‘วีระพงษ์’ เลือดใหม่ยุคอภิสิทธิ์ ‘ประชาธิปัตย์’ เป็นนกฟีนิกซ์ ตายแล้วฟื้น
วีระพงษ์ ประภา
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
พรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค
ดึงคนหน้าใหม่-รุ่นใหม่เข้ามาประดับอยู่ในคณะกรรมการบริหารพรรค ถ่ายเลือดรุ่นเก่าที่ค่อย ๆ ทยอยออกจากพรรค
หนึ่งในนั้นคือ “วีระพงษ์ ประภา” อดีตผู้แทนการค้าไทย ยุครัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่สวิตช์ข้ามฟากการเมืองมาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ นั่งเป็นรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ด้วยโปรไฟล์ระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับ 1) ด้านการบัญชี ธุรกิจระหว่างประเทศ และกฎหมายพาณิชย์ จากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียแห่งเวลลิงตัน นิวซีแลนด์ พ่วงปริญญาโท 2 ใบ ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจาก London School of Economics and Political Science หรือ LSE และด้านการบริหารธุรกิจสำหรับผู้บริหาร (Executive MBA) มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge)
ประสบการณ์ทำงานองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain และเป็นนักวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “วีระพงษ์” ถามตรง ๆ ว่าโปรไฟล์แบบนี้ทำไมถึงเลือกอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาจเรียกได้ว่า “ยุคตกต่ำ” รวมถึง “ไอเดีย” หากได้เข้ามาบริหารประเทศ ในภาวะที่ไทยกำลังอยู่ในโลกที่ปั่นป่วน พรรคประชาธิปัย์จะมีนโยบายอะไรที่เซ็กซี่ เรียกคะแนนจากโหวตเตอร์
ปชป.ยุคตกต่ำคือความท้าทาย
ไม่กี่เดือนก่อน “วีระพงษ์” ยังสวมบทเป็น “ผู้แทนการค้าไทย” ให้กับรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร แต่หลังจากเกิดอุบัติเหตุพลิกขั้วการเมือง เขาเลือกมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่อยู่กับเพื่อไทยต่อ
วีระพงษ์ตอบว่า “ช่วงที่เป็นผู้แทนการค้าไทย ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไหน ผมไม่ได้สวิตช์ คิดว่าเป็นโอกาสมากกว่าที่ได้พูดคุยกับท่านอภิสิทธิ์ถึงแนวทางการทำงาน สุดท้ายผมก็ตัดสินใจ เพราะผมสนใจนโยบายสาธารณะ นโยบายสาธารณะที่ดีจะต้องมีการเมืองที่ดี ผมจึงคิดว่าคงจะต้องมาเล่นการเมือง”
“หลายคนบอกว่าเปลืองตัวหรือเปล่าด้วยโปรไฟล์ ผมคิดว่าไม่ได้เป็นการเปลืองตัว แต่เป็นเกียรติมากกว่าที่ได้ทำงานให้กับประเทศ ได้เอาความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่ได้ลงมือทำจริงมาทำให้ประเทศดีขึ้นได้อย่างไรบ้างบนเวทีการค้าโลก”
ส่วนเหตุผลว่า เหตุใดเลือกสวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ในยุคตกต่ำ “วีระพงษ์” อธิบายว่า “ผมชอบทำงานที่ท้าทาย งานยิ่งยาก ยิ่งชอบ บ้าพลังหรือเปล่าไม่รู้ คิดว่าถ้ามีโอกาสเข้ามาทำอะไรที่เป็นประโยชน์ และอุดมการณ์ที่พรรคมีความเป็นสถาบันทางการเมือง มีผู้นำที่มีความตรงไปตรงมา โปร่งใส เชื่อถือได้ ก็เป็นปัจจัยสำคัญทำให้นโยบายที่เราอยากจะเห็นเป็นไปได้”
“ผมอยากนำความคิดใหม่ ๆ เหล่านี้มาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในอดีตให้ดีขึ้นไป เปิดเวที เปิดการมีส่วนร่วม สื่อสารกับคนกลุ่มใหม่ ๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะไม่ได้สื่อสารได้ดีเท่าที่ควร ผมมองว่าทุกวิกฤตเป็นโอกาส และครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศไทยมีพรรคการเมืองที่มีคุณภาพกลับมาอีกพรรคหนึ่ง”
“วีระพงษ์” เล่าถึง “คำเชิญ” ของ “อภิสิทธิ์” ที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์แบบปฏิเสธไม่ได้
“ประโยคที่จูงใจมีประโยคเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าตัดสินใจมา ท่านอภิสิทธิ์บอกว่าคุณมีความสนใจและมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการค้า การลงทุน คุณจะเอาสิ่งเหล่านี้ไปใส่ปากนักการเมือง หรือคุณจะลงมาทำเอง ถ้าคุณลงมาทำเองก็จะเมกชัวร์ว่านโยบายนั้นขับเคลื่อนและเดินหน้าไปได้ด้วยตัวมันเอง ผมจึงตัดสินใจลงมาทำมันเอง”
อภิสิทธิ์ในสายตา “วีระพงษ์”
“หัวหน้าอภิสิทธิ์” ในสายตา “วีระพงษ์” เป็นอย่างไร เขาตอบว่าเป็นผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นผู้นำที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา คุณอภิสิทธิ์อยู่การเมืองไทยมา 30 กว่าปี เป็นบททดสอบมาตลอดแล้วว่าผู้นำคนนี้มีคุณภาพ
“คราวนี้ท่านอภิสิทธิ์กลับมา หลายคนก็บอกว่าดูท่านอภิสิทธิ์อยากจะสร้างโอกาสเปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ สร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ ให้พรรคประชาธิปัตย์โตไปพร้อมกับโลก แล้วก็เป็นทางเลือกที่มีคุณภาพให้กับประชาชน ให้กับโหวตเตอร์ในประเทศไทยโตไปพร้อมกับโลก เมื่อโลกเปลี่ยนเราไม่เปลี่ยนไปตามโลกก็จะลำบาก ต้องเข้าใจกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลก และประชาธิปัตย์จะปรับตัวอย่างไรให้ไปพร้อมกับโลกได้”
นโยบายเศรษฐกิจ ปชป.
“วีระพงษ์” ในฐานะที่ดูแลด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศของพรรค ตั้งโจทย์การทำนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ปัจจุบันไทยกำลังเจอกับดักทางเศรษฐกิจ รายได้โตช้า จีดีพีโตช้า และมีปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างประเทศชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด เพราะเศรษฐกิจโลกผันผวน ประสบปัญหาหนี้ครัวเรือน ขาดการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม เพราะประเทศไทยพึ่งพาเศรษฐกิจเดิม ๆ มาหลายสิบปี
เราจำเป็นต้องมีเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ที่สร้างจากจุดแข็งของเรา เช่น เก่งเรื่องแปรรูปอาหารส่งออก เรื่องการท่องเที่ยว เป็นจุดแข็งจะทำอย่างไรให้เราทำเพิ่มได้ ในขณะที่มีสมรภูมิทางการค้า เราจะลดการพึ่งพิงการส่งออกไปสหรัฐและจีน การเปิดตลาดใหม่ ๆ และปฏิรูปกติกาให้มีการแข่งขันอย่างเสรี
เป็นโจทย์ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะไปทำ เหล่านี้เป็นโจทย์ในเรื่องของนโยบายที่เราจะต้องไปคิด ว่านโยบายแก้ปัญหาให้กับประชาชนเป็นนโยบายที่มีดีเอ็นเอของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนโยบายที่แตกต่างจากสิ่งที่ประชาชนจะได้รับรู้รับทราบจากพรรคการเมือง อันนี้ก็จะเป็นโจทย์ที่พวกเรากำลังคิดกันอยู่
“โจทย์ใหม่ ๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญ แม้หลายท่านมีประสบการณ์ 30-40 ปี แต่โจทย์ใหม่ ๆ แทบไม่ค่อยมีประสบการณ์เลย การจัดการเรื่องความเหลื่อมล้ำ การจัดการเรื่องสงครามการค้าที่กำลังเปลี่ยนไป การจัดการสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องมีความยืดหยุ่น กับสภาวะโลกร้อน โลกเรากำลังเจอพร้อม ๆ กัน แต่คำถามใครจะปรับตัวได้เร็วกว่ากัน และใครสามารถจะผนึกสะพานระหว่างคนที่มีประสบการณ์การแก้ปัญหามาแล้วในอดีตกับโจทย์ใหม่ ๆ ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ”
คิดนโยบายให้เซ็กซี่
แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่มานาน 90 ปี ไม่อยู่ในกระแสคนรุ่นใหม่จะทำอย่างไรให้มีความเซ็กซี่ขึ้นมาในหมู่โหวตเตอร์ “วีระพงษ์” ตอบว่าความเซ็กซี่คืออิมแพ็กต์ของนโยบายที่เข้าใจ รับฟังอย่างรอบด้าน ทำได้จริง และตอบโจทย์สังคม คนหน้าใหม่ที่เข้าพรรคประชาธิปัตย์ก็จัดว่าเป็นคนรุ่นกลาง รุ่นใหม่ มีประสบการณ์ในการตัดสินใจ ผ่านเวทีการเจรจา ผ่านการขับเคลื่อนนโยบายกับหน่วยงานราชการ ซึ่งจะเป็นบททดสอบว่า พอเรามีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์มาแล้วระดับหนึ่ง
การเมืองคือเรื่องนโยบาย การเมืองกับคนรุ่นใหม่ก็จะเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะสื่อสารและทำความเข้าใจให้ได้ ซึ่งเป็นจุดที่รู้สึกว่าน่าจะตอบโจทย์อะไรได้บ้าง
ทั้งปัญญาประดิษฐ์เอไอจะมีผลอย่างไร จะมีผลกระทบอย่างไร ก็มี ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ซึ่งเป็นผู้คร่ำหวอดของวงการในเรื่องของอนาคตศึกษา ด้านไฟแนนซ์ อนาคตการเงิน อนาคตของเทคโนโลยีการทำงานผลักดันในเรื่องนี้กับภาคเอกชน คิดว่าเรื่องนี้เซ็กซี่ในแง่ของการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ตรงกับเทคโนโลยี ว่าเทคโนโลยีเนี่ยจะสร้างประโยชน์ให้กับเขาได้อย่างไร และบริบทที่คนรุ่นใหม่จะต้องไปเติบโตในโลกที่มีเทคโนโลยี
โจทย์ด้านการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศ คนรุ่นใหม่จะต้องเกิดและโตแล้วก็ใช้ชีวิตในโลกที่สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างสูงมาก พรรคการเมืองจะมีอะไรที่จะตอบโจทย์ว่าเราทำงานประสานงานกับภาครัฐ ภาคเอกชน ในการที่จะตอบโจทย์ว่าประเทศไทยเรา การที่จะให้เราพุ่งเป้าสู่ Net Zero
จีดีพีที่โตช้า ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเป็นแบบนี้ เราจะมีการเปิดการลงทุน เปิดเวทีการแข่งขันให้ไทยเป็นพื้นที่ในการแข่งขันเสรีและโปร่งใสได้อย่างไร โจทย์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ ไม่เพียงแต่คนรุ่นใหม่ แต่คนที่ทำธุรกิจก็อยากเห็นเรื่องการยกเครื่องเศรษฐกิจ เราจะทำอย่างไร และพรรคการเมือง ทุกคนอยากเห็นประเทศดีหมด สามารถแข่งขันได้ ไม่อยากเห็นประเทศยืนอยู่กับที่ เพราะการอยู่กับที่ก็ทำให้ถอยหลัง
นโยบาย สู้กระแส-กระสุน
เมื่อถามว่าจะเอาอะไรไปสู้กับกระแสบ้านใหญ่และกระสุนการเมือง “วีระพงษ์” ตอบย้ำ ๆ ว่า
“นโยบาย นโยบาย นโยบาย ไปตอบโจทย์ความต้องการของคน ตอบโจทย์การเมืองที่คนอยากเห็นการเมืองโปร่งใส ไว้ใจได้ ผู้นำที่ไว้ใจได้ ถ้าเราจะแข่งกันด้วยนโยบาย แข่งกันด้วยกระบวนการที่ซื่อสัตย์ สุจริต และมีความโปร่งใส สร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง”
ในฐานะที่เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปรียบพรรคตอนนี้เป็นอะไร “วีระพงษ์” ตอบว่า “ประชาธิปัตย์ถึงจุดต่ำสุดแล้ว ถ้าจะให้เปรียบเป็นภาพ ขอใช้ภาพนกฟีนิกซ์ในแฮรี่ พอตเตอร์ มีความสามารถพิเศษ เมื่อจบอายุไขก็จะกลับมาเป็นนกฟีนิกซ์ตัวใหม่ได้”