เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดอกเบี้ยสูง คือปกติใหม่ของโลก
ส่องโลก มองไทย ดอกเบี้ยสูง คือปกติใหม่ของโลก
‘พิพัฒน์’ ยันบริษัทลูกชาย ซื้อขายหุ้นปกติ ย้อน ‘ศิริโชค’ มาเล่นตน แพ้เลือกตั้ง 3 ครั้งเลยหาแสง
Politics ‘พิพัฒน์’ ยันบริษัทลูกชาย ซื้อขายหุ้นปกติ ย้อน ‘ศิริโชค’ มาเล่นตน แพ้เลือกตั้ง 3 ครั้งเลยหาแสง
ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1200 บาท ทองรูปพรรณ 64,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1200 บาท ทองรูปพรรณ 64,950 บาท
‘ศุภจี’ ขอบคุณ ‘อนุทิน’ ออกตัวป้อง เผยกำลังใจดี-พร้อมทำงานทุกวัน
Politics ‘ศุภจี’ ขอบคุณ ‘อนุทิน’ ออกตัวป้อง เผยกำลังใจดี-พร้อมทำงานทุกวัน
‘โสภณ’ อยากให้ได้ข้อสรุปวันซักฟอก ‘ฝ่ายค้าน’ ขอ 4 วัน พร้อมเลื่อน พ.ย. หรือ ธ.ค.
Politics ‘โสภณ’ อยากให้ได้ข้อสรุปวันซักฟอก ‘ฝ่ายค้าน’ ขอ 4 วัน พร้อมเลื่อน พ.ย. หรือ ธ.ค.
ทุน BOI ทะลุ 1.47 ล้านล้าน ดันตลาด EPC รับลงทุน Data Center-พลังงานสะอาด
Business ทุน BOI ทะลุ 1.47 ล้านล้าน ดันตลาด EPC รับลงทุน Data Center-พลังงานสะอาด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ต.ค. 69) ปรับลง 3.52% อยู่ที่ 81,313 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ต.ค. 69) ปรับลง 3.52% อยู่ที่ 81,313 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Thai PBS กับโจทย์ใหญ่สื่อสาธารณะ งบ 2,000 ล้าน อิสระ และความอยู่รอด
News Thai PBS กับโจทย์ใหญ่สื่อสาธารณะ งบ 2,000 ล้าน อิสระ และความอยู่รอด
มนร.ถอดรหัสน้ำผึ้งมรกต ‘ต่อยอด’ งานวิจัยถึงเซลล์มะเร็ง
SD มนร.ถอดรหัสน้ำผึ้งมรกต ‘ต่อยอด’ งานวิจัยถึงเซลล์มะเร็ง
ดูทั้งหมด

“กู้ให้ฉลาด…แล้วกัดฟันสู้” ส่งซิกอนุทิน ขยายเพดานหนี้ 80%

30 มี.ค. 2569 | 16:35น.
นายเศรษฐา ทวีสิน

อดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ออกมาให้สัมภาษณ์กับทาง Bloomberg ควรมีการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการลดแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและฟื้นฟูการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

นายเศรษฐา ทวีสิน เสนอว่า ควรมีการปรับเพิ่มสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากขีดจำกัดเดิมที่รัฐกำหนดไว้เองที่ 70% ให้ขึ้นไปอยู่ที่ 80%

ซึ่งการขยับครั้งนี้จะช่วยเปิด “พื้นที่ทางการคลัง” หรือเงินงบประมาณกู้เพิ่มได้อีกประมาณ 2 ล้านล้านบาท (ประมาณ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ทั้งเน้นย้ำเงื่อนไขสำคัญว่า เงินจำนวนมหาศาลนี้จะต้องถูกนำไปใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ เช่น การยกระดับสนามบิน การสร้างทางหลวง หรือโครงการระบบบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างยั่งยืน โดยจะต้องไม่ถูกนำไปใช้กับโครงการประชานิยมในลักษณะการแจกเงินเพียงอย่างเดียว เพื่อให้มาตรการนี้เป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชน และรักษาความเชื่อมั่นจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก

ปัจจุบันรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยังคงมีท่าทีคัดค้านการขยายเพดานหนี้ดังกล่าว หลังจากที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody’s Ratings และ Fitch Ratings ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยจากระดับ “คงที่” เป็น “เชิงลบ” เมื่อปีที่ผ่านมา

โดยอ้างถึงสถานะทางการคลังที่เริ่มอ่อนแอลง แต่ในขณะเดียวกัน แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจมูลค่า 5.7 แสนล้านดอลลาร์ของไทย ก็ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการเปิดพื้นที่ในการกู้ยืมเงินมากขึ้น

ฺBloomberg ระบุว่า อดีตนายกนายเศรษฐาในวัย 64 ปี เพิ่งฟื้นตัวจากอาการป่วยหนัก ฉะทัศนะต่อมุมมองนี้ว่า

“บริษัทจัดอันดับ (เครดิต) ไม่ได้เป็นคนบริหารประเทศ พวกเราต่างหากที่เป็นคนบริหาร ตราบใดที่คุณมั่นใจว่าเงินที่กู้ยืมมาจะถูกนำไปใช้อย่างชาญฉลาด คุณก็ต้องยอมกัดฟันสู้ (Bite the bullet) เพื่อก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้”

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ความระมัดระวังเรื่องการกู้ยืมเงินอย่างเข้มงวดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 โดยเคยปรับเพิ่มเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% มาแล้วในปี 2564 เพื่อเยียวยาผลกระทบจากโรคระบาด

อดีตนายกฯเปรียบเทียบว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้แม้จะพ้นจากอาการ ‘โคม่า’ แล้ว แต่ก็ยังอยู่ในห้อง ICU และจำเป็นต้องได้รับมาตรการกระตุ้นในทุกด้านเพื่อไม่ให้พ่ายแพ้ในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งมีอัตราการเติบโตของ GDP สูงถึง 8.46% ในขณะที่ไทยยังคงวนเวียนอยู่ที่ระดับ 2% ถึง 3% เท่านั้น

ปิดท้ายว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินมีฐานอำนาจทางการเมืองที่เข้มแข็งที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสทอง ควรจะแสดงความกล้าหาญในการปฏิรูป และเร่งดึงดูดเงินลงทุนมูลค่ามหาศาล (Massive tsunami of money) ในกลุ่มอุตสาหกรรม Data Center และบริการคลาวด์จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ Microsoft, Amazon, Google, TikTok และ Alibaba

ที่มา : Bloomberg