อภิสิทธิ์ ลั่น อีก 20 วัน ประชาธิปัตย์อาจนั่งพรรคแกนนำรัฐบาล
“อภิสิทธิ์” ลั่น อีก 20 วัน ประชาธิปัตย์อาจกลายเป็นพรรคแกนนำ บอกอยากจะกลับมาพิสูจน์สักครั้งว่า คนไม่กะล่อนจะทำให้การเมืองดีขึ้นได้ หลัง พระเตือนกะล่อนไม่เป็น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าพูดกันทางการเมืองปกติเรียกกันว่างานระดมทุน แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้ ไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่เป็นการที่ทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเมืองที่สุจริต
2 ปีที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตในสิ่งหรือในสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เพราะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่ผมรักหลงใหลผูกพันมาตั้งแต่ผมยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับประถมศึกษา ตนออกไปไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง หรือไม่สนใจบ้านเมือง แต่ออกไปเพราะสภาวะแวดล้อมทางการเมืองไม่เปิดทางให้ตนสามารถทำงานทางการเมืองตามความเชื่อตามอุดมการณ์ของตนได้
“2 ปีนั้นผมเจอผู้คน ไม่ว่าจะที่ไหน ต้องเจอกับประโยคที่ได้ยินบ่อยมากอยู่ 2 ประโยค คือหนึ่งเสียดายพรรคนะ แม้จะสั้น แต่เจ็บปวด สำหรับคนที่อยู่บ้านหลังนี้มาเป็นเวลานาน กับประโยคที่ 2 คุณปล่อยให้ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คุณอยู่เฉยได้อย่างไร และหากซักไซร้ไล่เรียง ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คือทนกับความเสื่อมของค่านิยมที่ปล่อยให้การโกงการทุจริตคอร์รัปชั่นระบาดไปทั่ว บ่อนทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองของเรา” นายอภิสิทธิ์ กล่าวฃ

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า บุคคลซึ่งมีประวัติทำผิดคดีร้ายแรงก็สามารถที่จะลอยนวล หรือมีอำนาจในทางการเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผมอายเวลาที่มีแขกต่างประเทศ แม้แต่ทูตานุทูตถามตนเรื่องนี้ว่าประเทศไทย การเมืองไทยเป็นแบบนี้หรือ แต่ก็มีเช่นเดียวกันที่มาบอกกับตนว่า อย่ากลับเลยการเมือง มีพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านถามผมว่าเลิกแล้วใช่ไหม เลิกการเมืองดีแล้ว ผมจึงถามว่าดีอย่างไร ท่านบอกคนอย่างคุณกะล่อนไม่เป็น ไม่ควรไปเป็นนักการเมือง และหากใครรู้จักผมชอบเถียงคน ผมไม่เถียงพระ แต่เถียงในใจ และวันที่ตัดสินใจกลับมา อยากจะกลับมาพิสูจน์สักครั้งว่า คนไม่กะล่อนนี่แหละจะทำให้การเมืองดีขึ้นได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในพรรคของเรา เมื่อ 3 เดือนกว่าที่ผ่านมา ผมจึงต้องครุ่นคิดอยู่พอสมควร เรามีโอกาสไม่ใช่การกู้พรรค แต่ต้องทำให้พรรคสามารถกลับมาช่วยกอบกู้ประเทศชาติบ้านเมืองได้ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่คำพูดที่ว่าเสียดายพรรค ผมได้ยินไม่ใช่จากคนที่อยู่ในพรรค ผมได้ยินแม้แต่คนที่อยู่ต่างพรรค หรือคนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามพรรค จึงทำให้คิดว่าทำไมต้องเสียดายพรรคที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขาจึงตกผลึกว่าเป็นเพราะพรรคการเมืองนี้ไม่เหมือนพรรคอื่น ไม่ใช่พรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจะให้นายอภิสิทธิ์ไปเป็นใหญ่เป็นโต
พรรคนี้เป็นสถาบันทางการเมือง ที่มีความคิดความอ่านในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนบ้านเมือง ที่ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ หรือผลเฉพาะหน้าการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่ต้องสามารถส่งต่อความคิด พลังของการต่อสู้ในสิ่งที่เชื่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ ซึ่งโจทย์ข้อนี้ถือว่ายากแล้ว พรรคเป็นสถาบันเมื่อตนกลับมาจะนะสิ่งเหล่านี้คืนมาได้อย่างไร
“สิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ คือการเอาประวัติการทำงานทางการเมืองของผม ซึ่งมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ รักและไม่รัก เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องปกติ แต่มั่นใจว่าอย่างน้อย ทุกคนยอมรับว่า 30 ปีในทางการเมือง เรื่องความซื่อสัตย์ สุจริตและสัจจะ ไม่ต้องตั้งคำถามกับผมแล้ว สิ่งนี้คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศมาตั้งแต่ปี 2489 ผมรู้การยืนยันสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอ โลกเปลี่ยนไปมากนับจากวันที่ผมออกไปการเมือง
ผมกลับมาเอาพรรคประชาธิปัตย์กลับไปอยู่จุดเดิม จึงรู้ว่าถ้าจะกลับมาต้องเปลี่ยนแปลงพรรคซึ่งยากมาก อย่างน้อยสิ่งที่ผมต้องผ่านคือการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคโดยกลุ่มคน ซึ่งไม่ใช่คนที่ทำงานกับผมแล้วในยุคหลัง หรือเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้ผมตัดสินใจออกจากพรรคไป” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า คนมองประชาธิปัตย์ทุกยุคทุกสมัย เมื่อก่อนไปชวนใครเข้ามา คิวมันยาวเหลือเกิน ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้มีโอกาสทำงานบริหารพรรค แต่ไม่น่าเชื่อจะด้วยตวามเป็นสถาบันหรืออย่างไร เมื่อสส.หรืออดีตสส. บอกกับตนว่า อยากจะให้ตนกลับมาดูแลพรรค แม้แต่คนที่เตรียมจะย้ายพรรค บอกเดี๋ยวอยู่ต่อให้เลือกเสร็จ แล้วเดี๋ยวไปนะตกลงกับเขาไว้แล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร บุคลากรที่ท่านเห็นในวีดีทัศน์ซึ่งมีผู้อาวุโสมากมายยังมีไฟในการทำงาน ก็บอกว่าเปิดทางเถอะ เปิดทางให้กับคนรุ่นใหม่
ครั้งนี้ประชาธิปัตย์จึงเป็นบ้านหลังเดิม แต่ผู้บริหารหลายคนเพิ่งเดินเข้ามาในบ้าน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์รักษาอุดมการณ์เดิมแต่เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปด้วยกันเอามุมมองของคนอีกกลุ่ม อีกรุ่นเข้ามา แล้วนายกฯก็ช่วยผม ยุบสภาฯก่อนกำหนด ทำให้การเปลี่ยนแปลงต้องเร็วขึ้นไปอีก ที่สำคัญก็คือยุบสภาฯในขณะที่คนบอก แล้วคุณจะเหลืออะไร สส.ก็แทบไม่เหลือ เงินก็แทบไม่เหลือ จนกระทั่งท่านทั้งหลายซื้อตั๋วกันในวันนี้
“จาก3 เดือนเดินมาถึงจุดนี้มีความอดใจระดับหนึ่ง ไม่มีใครพูดเรื่องสูญพันธุ์แล้ว เริ่มมีคนบอกว่าไม่ใช่พรรคเล็กแล้ว มีคนเริ่มพูดว่าเป็นพรรคตัวแปร กลัวอย่างเดียวอีก 20 วันกลายเป็นพรรคแกนนำเดี๋ยวเตรียมตัวไม่ทัน” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ผมทราบว่าช่วงการหาเสียง คนบอกว่าจำไม่ได้นโยบายไหนของพรรคไหน หรือหลายคนบอกนักการเมืองก็เหมือน ๆ กัน แต่ยืนยันว่าอยู่บ้านหลังนี้ อยู่บ้านสีฟ้ามา เราไม่เหมือน ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรค และผู้สมัครทุกคน ผมบอกได้เลยว่ามีส่วนร่วมกับการที่จะทำงานต่อไปในปฏิบัติการไทยหายจน เพราะเป็นพรรคที่เป็นประชาธิปไตย คนในพรรคมีส่วนร่วม เถียงกับผมได้ตลอด แต่ชนะหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง
และเจ้านายคือประชาชน ไม่มีใครมาสั่ง ให้ยึดประโยชน์อื่น ที่ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราทำ เราเดินหน้าเต็มที่ วันนี้จึงภูมิใจได้ว่า ท่านคือผู้ที่ร่วมกับเราที่จะสร้างการเมืองที่สุจริต และชีวิตของคนไทยที่มั่นคง สำหรับคนไทยทุกคน
