เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คมนาคม เบรก ”แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC“ ยังไม่เสนอครม. รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำจาก“เอกนิติ”
Politics คมนาคม เบรก ”แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC“ ยังไม่เสนอครม. รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำจาก“เอกนิติ”
สรุปเวทีเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่ การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง”
News สรุปเวทีเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่ การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง”
ปริศนา “สุภาพร พิมพงษ์” เขย่าตลาดทุนไทย สั่นคลอนหน่วยงานกำกับ จับตา ก.ล.ต. ตรวจเชิงลึก
Finance ปริศนา “สุภาพร พิมพงษ์” เขย่าตลาดทุนไทย สั่นคลอนหน่วยงานกำกับ จับตา ก.ล.ต. ตรวจเชิงลึก
จับเทรนด์ ‘ศูนย์การค้า’ ไทย จากห้างขายของสู่พื้นที่ใช้ชีวิต
Business จับเทรนด์ ‘ศูนย์การค้า’ ไทย จากห้างขายของสู่พื้นที่ใช้ชีวิต
‘ดร.กอบศักดิ์’ มองดอกเบี้ย 1%-เงินบาทอ่อน เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจ คาดจีดีพี 1.5-2.0%
Finance ‘ดร.กอบศักดิ์’ มองดอกเบี้ย 1%-เงินบาทอ่อน เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจ คาดจีดีพี 1.5-2.0%
สภาฉลุย 306 เสียง คว่ำนิรโทษ ม.112 เยาวชน ปิดจ๊อบ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ชงขึ้นทูลเกล้าฯ
Politics สภาฉลุย 306 เสียง คว่ำนิรโทษ ม.112 เยาวชน ปิดจ๊อบ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ชงขึ้นทูลเกล้าฯ
SET วันนี้ (8 ก.ค.) ร่วงแรง 27.88 จุด ปิดตลาดดัชนีหลุดต่ำกว่า 1,600 จุด ปมอิหร่านโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ
Finance SET วันนี้ (8 ก.ค.) ร่วงแรง 27.88 จุด ปิดตลาดดัชนีหลุดต่ำกว่า 1,600 จุด ปมอิหร่านโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ
แอสเซทไวส์-ออริจิ้น ตุนยอดขายบ้าน-คอนโดฯ ครึ่งปีแรกคึก ลุยต่อครึ่งปีหลัง
Real Estate แอสเซทไวส์-ออริจิ้น ตุนยอดขายบ้าน-คอนโดฯ ครึ่งปีแรกคึก ลุยต่อครึ่งปีหลัง
“ศุภชัย” ปัดตอบปมสุภาพรถือหุ้นทรู 7% โยน ก.ล.ต.สอบ 
Finance “ศุภชัย” ปัดตอบปมสุภาพรถือหุ้นทรู 7% โยน ก.ล.ต.สอบ 
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดผลงาน SET ครึ่งปีแรกหุ้นขึ้น 26.3% เดือน มิ.ย. พุ่ง 1.5%
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดผลงาน SET ครึ่งปีแรกหุ้นขึ้น 26.3% เดือน มิ.ย. พุ่ง 1.5%
ดูทั้งหมด

9 พรรคดีเบตเดือด ‘เกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย” เวทีเศรษฐศาสตร์ KU

02 ก.พ. 2569 | 15:57น.
สรุปเวทีเสวนาวิชาการ หัวข้อ “นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย พรรคการเมืองตอบคำถามเพื่อการเลือกตั้ง 2569 ภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณและความเป็นไปได้เชิงนโยบาย” วันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 ณ อาคารปฏิบัติการคณะเศรษฐศาสตร์

เวทีเศรษฐศาสตร์ มก. ระอุ 9 พรรคการเมืองเปิดโรดแมป “เกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม” รับศึกเลือกตั้ง 2569 โชว์กึ๋นบริหารภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณ “เพื่อไทย” ชูประกันกำไร 30% ฟาก “ประชาชน” ประกาศย้ายงบแสนล้านเลิกแจกฟรีมุ่งปรับโครงสร้างดิน-น้ำ-สิทธิที่ดิน ขณะที่ “รวมไทยสร้างชาติ” ท้าชนทุนผูกขาดดึงรัฐผลิตปุ๋ยเอง ด้าน “ประชาธิปัตย์-กล้าธรรม” ประสานเสียงเลิกประกันรายได้-อุดหนุนการเมือง เสนอใช้กลไกสหกรณ์และนวัตกรรมนำตลาด ปั้นรายได้เกษตรกรพุ่ง 3 เท่า ยกระดับสินค้าไทยพ้นกับดักวัตถุดิบสู่ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์โลก”

สรุปเวทีเสวนาวิชาการ หัวข้อ “นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย พรรคการเมืองตอบคำถามเพื่อการเลือกตั้ง 2569 ภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณและความเป็นไปได้เชิงนโยบาย” เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 ณ อาคารปฏิบัติการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโดยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มีผู้แทนจาก 9 พรรคการเมืองเข้าร่วม ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคเศรษฐกิจ

พรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายด้านเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม และร่วมตอบคำถามชุดเดียวกันทั้งหมด 6 คำถาม ได้แก่

1.พรรคของท่านจะทำให้ “รายได้สุทธิของเกษตรกรเพิ่มขึ้น” และ “ความเสี่ยงด้านรายได้ลดลง” อย่างไร

2.พรรคของท่านจะลดการเผาในภาคเกษตรแบบ “คนทำตามได้จริง” อย่างไร

3.พรรคคุณจะทำให้ภาคเกษตรและอาหารของไทยเปลี่ยนจาก “ผู้ขายวัตถุดิบ” ไปเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในซัพพลายเชนโลก” ภายใน 4 ปีอย่างไร ?

4.พรรคคุณจะทำอย่างไรให้ “สินค้าเกษตรและอาหารไทยน่าเชื่อถือระดับโลก” โดยไม่ผลักภาระเอกสารให้ SME และเกษตรกร?

5.ภายใต้งบประมาณจำกัด พรรคของท่านจะ “เลิก/ลด” อะไร 1 อย่าง และจะ “เพิ่ม/ลงทุน” อะไร 1 อย่าง เพื่อให้เกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและทำได้จริง

6.พรรคคุณจะทำให้เกษตรกร “มีรายได้เพิ่มจากการดูแลสิ่งแวดล้อม” ได้จริงไหม ?

โดยสามารถสรุปคำตอบของแต่ละพรรคการเมืองได้ ดังนี้

พรรคกล้าธรรม

นายสุนทร รักษ์รงค์ (ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ) จากพรรคกล้าธรรม (หมายเลข 42) เสนอกรอบคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยมุ่งให้รายได้เกษตรกรเพิ่มผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การเข้าถึงปัจจัยการผลิต และการเสริมศักยภาพการรวมกลุ่ม มากกว่าการพึ่งการอุดหนุนที่มองว่าเป็นแรงจูงใจทางการเมืองในอดีต ในมิติรายได้สุทธิและความเสี่ยง (ช่วงเร่งด่วน) พรรคระบุเครื่องมืออย่างการปราบปรามการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย/เถื่อน การทำโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” และการจัดการหนี้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

ขณะที่ระยะ 4 ปี พรรคกล่าวถึงการตั้ง “ธนาคารประชาชน” เพื่อรวมหนี้และแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบ การเพิ่มรายได้ผ่านเกษตรกรรมยั่งยืนและการแปรรูปอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงทิศทาง “ไทยครัวโลก” ที่เน้นอาหารปลอดภัยเพื่อการส่งออก ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณที่ใช้ และตัวชี้วัดผลลัพธ์ (KPI) ที่ยกมาจะเป็นเชิงทิศทาง เช่น “หนี้สินเกษตรกรลดลง” และ “อัตราดอกเบี้ยลดลง” โดยยังไม่กำหนดค่าเชิงตัวเลขชัดเจน

ในประเด็นลดการเผา พรรคใช้แนวทางผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจกับกลไกชุมชน โดยเสนอให้เกิด “ราคาพรีเมี่ยม” สำหรับผลผลิตที่ไม่เผา และเชื่อมการเข้าถึงแหล่งทุน/สินเชื่อ (เช่น ผ่านเครือข่ายสหกรณ์) กับพฤติกรรมไม่เผา พร้อมทั้งเสนอให้การกำกับดูแลเป็น “กลไกภายในชุมชน” มากกว่าการบังคับจากรัฐโดยตรง ส่วนตลาดรองรับชีวมวล พรรคกล่าวถึงการส่งเสริมการใช้เศษพืชไปสู่ชีวมวล ปุ๋ย และอาหารสัตว์ แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายเชิงตัวเลขของการลดการเผาในเวทีนี้

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ยางพารา” และเสนอการยกระดับจากผู้ส่งออกยางดิบไปสู่การผลิตยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางระดับโลก โดยวาง “ยางยั่งยืน” เป็นแกน เพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดพรีเมียมและรับผลตอบแทนจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (เช่น เงื่อนไขการไม่ตัดไม้ทำลายป่า) รวมถึงคาร์บอนเครดิต

ในมิติความน่าเชื่อถือ/มาตรฐาน พรรคเสนอให้ “กลไกรัฐ” โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐด้านยางพาราเป็นผู้ดำเนินการรับรอง/จัดทำมาตรฐานเพื่อลดภาระต้นทุนของเกษตรกรรายย่อย และให้ภาครัฐพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรองรับเงื่อนไขของตลาดต่างประเทศ สุดท้าย ภายใต้งบจำกัด

พรรคระบุชัดว่าอยาก “เลิก/ลด” นโยบายอุดหนุนแบบประกันรายได้ (ยกตัวอย่างกรณีประกันรายได้ยางพาราที่ใช้งบสูงแต่ไม่ทำให้ราคาเกษตรกรดีขึ้น) และ “เพิ่ม/ลงทุน” ด้านการพัฒนาศักยภาพ เกษตรกร-ทั้งองค์ความรู้และทัศนคติ-ให้พึ่งพาตนเอง รวมกลุ่ม และต่อรองราคาได้ รวมถึงแนวคิดรายได้จากสิ่งแวดล้อมผ่าน “สวนยางยั่งยืน” ที่เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและลดการพึ่งรายได้จากยางเพียงทางเดียว

พรรคไทยก้าวใหม่

นายโชติพงศ์ สรรเสริญ (ผู้สมัคร สส.) จากพรรคไทยก้าวใหม่ (หมายเลข 49) เสนอแนวทางที่เน้น “เทคโนโลยี + การปฏิรูประบบราชการ” โดยกล่าวถึงการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มใช้โดรน/IOT การวัดค่าปุ๋ย การเสริมความเข้มแข็งเกษตรกร และ “เบรกไซโล” ระหว่างกระทรวง ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยและสหกรณ์ และเสนอเครื่องมือเร่งด่วน 100 วันคือการพักหนี้เกษตรกร ส่วนระยะ 4 ปี เสนอแนวทางทำโครงการนำร่องบางพื้นที่ก่อนแล้วค่อยขยายผลเพื่อหลีกเลี่ยงแรงเสียดทาน และเน้นการทำงานข้ามกระทรวง (Breaking the Silo) อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลข โดยกล่าวเพียงว่าจะใช้ “ตัวเลขจริง” เป็นตัววัดแต่ยังไม่กำหนดค่า

ประเด็นลดการเผา พรรคสื่อสารตรงว่า “ไม่เผาแล้วต้องได้เงิน” จึงเสนอให้รัฐรับซื้อวัสดุเหลือใช้ในราคาสูง และทำตลาดรองรับผ่านโรงไฟฟ้าชีวมวล พร้อมย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องมาคู่กับแรงจูงใจ โดยอธิบายเชิงบริบทด้วยภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มจาก 2-3 แสนเป็นราว 5 แสนบาทต่อครัวเรือน (ใช้เป็นเหตุผลว่ามาตรการต้องทำให้คนอยู่ได้จริง)

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอให้รัฐเปิดทางเอกชนร่วมลงทุนกับเกษตรกรในการแปรรูป พร้อมการตลาดเชิงเรื่องราว/แบรนดิ้งระดับโลก (Storytelling) ยกตัวอย่างการต่อยอดข้าวไปเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและเชื่อมกับวัฒนธรรม/การท่องเที่ยว เพื่อให้ข้าวหลุดจากการเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ด้านมาตรฐาน พรรคไม่ได้ตอบวิธีลดต้นทุนมาตรฐาน แต่เสนอการใช้ระบบรัฐบาลดิจิทัลและการรวมศูนย์ข้อมูลภาครัฐเพื่อตรวจสอบย้อนหลังและลดปัญหาแอปจำนวนมากที่ไม่เชื่อมกัน

สอดคล้องกับคำตอบ “เลิก/ลด-เพิ่ม/ลงทุน” ที่พรรคระบุว่าจะลดการทำงานแบบไซโลของรัฐ และเพิ่มการบูรณาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเน้น “ความจริงจังเรื่องคาร์บอนเครดิต” โดยย้ำว่าต้องทำให้เกษตรกรเข้าใจชัดว่าได้ผลตอบแทนอะไรจากการเข้าระบบคาร์บอนเครดิต และยังเสนอแนวคิดตั้ง “ธนาคารกลาง” สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (ในความหมายของโครงสร้างกลางเพื่อรองรับตลาด)

พรรคไทยสร้างไทย

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ (กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคไทยสร้างไทย (หมายเลข 48) เน้นประเด็น “ความปลอดภัยอาหาร-การตรวจสอบนำเข้า-การผลิตในประเทศ” โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสินค้านำเข้าบางแหล่ง และเสนอให้รัฐบูรณาการหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยอาหารให้อยู่ในระบบเดียวพร้อมเครื่องมือที่เพียงพอ เพื่อทำให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและการใช้สารเคมี โดยระยะเร่งด่วนเสนอพักหนี้เกษตรกรและกำกับการใช้ปุ๋ย/สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ

ส่วนระยะ 4 ปี เสนอให้บูรณาการนโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมให้เป็นระบบเดียวกันเพื่อลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมผลักดันการตรวจสอบสารเคมีและสินค้านำเข้าเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุตัวเลขงบประมาณ โดยกล่าวเชิงหลักการว่านำงบฯที่สูญเสียจากคอร์รัปชั่นมาใช้ และไม่ได้ระบุ KPI เชิงตัวเลข

ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอใช้มาตรการจูงใจผ่านกลไกสหกรณ์เป็นช่องทางหลัก สนับสนุนการนำเศษวัสดุไปทำปุ๋ยและชีวมวล และเสนอให้การบังคับใช้กฎหมายจริงจังไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมติดตาม ขณะที่ตลาดรองรับชีวมวล พรรคชี้ว่าควรพัฒนาไปพร้อมคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาในเวทีนี้

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ยางพารา” และเสนอให้สร้างอุตสาหกรรมแปรรูปยางในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างงาน และลดการพึ่งพาต่างประเทศ โดยให้เหตุผลว่าปัญหาเชิงโครงสร้างคือไทยขายวัตถุดิบแต่ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย ซึ่งทำให้เสียโอกาสในซัพพลายเชน ในประเด็นมาตรฐาน พรรคไม่ได้เสนอวิธีลดต้นทุนมาตรฐานแบบเฉพาะเจาะจง แต่เสนอให้รัฐบูรณาการหลายหน่วยงานเพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่ รวมถึงสินค้านำเข้า

โดยเน้นว่าต้อง “ตรวจสอบย้อนกลับไปที่แปลงเกษตรกรได้” และควรออกแบบแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ทำการผลิตปลอดสาร/ไม่ใช้สารเคมีได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น (เช่น ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะด้านอาหารปลอดภัย) ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบเรื่อง “เลิก/ลด-เพิ่ม/ลงทุน” ที่พรรคชี้ให้ลดงบฯ/ภารกิจที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ แล้วเพิ่มการบูรณาการเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคกล่าวถึงการออกแบบแรงจูงใจที่ “คุ้มค่าและปลอดภัย” และการทำสหกรณ์ให้เข้มแข็งเป็นฐานให้มาตรการสิ่งแวดล้อมเกิดผลจริง

 สรุปเวทีเสวนาวิชาการ หัวข้อ “นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย พรรคการเมืองตอบคำถามเพื่อการเลือกตั้ง 2569 ภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณและความเป็นไปได้เชิงนโยบาย”

พรรคประชาชน

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด (แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต) จากพรรคประชาชน (หมายเลข 46) เสนอภาพรวมเชิงโครงสร้างที่เน้น “จำแนกเกษตรกรตามศักยภาพและช่วงชีวิต” และ “ย้ายงบฯ ไม่เพิ่มงบฯ” โดยให้เหตุผลว่าการช่วยเหลือแบบให้เปล่าโดยไม่จำแนกกลุ่มทำให้ทรัพยากรกระจายไม่เกิดผลลัพธ์ ในคำถามรายได้สุทธิและการลดความเสี่ยง

พรรคเสนอ 4 กลุ่มเป้าหมาย (เช่น กลุ่มสูงวัยติดหนี้ กลุ่มรายย่อยที่ยังทำต่อได้ กลุ่มเชิงพาณิชย์ที่แข่งขันตลาดโลก และกลุ่มที่พร้อมเข้าสู่ตลาดพรีเมี่ยม/แปรรูป) และจัดชุดเครื่องมือเร่งด่วนแบบจำเพาะกลุ่ม ได้แก่ การแก้หนี้สำหรับเกษตรกรสูงวัย การสนับสนุนระบบน้ำรายละ 50,000 บาท การปรับเปลี่ยนพืช 2,000 บาท/ไร่ และการปลูกไม้ยืนต้นเป็น “เงินออม” 30,000 บาท/ไร่ สำหรับรายย่อย

รวมถึงคูปองลดการเผา/ใช้ปุ๋ยแม่นยำ 500 บาท/ไร่ การปลูกพืชหมุนเวียน 1,000 บาท/ไร่ และสนับสนุนทำมาตรฐาน 5,000 บาท/ราย สำหรับกลุ่มเชิงพาณิชย์ ขณะที่ระยะ 4 ปี พรรควางการปฏิรูปทั้งระบบตั้งแต่พันธุ์พืช ดิน น้ำ มาตรฐาน งานวิจัย การแปรรูป ไปจนถึงดิจิทัลสำหรับติดตามและประเมินผล โดยระบุกรอบงบฯว่ามาจากการย้ายงบฯช่วยเหลือเดิมราว 50,000-100,000 ล้านบาทต่อปี และเสนอ KPI เชิงตัวเลข เช่น ผลผลิตเพิ่ม 5% ต้นทุนลด 10% รายได้เพิ่ม 10% และสัดส่วนครัวเรือนเกษตรยากจนลดลง 10%

ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอ “แยกมาตรการตามชนิดพืช” เพื่อให้ทำตามได้จริง เช่น ข้าวสนับสนุนผู้ให้บริการทางการเกษตรเพื่อไถกลบตอซัง พร้อมแรงจูงใจ 250 บาท/ไร่ อ้อยสนับสนุนเครื่องจักรหลังเก็บเกี่ยว และข้าวโพดสนับสนุนงานวิจัยเครื่องจักรสำหรับพื้นที่ลาดชัน โดยวางหลักให้ “ตลาดรองรับก่อน แล้วค่อยขยายการบังคับใช้” และจัดลำดับการใช้เศษพืชจากมูลค่าสูงไปต่ำ (อาหารสัตว์ → บำรุงดิน/ปุ๋ยชีวภาพ → เชื้อเพลิงชีวภาพ) พร้อมเป้าหมายเชิงตัวเลขว่าใน 2-3 ปีให้ลดการเผาเข้าใกล้ศูนย์ (near zero)

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอการวางตำแหน่งข้าวไทยให้หลุดจากตลาด commodity ผ่านบทบาทหลายมิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารยามวิกฤต ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวพรีเมี่ยม และการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (เช่น อาหารสุขภาพ/ผลิตภัณฑ์อื่นที่ต่อยอดคุณค่าจากข้าว)

ขณะเดียวกัน ในประเด็นมาตรฐาน พรรคเสนอ “คูปองสนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐาน” (เช่น GAP/อินทรีย์) 5,000 บาทต่อราย และเสนอพัฒนาระบบนิเวศผู้ตรวจรับรองให้มีจำนวน/การแข่งขันเพิ่มขึ้น พร้อมระบบตรวจสอบป้องกันการสวมสิทธิ์ ในมิติ “เลิก/ลด-เพิ่ม/ลงทุน” พรรคระบุว่าจะลดเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าขนาดใหญ่ และเพิ่มการลงทุนด้านสิทธิในที่ดินผ่านกองทุนพิสูจน์สิทธิ 10,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาภายใน 4 ปี

รวมถึงลงทุนด้านคุณภาพดิน (ลดเผา ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ปลูกพืชบำรุงดิน) ส่วนรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคแจกแจงเป็น 4 ช่องทาง (รายได้จากทรัพยากรในพื้นที่/สมุนไพร การลดความเสี่ยงและต้นทุน และรายได้จากการตรวจรับรอง) และเสนออุดหนุนโดยตรงเพื่อทำให้ทั้ง 4 ช่องทางเกิดขึ้นได้จริง

พรรคประชาธิปัตย์

นายจิรวัฒน์ จังหวัด (รองโฆษกพรรคและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ) จากพรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 27) นำเสนอแนวทางที่ “สหกรณ์เป็นกลไกกลาง” ในหลายประเด็น โดยมองว่าสหกรณ์สามารถยกระดับรายได้ของเกษตรกรรายย่อยได้ทั้งเชิงเศรษฐกิจและการกำกับมาตรฐาน

ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นสหกรณ์ และเสนอการปฏิรูป 4 ปีให้สหกรณ์มีลักษณะใกล้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านการรวมกลุ่มสหกรณ์หลายพื้นที่เพื่อเพิ่ม market size ความหลากหลายสินค้า และอำนาจต่อรอง

พร้อมใช้ “ประกันราคา” ควบคู่ระบบดิจิทัลลักษณะ Agricultural ID เพื่อกำกับข้อมูลการผลิต/การจำหน่ายจริงและป้องกันการสวมสิทธิ (ทั้งนี้ ไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วนใน 100 วัน งบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลขในเวทีนี้)

ประเด็นลดการเผา พรรคคงแนวคิด “กำกับผ่านสหกรณ์และปลายน้ำ” โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่ถ่ายทอดเงื่อนไข “ไม่เผา” ไปยังสมาชิก รวบรวมผลผลิตและควบคุมคุณภาพ พร้อมเสนอการบังคับใช้แบบเป็นธรรมผ่านเงื่อนไขการรับซื้อ (เช่น ไม่รับหรือจำกัดสัดส่วนผลผลิตที่มาจากการเผา) โดยให้ผู้ควบคุมในพื้นที่/กลไกสหกรณ์เป็นตัวกลาง

นอกจากนี้ พรรคเสนอการใช้ข้อมูลดาวเทียมและจุดความร้อนเชื่อมกับระบบ Agricultural ID และเชื่อมสิทธิทางนโยบาย (การขายผลผลิต/เข้าร่วมโครงการรัฐบางประเภท) กับการขึ้นทะเบียน/มี ID เพื่อเพิ่มแรงจูงใจเชิงระบบ อย่างไรก็ดี พรรคไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาในเวทีนี้

ในด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “มะพร้าวน้ำหอม” และเสนอการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการรับรองแหล่งกำเนิด/อัตลักษณ์พื้นที่ (แนวทาง GI/AOP/TPO ในความหมายของการยืนยันความเป็น “ของแท้จากพื้นที่”) เพื่อสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและทำให้ขายได้ราคาสูงอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบเรื่องมาตรฐานที่เสนอให้ “สหกรณ์เป็นกลไกกลาง” ในการตรวจสอบคุณภาพและทำหน้าที่ผู้ส่งออก ช่วยลดต้นทุนการรับรองรายบุคคลและทำให้การควบคุมมาตรฐานเกิดในระดับกลุ่มได้ง่ายขึ้น ภายใต้งบจำกัด

พรรคระบุว่าอยากลดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ซ้ำซ้อน/เกินจำเป็น (โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งานต่ำ) แล้วนำงบไปสนับสนุนโลจิสติกส์และการเดินรถ/การขนส่งสินค้าเกษตร โดยยกข้อมูลประกอบว่าการขนส่งทางรางมีสัดส่วนราว 14-15% และยังมีศักยภาพเพิ่มเพื่อลดต้นทุนแข่งขัน

ส่วนรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอเครื่องมือ “พันธบัตรป่าไม้” เพื่อให้ผู้ปลูกป่ามีรายได้ระยะยาว โดยอธิบายในลักษณะทำให้ผู้ปลูกเป็นผู้ดูแล/พนักงานและได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่อง

พรรคพลังประชารัฐ

ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล (กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคพลังประชารัฐ (หมายเลข 43) เสนอกรอบที่ให้ความสำคัญกับการ “เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป” และการจัดโครงสร้างตลาด โดยเชื่อมทั้งนโยบายด้านปัจจัยการผลิต (เช่น แนวคิดปุ๋ยคนละครึ่งพลัส/ผลิตปุ๋ยเอง) เขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการเกษตรเพื่อการแปรรูป และเครื่องมือด้านตลาด (เช่น ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า) ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดเป้าหมายเป็นเกษตรกรพืชเศรษฐกิจที่เผชิญความผันผวนราคา โดยระยะสั้นเสนอการบริหารจัดการอุปสงค์-อุปทานผ่านการบังคับใช้กฎหมาย การประสานงานรัฐ และการเจรจากับผู้มีอำนาจกำหนดราคา

รวมถึงการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย/เถื่อน ส่วนระยะ 4 ปี พรรคกล่าวถึงการปรับโครงสร้างตลาดให้สะท้อนกลไกเศรษฐศาสตร์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ลดอำนาจผูกขาด และเจรจาต่างประเทศเพื่อเพิ่มอุปสงค์ ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณและ KPI เชิงตัวเลขสำหรับรายได้สุทธิในเวทีนี้

ประเด็นลดการเผา พรรคเชื่อมโยงกับแนวคิด “clean air economy” และตลาดคาร์บอน โดยเสนอผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดเป็นฐานของการบังคับใช้ พร้อมสร้างตลาดรองรับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และเชื่อมแหล่งทุน/กองทุนสีเขียวระดับโลกเข้ากับผลผลิตที่ไม่เผา ในส่วนตัวเลข พรรคยก “ตัวอย่าง KPI” เช่น ลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 50% หรือทำให้เศรษฐกิจอากาศสะอาดเติบโต 10% ต่อปี

ในมิติการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ปาล์มน้ำมัน” และเสนอการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการแปรรูป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เชื่อมอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีเพื่อผลิตสินค้ามูลค่าสูง (เช่น เชื้อเพลิงอากาศยาน น้ำมันหล่อลื่น และเคมีภัณฑ์) เพื่อยกระดับไทยเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพในซัพพลายเชนโลก ด้านมาตรฐาน พรรคเสนอเพิ่มจำนวนหน่วยงานรับรอง (certifying bodies) และลดต้นทุนการรับรองผ่านการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่

พร้อมให้รัฐเป็นผู้สร้างระบบรับรองและกำหนดบทบาทของผู้เกี่ยวข้องให้ชัด (เกษตรกร-โรงงาน-หน่วยรับรอง) ส่วน “เลิก/ลด-เพิ่ม/ลงทุน” พรรคเสนอให้ลดกฎหมาย/มาตรการที่คุ้มครองอุตสาหกรรมหรือพืชบางชนิดจนเกิด “comfort zone” และเพิ่มการส่งเสริมการแข่งขัน การแปรรูป และการพัฒนาไปสู่สินค้าอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับคำตอบรายได้จากสิ่งแวดล้อมที่เน้นการผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การทำไบโอชาร์ และการทำมาตรฐานเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในตลาด

พรรคเพื่อไทย

นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ (ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ) จากพรรคเพื่อไทย (หมายเลข 9) เสนอแนวทางแก้ปัญหาเกษตรแบบ “ต้นน้ำ-ปลายน้ำ” โดยต้นน้ำเน้นการลดต้นทุนและยกระดับข้อมูลการผลิต (เช่น ปลูกถูกพันธุ์ ใส่ปุ๋ยถูกสูตร ตรวจดิน ทำแผนที่ดิน/soil map และใช้คูปองปัจจัยการผลิต) ส่วนปลายน้ำเน้นเทคโนโลยี มาตรฐาน และการปรับกติกา/กฎหมายให้เอื้อต่อเกษตรกรรายย่อยและ SMEs เพื่อเปลี่ยนจากสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำสู่มูลค่าเพิ่มสูง

ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยหนี้สูง (ยกตัวอย่างหนี้เฉลี่ยราว 500,000 บาท) และเกษตรกรอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยระยะเร่งด่วน 100 วันเสนอการปลดหนี้/พักหนี้เพื่อให้เกษตรกร “ตั้งหลัก” ก่อน ขณะที่ระยะ 4 ปีเสนอ “ประกันกำไรสินค้าเกษตร” ระดับ 30% ควบคู่ระบบคูปองปัจจัยการผลิต

โดยมีเงื่อนไขให้ขึ้นทะเบียน ตรวจดิน และใช้พันธุ์-สูตรปุ๋ยที่เหมาะสม เพื่อสร้างฐานข้อมูลภาคเกษตรไปพร้อมกับการยกระดับอุตสาหกรรม พรรคระบุกรอบงบประมาณราว 40,000 กว่าล้านบาท และให้เหตุผลว่าต่ำกว่านโยบายในอดีตที่ใช้งบฯมากกว่า 70,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี พรรคไม่ได้ระบุ KPI เชิงตัวเลขชัดเจนในเวทีนี้

ในประเด็นลดการเผา พรรคย้ำการใช้ “แรงจูงใจผ่านระบบข้อมูล” โดยผูกการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิประกันกำไรกับเงื่อนไขการผลิต และเสนอใช้เทคโนโลยี/ทรัพยากรร่วม เช่น เครื่องจักรและจุลินทรีย์ เพื่อช่วยไถกลบตอซัง พร้อมระบุว่าการบังคับใช้ควรมาคู่กับการสนับสนุน ไม่ใช้บทลงโทษอย่างเดียว และให้ “รางวัล” กับเกษตรกรที่ไม่เผาผ่านราคาที่สูงขึ้นหรือโอกาสในตลาดมาตรฐาน ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาโดยตรง

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอการยกระดับเป็น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และงานวิจัยตลอดห่วงโซ่ (Farm to Fork) โดยมองกติกาใหม่ เช่น CBAM เป็นโอกาสให้ข้าวไทยผ่านกำแพงการค้าและขายได้ราคาสูงขึ้นในตลาดพรีเมียม

ขณะที่คำตอบเรื่องมาตรฐาน พรรคเสนอให้รัฐทำหน้าที่ enabler เพื่อลดต้นทุนมาตรฐานใหม่ที่มีต้นทุนสูง (เช่น กระบวนการ MRV) และพัฒนาระบบ One Stop Service เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการรับรอง/รายงานข้อมูล

สอดรับกับคำตอบเรื่องงบประมาณที่พรรคเสนอ “เลิก/ลด” การช่วยเหลือแบบแจกแบบหว่านและการอุดหนุนไม่มีเป้าหมาย แล้ว “เพิ่ม/ลงทุน” ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตร โดยยกตัวอย่างแนวโน้มการใช้งบด้านข้าวที่ลดลงจากราว 80,000 ล้านบาท (พ.ศ. 2565) เหลือราว 50,000 ล้านบาท (พ.ศ. 2567) เพื่อชี้ทิศทางการปรับงบฯ สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคกล่าวถึงการส่งเสริม “มาตรฐานคาร์บอน” และการระดมทุนผ่านพันธบัตรสีเขียวเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน

พรรครวมไทยสร้างชาติ

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี) จากพรรครวมไทยสร้างชาติ (หมายเลข 6) นำเสนอแนวทางที่ให้น้ำหนักกับการลดต้นทุนผ่าน “ปัจจัยการผลิต” และการจัดโครงสร้างกำกับดูแลในห่วงโซ่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะประเด็นปุ๋ยและพืชเศรษฐกิจบางชนิด พรรคเสนอให้รัฐลงทุนผลิต “ปุ๋ยรัฐ” ครบห่วงโซ่ (เช่น NPK) เพื่อทดแทนการนำเข้า ลดต้นทุนเกษตรกร และลดอำนาจทุนผูกขาด รวมถึงเสนอให้รัฐควบคุมราคาปุ๋ยไม่ให้ทุนกำหนดราคาเพียงฝ่ายเดียว

ส่วนในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรในระบบตลาดที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนปุ๋ยสูงและการผูกขาด แต่ไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วน 100 วัน งบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลขในเวทีนี้

ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอโมเดลที่ใช้ “อำนาจรัฐปลายน้ำ” และบทบาทโรงงานเป็นกลไกตัดวงจร โดยระยะแรกเสนออัดฉีด/สนับสนุนการรับซื้อผลผลิตสด (ไม่เผา) เพื่อเปลี่ยนแรงจูงใจของเกษตรกร พร้อมอธิบายว่าการเผามักเกิดจากต้นทุนแรงงานและความสะดวก ขณะเดียวกัน พรรคเสนอการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเฉพาะจุดผ่านหน่วยงานกำกับปลายน้ำ

ยกตัวอย่างการใช้กฎหมายความปลอดภัย (เช่น การสั่งปิดโรงงานชั่วคราว) เมื่อพบการรับซื้ออ้อยเผาเกินควร และเสนอให้โรงงานทำหน้าที่ “ตัดตลาด” ของผลผลิตที่มาจากการเผา พรรคยกเป้าหมายเชิงตัวเลขจากกรณีอ้อยว่า ลดสัดส่วนอ้อยเผาจากราว 60% เหลือราว 30% และต่อเนื่องจนเหลือราว 14% (พร้อมอธิบายว่าช่วงเข้มงวดมีสภาพ “ท้องฟ้าบลูสกาย”) อย่างไรก็ตาม ในคำตอบนี้ยังไม่ได้ขยายกลไกเดียวกันไปยังพืชอื่นอย่างเป็นระบบ

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ปาล์มน้ำมัน” และเสนอการออก “กฎหมายปาล์มน้ำมันเฉพาะ” เพื่อกำกับทั้งระบบแบบอุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล ตั้งแต่การจัดสัดส่วนรายได้ (ยกตัวอย่าง 70% เกษตรกร – 30% โรงงาน) ไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำมูลค่าสูง (โอเลโอเคมี เช่น เครื่องสำอาง ผงซักฟอก เคมีภัณฑ์ขั้นสูง) และเชื่อมกับภาคพลังงานเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่

ขณะที่ประเด็นมาตรฐาน พรรคไม่ได้ตอบวิธีลดต้นทุน/ระบบตรวจสอบย้อนกลับโดยตรง แต่กล่าวถึงความจำเป็นของการรองรับมาตรฐานต่างประเทศ (เช่น EUDR/ฮาลาล) เพื่อเปิดตลาด และเน้นบทบาทการพัฒนาทักษะแรงงาน/สถาบันการศึกษา

ส่วน “เลิก/ลด-เพิ่ม/ลงทุน” พรรคเสนอให้ลดการแทรกแซงเชิงการเมืองในโครงสร้างกำกับสินค้าที่ซับซ้อน (ยกตัวอย่างปาล์มน้ำมัน) และเพิ่มการลงทุนให้รัฐมีบทบาทผลิตปุ๋ยเองโดยอาศัยทรัพยากรภายในประเทศ สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอส่งเสริมการปลูกข้าวแบบ “เปียกสลับแห้ง” เพื่อลดการปล่อยก๊าซ และเสนอให้กลไกด้านการคลังของรัฐเป็นผู้กำกับดูแลการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

พรรคเศรษฐกิจ

นายอภิรัฐ คงชนะกุล (กรรมการที่ปรึกษาเศรษฐกิจ) จากพรรคเศรษฐกิจ (หมายเลข 11) เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างที่มองการเพิ่มรายได้เกษตรกรผ่าน “การเปลี่ยนตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่า” โดยเฉพาะการลดบทบาทคนกลาง การรวมเกษตรกรเข้าสู่นิคม/เขตอุตสาหกรรมการเกษตร และการยกระดับโลจิสติกส์เชื่อมตลาดต่างประเทศ

ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นภาคเกษตรเพื่อการส่งออก (ยกตัวอย่างตลาดจีน) และเสนอระยะ 4 ปีให้ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ระบบรางความเร็วสูง) การค้าสินค้าเกษตรล่วงหน้า และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดและลดต้นทุนขนส่ง โดยตั้งเป้าเชิงผลลัพธ์ว่า “รายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า” ทั้งนี้ ไม่ได้ระบุเครื่องมือเร่งด่วน 100 วันและกรอบงบประมาณในเวทีนี้

ในประเด็นลดการเผา พรรคมองว่าเป็น “ผลของโครงสร้างรายได้” มากกว่าพฤติกรรมรายบุคคล จึงเสนอการดึงเกษตรกรเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อให้เข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี และตลาดปลายน้ำ พร้อมแนวคิดเพิ่ม “ส่วนแบ่งรายได้ของเกษตรกร” จากระดับประมาณ 10-15% ของมูลค่าทั้งห่วงโซ่ไปสู่ 50–60% และใช้กลไกตลาด/อุตสาหกรรมรองรับเศษพืชและมูลเกษตรไปสู่พลังงานหรืออุตสาหกรรมควบคู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยระบุว่าการบังคับใช้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากโครงสร้างรายได้ไม่เปลี่ยน

ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “กุ้ง” และเสนอการใช้ข้อตกลงการค้าและโลจิสติกส์เชื่อมตลาดจีน (รวมถึงแนวคิดขนส่งกุ้งสดให้ถึงตลาดภายใน 1 วัน) เพื่อยกระดับเป็นผู้ส่งออกกุ้งพรีเมี่ยม ขณะที่มาตรฐาน พรรคเสนอการทำมาตรฐานร่วมกันผ่านนิคม (ลดต้นทุนต่อราย) และแนวทางตรวจสอบย้อนกลับผ่านความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศปลายทางเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินค้าในปลายทาง ภายใต้งบจำกัด

พรรคเสนอให้ “เลิก/ลด” การแทรกแซงราคาที่ไม่สอดคล้องกลไกตลาดและลดอำนาจผูกขาดของพ่อค้า/นายทุนท้องถิ่น แล้ว “เพิ่ม/ลงทุน” เทคโนโลยี องค์ความรู้ และโลจิสติกส์ผ่านนิคมและระบบราง

สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคย้ำว่าควรเดินคู่กับเศรษฐกิจ และเสนอการสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” เพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมแนวคิดขยายการสร้างนิคมการเกษตรในหลายพื้นที่/ทุกจังหวัด