Skip to content

ชัยชนะของ ‘ภูมิใจไทย’ กระแส ‘ชาตินิยม’ ตัวช่วย

14 ก.พ. 2569 | 06:30น.
ชัยชนะของ ‘ภูมิใจไทย’ กระแส ‘ชาตินิยม’ ตัวช่วย

การเมืองไทยขยับไปอีกก้าวใหญ่ เมื่อผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ปรากฏออกมาว่าพรรคภูมิใจไทยได้เสียง 193 ที่นั่ง พรรคประชาชน 118 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง

ทำให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แนวโน้มรัฐบาลที่จะชัดเจนมากขึ้นหลังจาก กกต.รับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ น่าจะเป็นการรวมตัวของรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ได้แก่ ภูมิใจไทย, กล้าธรรม และพลังประชารัฐ บวกกับพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นแกนนำและดึงภูมิใจไทยมาร่วมรัฐบาล

ด้วยเหตุอะไรที่ทำให้ภูมิใจไทยชนะแบบคะแนนนำลิ่ว บทวิเคราะห์ของเว็บไซต์สื่อญี่ปุ่นวิเคราะห์ไว้น่าสนใจ

เว็บข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” พาดหัวข่าวว่า Thai election : What drove the ruling party’s surprising win? Nationalism and technocrat ministers help Anutin retain power หรือเลือกตั้งไทย : อะไรอยู่เบื้องหลังชัยชนะเหนือความคาดหมายของพรรครัฐบาล ?

และคำโปรยอีกบรรทัดว่า กระแสชาตินิยมและรัฐมนตรีสายเทคโนแครตช่วยให้นายกฯอนุทินรักษาอำนาจไว้ได้

นิกเคอิวิเคราะห์ประกอบทรรศนะจากผู้เกี่ยวข้องว่า ชัยชนะเกินคาดของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคสายอนุรักษนิยม ปัจจัยสำคัญคือกระแสชาตินิยมและความหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล

ทิ้งห่างพรรคประชาชน

จากผลสำรวจก่อนการเลือกตั้ง ทั้งสองพรรคมีคะแนนสูสีกัน และหลายฝ่ายมองว่าพรรคประชาชนเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นิกเคอิอ้างความเห็นของ วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่าท่าทีของนายกฯอนุทินต่อกัมพูชา ช่วยเพิ่มความนิยมในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ในกระแสชาตินิยม

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ได้รับคะแนนเสียงมากคือ มาตรการทางเศรษฐกิจในช่วงสามเดือนก่อนการยุบสภา โดยเฉพาะโครงการเงินอุดหนุนการจับจ่ายใช้สอยที่ได้รับความนิยม มีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาของประเทศ

นายกฯอนุทินให้คำมั่นว่าจะฟื้นโครงการดังกล่าว หากพรรคยังคงอยู่ในอำนาจ

การแต่งตั้ง “คนนอก” ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรี เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนความนิยม

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง

ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็น รมว.พาณิชย์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็น รมว.การต่างประเทศ ทั้งสามคนเข้าร่วมการรณรงค์หาเสียงของพรรคภูมิใจไทย และนายกฯอนุทินให้คำมั่นว่า รมต.ทั้ง 3 คนจะยังคงดำรงตำแหน่งเดิมหากรัฐบาลได้ไปต่อ

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสามคนสร้างผลงานโดดเด่นหลายอย่างในเวลาอันสั้น เป็นที่ชื่นชอบของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น

และอีกยุทธวิธีที่ช่วยเสริมพลังให้พรรคภูมิใจไทย คือการชักชวนอดีตนักการเมืองที่มีชื่อเสียงและมีฐานเสียงแข็งแกร่งในพื้นที่มาเข้าพรรค

ขณะที่ความเห็นจากภาคธุรกิจ มีความมั่นใจมากขึ้นว่าประเทศไทยอาจมีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น เปิดทางให้รัฐบาลใหม่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การเข้าสู่การเมืองด้วยจำนวน สส.ร่วม 200 เสียง ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวขึ้นถึง 3.5% ในวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

สะท้อนความหวังของนักลงทุนต่อความสงบทางการเมือง

ส่วน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความยินดีกับพรรคภูมิใจไทย พร้อมระบุว่าภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรีมีความสำคัญ เพราะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

ส.อ.ท.สนับสนุนให้พรรคจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว เพื่อผลักดันนโยบายที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางของประเทศ

อย่างไรก็ตาม

แม้พรรคทำผลงานได้ดี แต่ยังไม่สามารถคว้าที่นั่งถึง 251 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาดได้ ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสม

ซึ่งนายอนุทินกล่าวผ่านรายการทีวีว่า จะตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอย่างมั่นคง เพื่อให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง

ส่วนในปัญหาความตึงเครียดกับกัมพูชา นายอนุทินกล่าวว่ารัฐบาลจะสร้างกำแพงตามแนวชายแดนตามที่ได้ให้สัญญาไว้ระหว่างการหาเสียง และจะเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ขั้นตอนในการจัด ครม. จะเริ่มต้นหลัง กกต.รับรองผลเลือกตั้ง แต่การเคลื่อนไหวเจรจารวบรวมพรรคต่าง ๆ เข้าเป็นรัฐบาลผสมปรากฏให้เห็น

ไฮไลต์ที่น่าติดตามคือ การประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนฯ และการประชุมสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯคนใหม่

ที่น่าจะเข้มข้นมากยังได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยกร่างใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในชนวนทำให้เกิดการยุบสภาเมื่อ 12 ธ.ค. 2568

และจะเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของการเมืองไทย