Skip to content

คณบดีนิติศาสตร์ ม.อ.ให้เหตุผลทำไมการเลือกตั้งไม่ควรเป็นโมฆะ

18 ก.พ. 2569 | 13:08น.
คณบดีนิติศาสตร์ ม.อ.ให้เหตุผลทำไมการเลือกตั้งไม่ควรเป็นโมฆะ

คณบดีนิติศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ มองการเลือกตั้งไม่ควรเป็นโมฆะ ชี้ขัดหลัก “เลือกตั้งโดยลับ” แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโมฆะ เตือนการทำให้โมฆะง่ายเกินไปกระทบประชาธิปไตยระยะยาว ระบุต้องมีผู้รับผิด โดยเฉพาะ กกต. เสนอใช้กลไกนับคะแนนใหม่-เลือกตั้งใหม่ในเขตมีปัญหา และอาจใช้กฎหมาย PDPA จัดการข้อมูลต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง

ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แสดงทรรศนะว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยให้คำอธิบายว่า ทำไมการเลือกตั้งไม่ควรเป็นโมฆะ, การเลือกตั้งครั้งนี้ขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ และต้องมีคนรับผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้น, ทางออกของเรื่องนี้ และการจัดการกับบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วที่สามารถนำไปถึงข้อมูลการเลือกตั้งอย่างไร

เนื้อหาทั้งหมดระบุดังนี้

ว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นโมฆะ

1.การเลือกตั้งไม่ควรเป็นโมฆะ

ผมไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ความเห็นนี้อาจจะไม่ถูกใจใครหลายคน (อย่าเพิ่งทัวร์ลงผมนะครับ ฮา) แต่ผมคิดว่าเราต้องยืนยันในหลักการเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

การเลือกตั้งคือจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างความชอบธรรมทางประชาธิปไตยที่ส่งผ่านจากประชาชนเจ้าของอำนาจไปสู่องค์กรของรัฐ และเป็นจุดสำคัญในการสะท้อนเจตจำนงของประชาชนที่จะให้ความชอบธรรมในการปกครองประเทศ ดังนั้น การเลือกตั้งจึงไม่ควรถูกทำให้เป็นโมฆะอย่างง่ายดายเกินไป

ผมไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ที่การเลือกตั้งถูกทำให้เป็นโมฆะ เพียงเพราะการจัดคูหาเลือกตั้งหันออกด้านนอกทำให้อาจมองเห็นการลงคะแนนได้ ซึ่งขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ โดยไม่ได้พิจารณาว่าการจัดคูหาดังกล่าวกระทบหรือมีผลบิดเบือนการแสดงเจตจำนงของประชาชนผ่านการเลือกตั้งอย่างไร (มิพักต้องเอ่ยถึงเงื่อนไขทางการเมืองในขณะนั้นที่มีการเรียกร้องกระแสตุลาการภิวัตน์อย่างชัดเจน) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2549 จึงไม่ควรที่จะถูกถือเป็นบรรทัดฐาน

หลายท่านอาจจะบอกว่ากรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดในครั้งนี้ร้ายแรงกว่ากรณีจัดคูหาเลือกตั้งในปี 2549 ซึ่งละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับอย่างชัดเจน ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าว แต่กรณีการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยลับกับปัญหาว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นคนละคำถามที่ต้องพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ

การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะได้ขึ้นอยู่กับว่าการละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการเลือกตั้งนั้นถึงขนาดเป็นการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งหรือไม่ เช่น มีหลักฐานชัดเจนว่า กกต. กับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมีการฮั้วกันจนนำไปสู่ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏผมยังเห็นว่าการละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

หากเรายอมให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้โดยง่าย กลไกการเลือกตั้งซึ่งเป็นเครื่องมือ (เดียว) ของประชาชนในการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงก็จะสามารถถูกทำลายได้โดยง่ายดาย วันนี้ผลการเลือกตั้งอาจไม่เป็นดังที่หวังและเราอยากให้มันเป็นโมฆะ แต่อย่าลืมว่าในวันที่ผลการเลือกตั้งเป็นไปดังที่เราคาดหวัง การเลือกตั้งก็อาจจะถูกทำลายได้โดยง่ายโดยฝั่งตรงข้ามเช่นกัน และสุดท้ายแล้วมันจะลดทอนคุณค่าและความสำคัญของการเลือกตั้งไปในที่สุด และต้องไม่ลืมว่านี่คือกลไกที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ การเลือกตั้งที่เป็นโมฆะได้โดยง่ายจึงไม่ Healthy ต่อระบอบประชาธิปไตยใยระยะยาว

ส่วนที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเอาไว้ในปี 2549 ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น ในครั้งนี้มันก็จะย้อนกลับมาเป็นภาระของศาลรัฐธรรมนูญเองที่จะต้องให้เหตุผลว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่เป็นโมฆะเพราะเหตุใด ทั้ง ๆ ที่การละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับรุนแรงกว่าการเลือกตั้งในปี 2549 เสียอีก การตัดสินคดีที่ไม่ยึดอยู่บนหลักการในวันนั้น (โดยหวังเพียงแค่ผลในทางการเมือง) จะกลับมาเป็นเข็มทิ่มแทงศาลรัฐธรรมนูญเสียเองในวันนี้ ซึ่งเราคงไม่ต้องไปกังวลแทนศาลรัฐธรรมนูญ เราเพียงแค่คอยดูว่าศาลจะให้เหตุผลอย่างไรเพื่อไม่ให้ศาลต้องสูญเสียศรัทธาและความเชื่อมั่น (ซึ่งก็คงไม่ได้มีมากมายอยู่แล้ว) จากประชาชน

สิ่งสำคัญสำหรับฝ่ายประชาธิปไตยก็คือเราไม่ควร Endorse ว่าการตัดสินของศาลในปี 2549 เป็นเรื่องที่ถูกต้องในเชิงหลักการ
_____________

2.การเลือกตั้งครั้งนี้ขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ และต้องมีคนรับผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้น

การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนั้นอยู่บนพื้นฐานของหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ การเลือกตั้งโดยทั่วไป เสรี โดยตรง ลับ และเสมอภาค หลักการเหล่านี้ไม่ใช่หลักการที่เด็ดขาดในตัวมันเอง และอาจจะขัดแย้งกันได้ในหลายกรณี ซึ่งสุดท้ายแล้วเราต้องสร้างสมดุลระหว่างหลักการทั้งห้านี้ เช่น หากเราต้องการให้ผู้พิการเข้าร่วมในการเลือกตั้งได้ กฎหมายจะต้องกำหนดให้มีผู้ช่วยในคูหาเพื่อให้ผู้พิการสามารถเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยทั่วไป แต่การยอมให้มีผู้ช่วยก็อาจจะทำให้ต้องผ่อนปรนหลักการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ หรือหลักการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อก็อาจจะไม่สอดคล้องกับหลักการเลือกตั้งโดยตรงเสียทีเดียว

ส่วนหลักการเลือกตั้งโดยลับนั้น มีหลักการง่าย ๆ ก็คือ เฉพาะแต่ผู้เลือกตั้งเท่านั้นที่รู้ว่าตนเองเลือกอะไร ดังนั้นไม่ว่าจะในขณะเข้าคูหาหรือหลังเลือกตั้ง ก็ต้องไม่มีใครรู้ว่าเขาเลือกใคร กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่เมื่ออาศัยประกอบกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้งแล้วสามารถรู้ได้ว่าใครเป็นคนเลือกและเลือกใครย่อมขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับอย่างชัดเจน เพราะทำให้คนอื่นนอกเหนือจากผู้ลงคะแนนเสียงรู้ได้ว่าเลือกใคร

ส่วนใครที่ให้เหตุผลเปรียบเทียบกับเอกสารลับของราชการหรือลอตเตอรี่ ก็ต้องบอกว่าไร้สาระ ผิดฝาผิดตัวและมั่วอย่างถึงที่สุด

เมื่อการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับ (แต่ไม่ถึงขนาดทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ (ตามความเห็นของผม)) ก็ต้องมีคนรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ กกต.ที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 23 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. หรือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 หรือมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มันควรจะต้องมีคนติดคุกติดตะรางจากสิ่งที่เกิดขึ้น
_____________

3.การเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหา ถ้าไม่ให้เป็นโมฆะแล้วจะทำอย่างไร

ผมเห็นว่ากฎหมายเลือกตั้งมีกลไกสำหรับจัดการปัญหานี้คือการสั่งให้นับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนเสียงใหม่ในหน่วยหรือเขตเลือกตั้งที่มีปัญหา แน่นอนว่ากลไกดังกล่าวออกแบบมาโดยให้อำนาจ กกต.ค่อนข้างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่หากเราจะอาศัยกลไกของศาลเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต.ในกรณีนี้ก็น่าจะที่จะต้องลอง รวมถึงการดำเนินการในทางอาญา โดยกฎหมายเลือกตั้งกำหนดชัดเจนว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองที่ส่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้เสียหาย (มาตรา 169)

ดังนั้น ในเขตใดที่มีข้อเท็จจริงและหลักฐานชัดเจนว่ามีปัญหา กกต.ก็จำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจที่มีเพื่อนับหรือลงคะแนนเสียงใหม่ และหาก กกต.ไม่ดำเนินการก็อาจมีความรับผิดตามมาได้เช่นกัน แต่หาก กกต.ใช้อำนาจที่กฎหมายให้นี้ ก็จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งได้

ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่เห็นว่าการเลือกตั้งในเขตใดที่มีปัญหา ก็ควรอาศัยสิทธิของท่านในการดำเนินการ โดยไม่ปล่อยให้เป็นภาระของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงแต่เพียงอย่างเดียว
_____________

4.จะจัดการกับบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วที่สามารถนำไปถึงข้อมูลการเลือกตั้งอย่างไร

ผมคิดว่าประเด็นที่เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้นก็คือประเด็นที่ว่า กกต.ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล แต่ยังไม่ค่อยมีการพูดถึงกลไกตามกฎหมาย PDPA มากนัก

จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผมเห็นว่า กกต.กระทำการฝ่าฝืนหรือผิดกฎหมาย PDPA อย่างน้อยใน 4 ประเด็น คือ 1.ผิดในเรื่อง Data Security มาตรา 37(1) 2.Data Breach มาตรา 37 (4) ทั้งไม่แจ้งและไม่มีมาตรการเยียวยาผลกระทบ 3.Data Minimization มาตรา 22 4.Transparency ไม่แจ้ง Privacy Notice ให้ชัดเจน มาตรา 23 (ขอบคุณข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย PDPA)

ดังนั้น กลไกที่ควรจะถูกนำมาใช้ในกรณีนี้คือกลไกคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจจะทำให้ กกต.มีความรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา

คำถามต่อมาคือเรามีกลไกที่ทำให้ กกต.ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ คำตอบคือกลไกตามกฎหมาย PDPA มีอำนาจสั่งให้กระทำการ งดเว้นกระทำการ ลบทำลายข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราจึงอาจจะขอให้มีการทำลายต้นขั้วบัตรเลือกตั้งเพื่อทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงคะแนนเสียงได้ ในขณะที่บัตรเลือกตั้งจำเป็นต้องเก็บรักษาเอาไว้เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้

ความเห็นนี้อาจจะไม่ถูกใจใครหลายคน แต่ผมคิดว่าเราแลกเปลี่ยนกันอย่างมีเหตุมีผลได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กกต. เลือกตั้ง 2569