พริษฐ์ วัชรสินธุ
เวทีดีเบตรัฐธรรมนูญเดือด พริษฐ์ วัชรสินธุ ใช้สิทธิ Challenge ตั้งคำถามความชอบธรรมรัฐธรรมนูญปี 2560 ชี้ประชามติปี 2559 อยู่ใต้บรรยากาศปิดกั้น พร้อมเสนอทำประชามติ 3 ขั้นคืนอำนาจให้ประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ‘เครือมติชน’ จัดงาน MATICHON Thailand Election 2026 ‘The Real Politics : ทางแพร่งประเทศไทย’ เปิดเวทีสาธารณะประชันนโยบายวิสัยทัศน์ การดีเบตประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญร้อนแรงขึ้น เมื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” ตัวแทนพรรคประชาชน ใช้สิทธิ “Challenge” โต้แย้งจุดยืนของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี และนายนิกร จำนง พรรคภูมิใจไทย โดยมุ่งตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญปี 2560 และอธิบายกระบวนการทำประชามติ 3 ครั้ง เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
นายพริษฐ์เริ่มต้นด้วยการโต้แย้งข้ออ้างที่ว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 มีความชอบธรรมจากการผ่านประชามติด้วยเสียงสนับสนุนกว่า 16 ล้านเสียงเมื่อปี 2559 โดยชี้ว่าประชามติดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่ไม่เปิดกว้างต่อการแสดงความคิดเห็น ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถรณรงค์ได้อย่างเสรี และมีกรณีประชาชนถูกดำเนินคดีเพียงเพราะแจกเอกสารแสดงความเห็นต่าง
“เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้น” นายพริษฐ์กล่าว พร้อมย้ำว่าการอ้างตัวเลขประชามติเพียงอย่างเดียว โดยไม่พูดถึงบริบทในขณะนั้น เป็นการมองข้ามข้อเท็จจริงทางการเมืองที่สำคัญ
ในการตอบโต้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นของประชาชนและไม่ควรถูกยกร่างใหม่ นายพริษฐ์ใช้การเปรียบเทียบเชิงอุปมา โดยเปรียบรัฐธรรมนูญเหมือน “รถยนต์”
“ถ้าเราคิดว่ารถยนต์คันเดิมมันพัง มันไปต่อไม่ได้แล้ว และเราต้องการซื้อคันใหม่ ประชามติครั้งแรกก็แค่ถามประชาชนว่าจะยอมสละรถคันเก่าเพื่อไปซื้อคันใหม่หรือไม่” นายพริษฐ์กล่าว พร้อมโต้ข้อกล่าวหาเรื่องความสิ้นเปลืองงบประมาณ โดยยืนยันว่าเป็นกระบวนการที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่การหลอกลวงประชาชน
นายพริษฐ์ยังอธิบายอย่างละเอียดถึงเหตุผลของการทำประชามติ 3 ครั้ง เพื่อสร้างความเข้าใจว่าแต่ละขั้นตอนมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน และเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง ได้แก่ ประชามติครั้งที่หนึ่ง เพื่อถามประชาชนว่าประสงค์จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประชามติครั้งที่สอง เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบหรือไม่กับกรอบและที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และประชามติครั้งที่สาม เพื่อให้ประชาชนลงมติเห็นชอบหรือไม่กับเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ
“นี่คือกระบวนการที่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจทุกขั้นตอน ไม่ใช่การคิดแทนประชาชนเหมือนที่รัฐธรรมนูญปี’60 ทำไว้” นายพริษฐ์กล่าว
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ยังคงยืนยันจุดยืนคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยมองว่ามติประชามติเดิมควรได้รับการเคารพ และการแก้ไขอาจเปิดช่องให้กลไกปราบปรามการทุจริตอ่อนแอลง รวมถึงกระทบต่อหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งถือเป็นโครงสร้างหลักของประเทศ
ด้านนายนิกร จำนง สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลักการ โดยชี้ว่ากฎหมายสูงสุดต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป พร้อมเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญเหมือน “เสื้อผ้า” ที่เมื่อสังคมเติบโตขึ้น แต่เสื้อยังเป็นไซซ์เดิม ย่อมเกิดความลับและนำไปสู่ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม นายนิกรเน้นว่ากระบวนการแก้ไขควรเป็นไปอย่างประนีประนอม และเดินตามขั้นตอนทางกฎหมาย