 บาท

ป.ป.ช.ตรวจสอบแล้วพบว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีมติไม่เห็นชอบการขอเพิ่มงบฯดังกล่าว และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่ประกาศใช้มียอดงบฯตรงกับที่เสนอเดิม คือ 220,184,400 บาท จึงไม่ปรากฏการแปรญัตติเพิ่มงบฯกองทุนดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ยุติการสอบสวนทางลับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ครม.เศรษฐา เศรษฐา ทวีสิน