Skip to content

กกต.จับผิด ‘ประชานิยม’ X-ray ความคุ้มค่า-ภาระการคลัง

28 ม.ค. 2569 | 12:01น.
กกต.จับผิด ‘ประชานิยม’ X-ray ความคุ้มค่า-ภาระการคลัง
คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต

โค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ บรรดาพรรคตัวพลิกเกมหาเสียง-แข่งนโยบายดุเดือด อาทิ

พรรคภูมิใจไทย หาเสียงชูธงสานต่อ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2

พรรคประชาชน นอกจากขายนโยบายปฏิรูปโครงสร้าง ชู “หวยใบเสร็จ” กระตุ้นกำลังซื้อ-ช่วย SMEs

ล่าสุด พรรคเพื่อไทย ย้ำความเป็นเจ้าพ่อนโยบายประชานิยม ประกาศแคมเปญใหญ่ก๊อก 2 นอกจาก “ยิ่งกว่าพลัส” อัพเกรดคนละครึ่งเป็น 70 : 30 ยังมีนโยบายเศรษฐีเงินล้านทุกวัน 9 ล้าน ให้กับ9 กลุ่ม

หวังชิงคะแนนเสียงจากโหวตเตอร์ 63 ล้านคน ในช่วงโค้งสุดท้าย

กกต.ตรวจสอบประชานิยม

ทว่า นโยบายเหล่านี้ยังต้อง “ผ่านด่าน” สำคัญอีกหนึ่งด่าน คือ ด่านการตรวจสอบนโยบายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ได้มีความมุ่งหมายล็อกเรื่องการใช้งบประมาณของรัฐ หลังจากพรรคการเมืองต่างใช้กลยุทธ์ “ประชานิยม” ลด แลก แจก แถม จูงใจโหวตเตอร์ หลายนโยบายต้องใช้ “เงินกู้” สร้างภาระการคลังให้กับประเทศจำนวนมาก จึงสร้างกลไกตรวจสอบ ควบคุมการเงิน การคลัง และการงบประมาณของรัฐ

โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงถ่ายทอดมายังกฎหมายลูกอย่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57

บังคับให้ “พรรคการเมือง” ที่ทำนโยบายอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด 1.วงเงินที่ต้องใช้ ที่มาของเงินที่จะใช้ 2.ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย 3.ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย แจ้งกับ กกต.

และการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเป็นครั้งแรกที่ กกต. ตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ขึ้นมาตรวจสอบ “ความคุ้มค่า” อย่างเป็นรูปธรรม

โดยคณะกรรมการดังกล่าว มีองคาพยพ 21 คน โดยมีหน่วยงานระดับ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ตัวแทนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ตัวแทนจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน, ตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ตัวแทนจากสภาหอการค้าไทย, ตัวแทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เข้ามาร่วมตรวจสอบ

โดยคณะกรรมการดังกล่าว จะตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย ที่มาของเงิน ผลกระทบของนโยบาย การประเมินความคุ้มค่า สามารถซักถามพรรคการเมืองเพิ่มเติม-และยังต้องบอกที่มาของเงิน เช่น ใช้งบประมาณปีละเท่าไหร่ อย่างไร จากนั้นจะทำ “ข้อสังเกต” เสนอให้กับบอร์ด กกต.ทั้ง 7 คน ก่อนจะประกาศให้ประชาชนทราบ

ปชน.โดนเรียกถาม

ตัวอย่างเช่น พรรคประชาชน เป็น 1 ใน 5 พรรคการเมือง ถูกคณะกรรมการให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมรายละเอียด 15 นโยบาย จาก 200 นโยบาย อาทิ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ นโยบายจัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ นโยบายการแก้ปัญหาหนี้เกษตรกร โครงการเมกะโปรเจ็กต์ยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย โครงการยกระดับเอสเอ็มอี โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ รวมถึงโครงการนโยบายสินเชื่อสร้างตัว เอสเอ็มอี และการเพิ่มคุณภาพเอสเอ็มอี ซึ่งทั้งหมดใช้งบประมาณ 741,835,000,000 บาท

พรรคประชาชน ชี้แจงตอนหนึ่งว่า สำหรับวงเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายของพรรคประชาชนที่ต้องใช้จ่ายเงินทั้งหมด 741,835 ล้านบาทต่อปีนั้น มีที่มาจากการคำนวณโดยใช้วงเงินของปีที่ใช้งบประมาณสูงสุดของแต่ละนโยบายมาคำนวณ โดยที่มาของเงินดังกล่าวสามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.งบประมาณแผ่นดิน วงเงิน 530,960 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 71.57 ของวงเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายของพรรคประชาชนที่ต้องใช้จ่ายเงินทั้งหมด

2.การดำเนินการตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 วงเงิน 73,875 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 9.96 ของวงเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายของพรรคประชาชนที่ต้องใช้จ่ายเงินทั้งหมด

3.การใช้เงินกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย วงเงิน 86,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 11.59 ของวงเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายพรรคประชาชนที่ต้องใช้จ่ายเงิน

4.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน วงเงิน 51,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 6.87 ของวงเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายของพรรคประชาชนที่ต้องใช้จ่ายเงินทั้งหมด

เสี่ยงมีผลกระทบการเมือง

“แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.ระบุว่า การตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองจะเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งจะมีข้อสังเกตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และจะเผยแพร่ให้กับประชาชนได้รับทราบ

โดยจะพยายามเขียนให้ประชาชนเข้าใจง่าย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงิน และหนี้สาธารณะ ซึ่งอาจจะมีความซับซ้อนอยู่บ้างจะพยายามเขียนให้ได้ 2 กระดาษต่อ 1 พรรค

“กกต.ได้แจ้งไปยังทุกพรรคแล้ว ให้ระบุหรือชี้แจงที่มาของเงิน ส่วนเรื่องคุ้มค่าหรือมีความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย เราจะเป็นคนพิจารณาเอง ส่วนที่มาของเงินอยากให้พรรคจำแนกและชี้แจงให้ได้จะนำเงินจากไหนมาใช้ ทั้งจากงบประมาณ หรือเงินกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์”

คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจในการให้ “ข้อสังเกต” ว่าโครงการไหนคุ้มค่า-ไม่คุ้มค่า แต่ไม่มีอำนาจในการ “ยกเลิก” เพียงแต่ชี้ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

ส่วนข้อสังเกตของคณะกรรมการจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนหรือไม่ “แสวง” ตอบว่า “ข้อสังเกตมีผลแน่นอน เพียงแต่เรารู้ว่าเราทำงานบนหลักการไหน ผมก็พยายามย้ำกับคณะกรรมการในลักษณะที่ว่า แต่ก่อนประชาชนอาจจะเลือกพรรคเพราะชอบนโยบาย ตอนหลังมาอาจจะเลือกเพราะฟังข้อสังเกตของคณะกรรมการ และพรรคเองก็อาจจะใช้ประโยชน์จากข้อสังเกต”

ถ้าคณะกรรมการชุดนี้ระบุว่า นโยบายของพรรคการเมืองขัดต่อวินัยการเงินการคลัง มีผลอย่างไรกับพรรคการเมือง “แสวง” ตอบว่า “คงไม่ขัด ตอนนี้แค่ตั้งข้อสังเกตว่าเหมาะหรือไม่เหมาะมากกว่า คือยังเป็นข้อสังเกต ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าขัดหรือไม่ขัด”

แสวงย้ำว่า สุดท้ายคณะกรรมการเป็นเพียงแค่คนให้ “ข้อสังเกต” แต่การตัดสินใจเป็นเรื่องของ “ประชาชน”

โดยคณะกรรมการชุดนี้จะเสนอ ผลการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง และข้อสังเกต เสนอเข้าที่ประชุม กกต.ได้ภายในวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ อันเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งพอดี

สมชัย เชื่อไม่กระทบหาเสียง

ขณะที่ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต.ที่เคยทำหน้าที่ด้านบริหารจัดการการเลือกตั้ง มองว่า กกต.มีหน้าที่ตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง แต่ศักยภาพของ กกต.อาจจะรู้สึกว่าไม่สามารถลงลึกนโยบาย ที่เป็นเรื่องใช้งบประมาณ เรื่องเศรษฐกิจ เขาจึงใช้อำนาจขอความร่วมมือหน่วยงานราชการ ที่มีความสามารถวิเคราะห์นโยบาย

และเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะ กกต.ให้เวลาแจ้งนโยบาย 20 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งทำให้กรอบการพิจารณานโยบายเหลือน้อยมาก ๆ กว่าจะพิจารณาเสร็จ ในแง่การหาเสียง พรรคการเมืองได้ปล่อยนโยบายออกมาหมดแล้ว ไม่ว่า กกต.จะมีความเห็นอย่างไร

อีกทั้ง ในแง่กระบวนการหลังจากมีความเห็นแล้วก็จะสรุปความเห็นเชิงวิชาการ และส่งให้ กกต.รับทราบ จากนั้นให้มีการประกาศความเห็น เช่น ในเว็บไซต์ กกต. หรือแจ้งกลับไปยังพรรคการเมือง แต่ทั้งหมดจะไม่มีการห้ามว่านโยบายไหนทำได้หรือทำไม่ได้ ให้พรรคการเมืองตัดสินใจเอง

แต่ในทางการเมืองจะส่งผลกระทบหรือไม่ หากชี้ว่านโยบายหาเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่ง “ไม่คุ้มค่า” สมชัยเชื่อว่า กกต.จะไม่ให้ความเห็นที่มีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบพรรคการเมืองใดอย่างแน่นอน ท้ายที่สุด อาจเป็นความเห็นกลาง ๆ อาจมีเงื่อนไขมากมาย แต่ไม่ได้บอกว่าผิดหรือไม่ผิด ทำได้หรือไม่ได้ หรือไม่ควรทำ

“เพราะถ้าหาก กกต.ออกความเห็นเชิงได้เสียต่อนโยบายพรรคการเมือง กกต.อาจถูกร้องความไม่เป็นกลาง คิดว่า กกต.ไม่เสี่ยง อาจไม่มีความเห็นอะไรออกมาเลย เพียงแค่ลงว่าแต่ละพรรคการเมืองเสนอนโยบายอะไร”

“ทำเป็นพิธีกรรม ทำให้ครบตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่ไม่มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ” สมชัยกล่าว

ในช่วงโค้งสุดท้าย หากผลสรุป-ข้อสังเกต ของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบาย ของ กกต.ออกมา

หากเป็นบวก-เป็นลบ ต่อพรรคใดพรรคหนึ่งว่ามีผลกระทบต่อ “ภาระทางการคลัง” ย่อมส่งผลต่อการหาเสียงช่วงสุดท้าย